วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ZOMBIE OUTDISTANCE 2

Chapter 2

9.02 น.

ภายในห้องรับแขกที่มีเพียงแค่แสงรำไรจากภายนอกส่องเข้ามา แห่งนี้ ...
เราสองคนนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมอย่างที่เคยนั่ง ซึ่งเหมือนมันจะกลายเป็นที่นั่งประจำสำหรับตัวเองไปแล้วโดยที่อีกคนจะรู้และไม่มาเลื่อมล้ำที่ของกันและกัน แต่!.. จะมีสิ่งที่มันผิดแปลกไปจากเดิมจากที่เคยเป็นมา ก็คงจะเป็น.. 
ผู้หญิงคนนี้!! 
สมาชิกใหม่ที่เราไม่ได้รับเชิญ  เธอเดินตามเราเข้ามาในบ้านเอง มานั่งโซฟาอีกตัวที่ยังว่างอยู่ ผมกับบอลได้แต่มองหน้ากันสลับกับมองไปยังผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย 
เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมสั่นๆ ไม่ขาวมากนัก จมูกโด่ง ตากลมดี มีแก้มหน่อยๆ แต่ที่แปลกสุดๆคือ เธอเตี้ยกว่าผม!! ซึ่งผมคิดว่าในโลกนี้ ผมคงจะตัวเล็กอ๊อนแอ่นที่สุดแล้วนะ นี้ยังมีคนที่ตัวเล็กกว่าผมอีกหรอ??  สภาพของเธอดูมอมแมมไปหมด หัวยุ่งนิดๆ มองดูแล้วช่างเหมาะสมกับใบหน้าที่เข้ารูปของเธอเป็นไหนๆ  ซึ่งถ้ามองดูดีๆแล้วก็จัดได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่าตาใช้ได้พอตัวอยู่เหมือนกัน ลักษณะท่าทางของเธอตอนนี้คงกำลังตื่นกลัวกับเหตุการณ์ประหลาดๆเมื่อครู่นี้อยู่เป็นแน่ ถึงได้นั่งเหม่อลอย ตาค้าง หายใจหอบๆ ไม่พูดไม่จากับใครแบบนั้น ทั้งที่เข้ามาในบ้านของคนอื่นแท้ๆ มาเจอคนแปลกหน้าตั้งสองคน แต่กลับไม่ยอมถาม ไม่ยอมพูดอะไรเลยสักคำทำเอาพวกเรางงไปตามๆกัน ผมมองหน้าเธอแล้วจึงหันกับไปมองเพื่อนของผมอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้มันก็ยังคงทำหน้าตาเฉยๆ ไร้อารมณ์ เบี่ยงสายตามองออกไปทางอื่นเช่นเคย ทำเหมือนไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่ผิดปกติไปมากมาย

"เอ่อ....เธอ!" ผมพยายามจะดึงสถานการณ์ให้กลับเข้ามาให้เป็นปกติมากที่สุด โดยการเริ่มต้นเรียกเธอก่อน และก็เหมือนเธอจะรู้ตัว เธอจึงรีบหันกลับมาทางผมทันที
"ห๊ะ!" เธอตอบกลับมาแค่คำว่า ห๊ะ! พร้อมกับเลิกคิ้วสูงบวกกับท่าทางที่เขินนิดๆ ปกติเวลาเจอสาวๆหรือคนแปลกหน้า ผมจะเป็นคนที่ชอบยิ้มให้ก่อนเสมอนะ แต่เวลาแบบนี้ ตอนนี้ ผมสังสัยมากกว่า...
"เธอชื่ออะไรอ่ะ?" ผมเลิกคิ้วถามเธอต่อด้วยท่าทีไม่มีพิษภัยอะไรและพยายามทำตัวให้เป็นมิตรให้มากที่สุด
และก็คงจะมีแค่เรื่องนี้เท่านั้นแหละมั้งที่ทำให้ผมไม่ประหม่าหรือมีอาการตื่นเต้นแต่อย่างใด การที่ได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ด้วยท่าทางที่วางตัวเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง เป็นมิตรและเป็นกันเองกับทุกๆคน พูดคุยและยิ้มให้ก่อน ปฏิบัติตัวแฉกเช่นเดียวกับคนที่เคยรู้จักกันมานานแสนนาน เพราะเหตุนี้ละมั้ง ถึงทำให้มีคนหลงเสน่ห์ผมมานัดต่อนัด 
แม้ตอนนี้ดูเหมือนสติของเธอคงจะกลับมาครบแล้ว เธอเริ่มยิ้มออกมาได้หน่อยๆ  แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีท่าทีเกร็งๆอยู่ มีเพียงคำพูดสั้นๆที่ออกจากปากเธอด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา ทั้งที่สายตาของเธอนั้นยังคงจ้องมองไปทางเพื่อนผม มันเป็นแววตาที่มองแบบไม่ค่อยไว้วางใจเท่าไหร่นัก
"ชื่อ มิน!" 
 "เราชื่อปายนะ ส่วนนี้ชื่อบอล..." ผมตอบพรางทำมือไขว่ไปด้านหลังชี้ไปทางเพื่อนผมพร้อมกับยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตรอีกที เธอเองก็ละสายตาจากเพื่อนผมหันกลับมายิ้มให้ผมคืน ซึ่งผมเองก็ไม่รู้จะถามอะไรต่อดี ได้แต่ยิ้มกลับไปแค่นั้น

"มันเกิดเรื้องบ้าอะไรขึ้น!! เธอรู้รึเปล่า??" คราวนี้เป็นเสียงบอลที่ถามแทรกขึ้นมา ด้วยน้ำเสียงเรียบๆเหมือนเดิมแต่จะเน้นเสียงหนักตรงคำว่า บ้า!”  ทั้งที่สายตาของมันยังคงมองออกไปทางอื่น  อาการเหมือนคนไม่สบอารมณ์อะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา
"ไม่รู้! รู้แต่ว่า พอตื่นขึ้นมา ว่าจะออกไปซื้อมาม่ามาต้มกิน ก็ดันโดนตาแก่ข้างบ้านวิ่งไล่ตาม!!" เธอตอบพร้อมกับทำแววตาจริงจังมองไปยังเพื่อนผมอีกที "มารู้อีกที ก็มายืนอยู่หน้าบ้านพวกเธอนี้แหละ" เธอพูดต่อแค่นั้น
ใช่สิ ดูสภาพมอมแมมขนาดนั้น หัวก็ยุ่ง ตัวก็มีคลาบเปื้อนดินและเหมือนจะเป็นรอยแผลด้วย เห็นแล้วน่าสงสารสุดๆ แถมชุดที่ใส่มาก็วาบหวิวซะเหลือเกิน เสื้อยืดคอวีสีขาวพับแขนบางๆ กลางขาสั้น น่าจะเป็นชุดที่เธอใส่นอนนั้นแหละ
"ขอบใจนะ ที่เตือนพวกเราเมื่อกี้!" บอลพูดขึ้นมาอีกที ด้วยอาการและท่าทีที่ยังคงเดิม
"ไม่เป็นไรค่ะ" เธอตอบกลับมาด้วยคำสั้นๆเหมือนเดิม
ผมที่นั่งอยู่ตรงกลางแท้ๆได้แต่ยิ้มเจือนๆ มองหน้าทั้งสองคนสลับกันไปมา เธอเองก็ได้แต่มองหน้าผมสลับกับมองเพื่อนผมด้วยท่าทางไม่ไว้ใจเช่นกัน..

"แล้วมินมาจากไหนอ่ะ อยู่ในหมู่บ้านนี้หรอ?" ผมถามเธอพร้อมกับยิ้มให้เช่นเดิม ที่ผมต้องถามอย่างนั้นก็เพราะว่า ผมไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อนเลยนะซิ
" เราอยู่ซอย2 " เธอตอบกลับและยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตรเช่นกัน
"แล้ว...จะเอายังไงต่อละทีนี้? " ผมถามเธอต่อ เพราะอยากรู้ว่าเธอจะทำยังไงต่อจากนี้ เนื่องจากคิดว่าเธอคงวิ่งหนีมาสุดชีวิต และคงทิ้งบ้านมาแหงๆ
"ไม่รู้เหมือนกันอ่ะ..." เธอตอบกลับมาด้วยสีหน้าเจือนๆพรางก้มหน้าลง
"แล้วไม่มีใครอยู่ที่บ้านอีกหรอ พ่อแม่หล่ะ?" ผมถามเธอทันที
"พ่อไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว ส่วนแม่ไปปากช่องตั้งแต่เมื่อวาน เราอยู่บ้านคนเดียว" นั้นคือคำตอบที่ตอบกลับมาพร้อมสีหน้าที่หวาดหวั่น
"แล้วกินอะไรมารึยัง หิวไหม? ในครัวมีกับข้าวนะ"  ผมยังคงถามต่อด้วยความห่วงใยเหมือนเดิม และนี้ก็เป็นเสน่ห์ของผมอีกอย่างนึงละมั้ง การเทคแคร์และเป็นห่วงความรู้สึกผู้อื่นอยู่เสมอ

เธอเงยหน้าขึ้นมามองผม 
"..........."  แต่เธอก็ไม่ได้ตอบอะไร แต่ได้ยิ้มและพยักหน้าให้ผมแทน เป็นการบ่งบอกว่า เธอตกลงรับข้อเสนอที่ผมนำเสนอให้ละซินะ
"งั้นเดี๋ยวเราพาไป" ผมรีบพูดขึ้นแบบไม่ต้องรอช้าและเตรียมตัวที่จะลุกขึ้นจากโซฟา ไม่รู้ทำใมเวลาที่ผมเจอคนแปลกหน้าผมถึงได้สนิทเร็วแบบนี้ ความรู้สึกมันเหมือนกับว่าอยากที่จะช่วยเหลือทุกๆคนที่เจอ อยากให้เค้ายิ้มและมีความสุขที่สุดเวลาที่อยู่กับเรา..
เธอเองก็ลุกขึ้นตามผมมาเช่นกัน ท่าทางของเธอดูร่าเริงขึ้นมานิดหน่อย เธอยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตรทุกครั้งที่ผมยิ้มให้เธอ รอยยิ้มของเธอพูดตรงๆโคตรมีเสน่ห์เลยอ่ะ ผมเพิ่งสังเกตุก็ตอนนี้แหละ ขนคิ้วจรดกัน หน้าดุๆ แต่เวลายิ้มแล้วดูมีเสน่ห์น่ารักสุดๆ และที่สำคัญเธอมีขี้แมงวันใต้ตาข้างซ้ายชนิดแบบเดียวที่ผมชอบเลย ผมหน่ะชอบคนง่ายนะ แต่ปากแข็งสุดๆ ชอบลองใจคนจนได้เรื่องและคลั่งผู้หญิงที่มีไฝหรือขี้แมงวันที่แก้มหรือใต้ตา มันทำให้ดูเซ็กซี่เย้ายวนเป็นที่สุด..
ผมซึ่งเดินอ้อมผ่านโซฟาที่เพื่อนผมนั่งอยู่ ท่าทางมันยังคงเฉยชาไร้อารมณ์เหมือนเดิม ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจอะไร รีบเดินนำหน้าไปทางครัวอย่างเดียวและเธอก็เดินตามผมมาติดๆ ตอนนี้เธอคงรู้สึกไม่เกร็งอะไรแล้วละมั้งถึงได้ยิ้มออกมาได้แบบนี้ แต่ผมนะซิ รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ เวลาที่เธอมองผม สายตาของเธอที่มองมาแล้วยิ้มออกมาในเวลาเดียวกัน มันทำให้ผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ที่ซึ่งผมก็อธิบายไม่ถูก
แต่ก็ช่างเถอะ มันคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง...

ผมจัดแจงหาข้าวให้เธอกินจนอิ่ม ระหว่างนั้นผมก็ถามอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับเธอมากมาย จนได้รู้ว่าเธอเป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยคุยหรือเก็บอาการก็ไม่รู้ แต่ยิ้มเก่งสุดๆ และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีอาการเกร็งหรือกลัวอะไรแล้ว เธอเดินไปหยิบนั้นโน่นนี้ ตามที่เธอจะสะดวก เหมือนเธอจะรู้จักซอกมุมของตัวบ้านเป็นอย่างดี อาจจะเป็นเพราะบ้านแต่ละหลังในหมู่บ้านแห่งนี้ทำออกมาเป็นรูปทรงเดียวกันนั้นเอง และจากที่ผมถามเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับเธอ ทำให้ผมรู้เรื่องของเธอขึ้นมาอีกนิดหน่อย 
เธอเรียนอยู่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวเมืองนี้แหละ เรียนอยู่ม.6 กำลังจะเตรียมตัวจะสอบเข้ามหาลัย เป็นพี่คนโต มีน้องสองคน เหมือนผมเลย พ่อเป็นตำรวจประจำที่สภ.เมือง แม่เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกันกับที่เธอเรียนอยู่ ซึ่งตอนนี้แม่กับน้องไปทำธุระที่ปากช่องจะกลับมาอาทิตย์หน้า จากที่เธอเล่าให้ฟัง รู้สึกว่าที่บ้านของเธอจะเคร่งครัดอยู่พอตัว
หลังจากที่เรากินข้าวกันเสร็จเธอก็จัดแจงล้างหน้าล้างตาทำตัวเองให้สดชื่ออีกครั้ง และผมก็เดินนำหน้าเธอเพื่อพาเธอกลับไปยังห้องรับแขก ที่ตอนนี้มีเพื่อนผมที่นั่งรออยู่ ซึ่งผมเองก็ลืมมันไปซะสนิทเลยและดูเหมือนมันกำลังงุ่นง่านอยู่กับการกดรีโหมดเปลี่ยนช่องทีวีไปมาอีกตามเคย
มินนั่งลงบนโซฟาตัวเก่าที่เธอเคยนั่งก่อนหน้านี้ สายตาเธอยังคงมองไปที่เพื่อนผมด้วยท่าทีประหลาดใจในการกระทำของมัน คราวนี้เธอมีท่าทีเฉยๆ ไม่ได้หวาดระแวงหรือกลัวอะไรในตัวเพื่อนผมเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ ผมที่กำลังจะนั่งลงเหมือนกันเผอิญเหลือบไปเห็นเพื่อนที่มันทำหน้าตาท่าทางเคร่งเครียดอยู่ พลันคิดได้ว่าที่นี้ก็บ้านมันแต่ผมกับมินก็ดันไปทำอะไรตามสะดวกโดยที่ไม่ได้ถามหรือขออนุญาติอะไรมันเลยด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็ทำให้ผมเริ่มรู้สึกเกรงใจเพื่อนขึ้นมาบ้างแล้ว

"บอล! มึงจะกินอะไรไหม?" ผมถามขึ้นตามมารยาท และคอยสังเกตุดูว่ามันจะมีท่าทีเกี้ยวโกรธอะไรไหม
" .............. " มันไม่ตอบ มือยังคงกดรีโหมดเปลี่ยนช่องอยู่อย่างนั้น และไอ้ท่าทางแบบนี้ของมันนี้แหละผมดูไม่ออกจริงๆว่ามันหมายความว่ายังไงทั้งที่ปกติมันเป็นคนอารมณ์ดีร่าเริง พูดเพราะ อัธยาศัยก็ดี แต่ไอ้อาการแบบนี้มันเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วตั้งแต่ตอนที่เกิดเรื่อง ผมไม่รู้จะทำยังไงได้แต่ทำหน้าระเหี่ยใจหันกลับไปมองที่มิน...

กึ๊ก!
เสียงก้นแก้วที่กระทบกับโต๊ะรับแขกที่เป็นกระจกใส ในแก้วมีน้ำสีเหลืองซ่าส์ที่เรียกว่าเบียร์อยู่เต็มแก้ว บอลมันเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสายตาไร้อารมณ์อีกเช่นเคย  ส่วนผมก็มองมันกลับด้วยสายตาไร้อารมณ์เหมือนกันคราวนี้ จากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไรต่อรีบเดินกลับไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม
ไอ้บอลที่ตอนนี้มันกระดกเบียร์หมดแก้วอย่างรวดเดียว ผมเห็นมินจ้องเพื่อนผมตาไม่กระพริบ คิดว่าเธอคงไม่เข้าใจอะไรหลายๆอย่างแน่เลย
"ฮี่ๆ เพื่อนปายก็เป็นยังงี้แหละ ขี้เก๊ก" ผมพูดและยิ้มหยีๆรีบแก้ตัวให้เพื่อน ก่อนที่เธอจะคิดไปไกลถึงไหนต่อใหน เธอเองก็ละสายตาจากบอลมามองที่ผม
"เพื่อนเตงนิ เค้าจะเก๊กไปถึงไหนกันนะ" เธอถามขึ้นมา แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบคำถามเลย"เครื่องเพล์นิ!!" เธอพูดขึ้นทันที่เธอมองเห็นเครื่องเกมส์ที่ผมเอามาด้วยตั้งแต่เมื่อวาน
"ของปายเอง..." ผมหันไปมองเครื่องเกมส์ และหันกลับมาตอบเธอ "มินรู้จักหรอ?" 
"ติดเลยหล่ะ!" เธอตอบทั้งที่สายตายังคงจ้องเจ้าเครื่องนั้นอยู่ "เราชอบเล่นเกมส์ไบโอที่สุด!!" พรางพูดต่อด้วยรอยยิ้มที่แสนจะน่ารักเช่นเคยและคำตอบนั้นทำผมชะงักและอึ้งไปนานเหมือนกัน
ให้ตาย...! ในโลกใบนี้ยังมีคนแบบนี้อยู่อีกหรอเนี้ยนึกว่าจะมีแต่ผมคนเดียวซะอีก

"กูว่าแล้ว!!.."
เป็นบอลที่พูดแทรกขึ้นมา ทำให้ผมต้องรีบตวัดหน้าหันกลับไปมองมันอย่างสงสัย บอลมันคงคอยฟังสังเกตุการณ์และจับผิดคำพูดและการกระทำของพวกเราอยู่ตลอดแน่ๆเลย
"เราอยากไปหาพ่ออ่ะ ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง" มินพูดแทรกขึ้น คราวนี้ใบหน้าของเธอเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ทำเอาผมที่กำลังจะถามเธอต่อเกี่ยวกับเรื่องเกมส์ต้องหยุดความคิดลงทันที
แต่ก็นั้นซินะ ทางตำรวจเองก็ติดต่อไม่ได้เลยนี้นา

"เตง พาเค้าไปได้ไหม??" เธอเงยหน้าขึ้นมามองผม นัยตาโตๆของเธอมีความกังวลอยู่อย่างเหลือหลาย ผมสังเกตุได้และก็สงสารเธอมากด้วย อยากช่วยเหลือเธอเป็นที่สุด ถ้าไม่ติดว่ายังมีเพื่อนอีกคนผมคงตอบตกลงอย่างที่ไม่ต้องคิดอะไรเลยด้วยซ้ำ ผมหันหน้าไปหาบอลอีกทีเพื่อต้องการจะสื่อความหมายกับมันว่า "เอายังไงดี?" และก็เหมือนมันจะรู้ความคิดของผม
"กูไม่ออกจากบ้านไปไหนแน่โว๊ยย!!"  มันรีบตอบทันที ช่างเป็นคำตอบที่ฟังแล้วชื่นใจที่ซู้ดดดดด (ประชด) 
"ว่าแล้วไง " ผมอุทานออกมาพร้อมกับหันหน้ากลับมาทางมินตามเดิม จากที่ยิ้มเก่งๆ ตอนนี้เธอมีสีหน้าแดงก่ำเหมือนกับจะร้องให้และนั่นทำให้ผมต้องรีบตวัดตัวกลับไปหาไอ้บอลอย่างเร็วพลัน
"บอล! พาน้องเค้าไปเถอะหว่ะ สงสารเค้า มึงลองคิดดู ถ้าพ่อแม่มึงอยู่ที่นี้ มึงจะเป็นห่วงพ่อแม่มึงไหม?" ผมพยายามหาเหตุผลมาพูด เล้าโลมมัน เพื่อให้มันเปลี่ยนใจ แต่คนอย่างไอ้บอลผมรู้จักนิสัยมันดีถ้ามันได้ปฏิเสธอะไรแล้วก็จงอย่าได้ไปถามมันต่อ เพราะยังไงซะ ก็ไม่มีทางจะได้ในสิ่งที่เราต้องการจากมันแน่นอน
เพราะ มันเป็นคนที่แบบว่า.. คำไหนคำนั้น

"..............." มันไม่ตอบอะไร ได้แต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา เหมือนคนกำลังใช้ความคิดหนักๆอยู่ ผมที่เกรงใจมันเป็นทุนอยู่แล้วคงไม่กล้าพูดอะไรไปมากกว่านี้ กลัวมันจะรำคาญ แต่ก็อดสงสารมินเป็นบ้าเลย ฮือๆๆ
"ไม่เป็นไร! แค่นี้เค้าก็มารบกวนพวกเตงมากพอแล้ว เค้าไปคนเดียวก็ได้!!" มินพูดขึ้นพร้อมกับทำท่าจะลุกขึ้นจากโซฟา ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองตามเธอ "ขอบคุณนะปาย เตงเป็นเจ้าบ้านที่ดีมาก!" เธอพูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ พรางสายตาก็มองแบบคอนๆไปยังเพื่อนผม ผมเข้าใจความรู้สึกของเธอในตอนนี้ดี แต่ไม่รู้จะพูดยังไงต่อ เลยได้แต่พูดไปว่า
"คนที่ควรจะขอบคุณหน่ะ ต้องคนโน่น เจ้าบ้าน..." ผมพยักหน้าหันไปทางบอล แล้วหันกลับมาหาเธออีกครั้ง
"อ้าว เค้านึกว่านี้บ้านเตง!" เธอพูดพร้อมกับทำตาโตชี้นิ้วมาที่ผม เธอคงอึ้งและตกใจไม่น้อยที่พึ่งรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดมาตั้งนาน
"หึๆๆ" เสียงขำน้อยๆของไอ้บอล ที่ตอนนี้ดูเหมือนมันกำลังพอใจกับอะไรสักอย่าง ซึ่งสิ่งนั้นก็ทำให้ผมใจชื้นได้ขึ้นมาหน่อยๆแล้วเหมือนกัน มันคงขำกับอาการของมินที่ตอนนี้ทำท่าหลุกหลิกเหมือนจะรู้สึกผิด

"เราจะพาเธอไปก็ได้!!”  บอลพูดขึ้น
มิน :  ^___^
ปาย :  > <

แต่มีข้อแม้!!" 
มิน :  --   -- "
ปาย : อะไร!!?

"ให้พ่อเธอเอาใบขับขี่ให้เราได้ไหมหล่ะ??" บอลพูดออกมาด้วยสีหน้าท่าทางเย็นชาเหมือนเดิม

คำตอบนั้นทำเอาผมเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเป็นภาษาเขมรเลยก็ว่าได้ คงจะเป็นเรื่องที่มันโดนตำรวจจับใบขับขี่เมื่อคราวก่อน แต่มันรู้ได้ไงนะว่าพ่อมินเป็นตำรวจ สงสัยจะแอบฟังที่ผมกับมินคุยกันตอนนั่งกินข้าวอยู่ในครัวแหงๆ 
หื้ม....ร้ายเหมือนกันนี้หว่า เพื่อนเรา

"โอ๊ยยย เรื่องแค่นี้ทำเป็นเก๊กไปได้นะค่ะ พี่ชายยย.." มินแสดงอาการดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน สีหน้าของเธอตอนนี้แตกต่างจากเมื่อกี้โดยสิ้นเชิง ผู้หญิงอารายยย ปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วซะมัด เหมือนผมเลย ... ^^

ตกลงว่า พวกเราจะพามินไปหาพ่อของเธอที่สภ.เมือง...
เราวางแผนกันไว้ว่า จะให้บอลเดินนำหน้า เพราะมันตัวใหญ่สุด และเชียวชาญในการต่อสู้ที่สุด พูดให้ดูดีจัง.. จริงๆแล้วมันเชี่ยวชาญในการต่อยคนมากกว่า เหอะๆ ส่วนตัวผมเองจะเป็นคนคอยระวังหลัง และให้มินอยู่ตรงกลางระหว่างเรา แต่ก่อนอื่นต้องพากันหาอาวุธก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าข้างนอกนั้น จะมีคนแบบนั้นอีกไหม ที่รู้มาก็มีสามคนแล้วรวมทั้งคนที่มินเจอมาอีก ยังไงก็ต้องหาอะไรมาป้องกันตัวไว้ก่อนหล่ะ

เราสามคนพากันเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องที่เรียกว่า ห้องเก็บของ อยู่ในตัวบ้านนี้แหละ ข้างในมีอุปกรณ์ทำสวน เครื่องมือต่างๆครบเลย ผมพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆห้อง เพื่อหาอาวุธที่ตัวเองต้องการและคิดว่าถนัดมือที่สุด 
และทันใดนั้นผมก็ดันไปสะดุดตาเข้ากับของมีคมชนิดหนึ่ง...
" เคียวเกี่ยวข้าว!?! " ผมพูดขึ้นพร้อมกับชูเจ้าสิ่งๆนั้นให้เพื่อนผมดู
" เอ่อ ... ของลุงกูเอง แกเอามาฝากไว้ เวลาจะไปทำนาแกถึงจะมาเอา " บอลตอบกลับมา ทั้งที่สายตาของมันยังคงมองหาอุปกรณ์ที่มันต้องการต่อ
" มีดอีโต้นี้ด้วยติ!" ผมชูขึ้นให้มันดูอีกครั้ง คราวนี้เป็นมีดอีโต้ที่ขึ้นสนิมแล้ว
"เอ้อ!" มันตอบกลับมาแค่นั้น

ผมได้แต่ยืนขำอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายต่อจากนั้นและคิดว่าจะต้องหาอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่มันเวิร์คกว่านี้ แต่ในขณะนั้นเอง ผมก็ยังไม่ลืมที่จะหันไปมองทางมิน คนที่ผมรู้สึกเป็นห่วงมากในตอนนี้ 
แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากกว่าเธอในตอนนี้ คือสิ่งที่เธอกำลังถืออยู่ในมือและมันทำให้ผมฮามากๆ

" เสียม!! "  ผมตะโกนออกมาอย่างแรง ทั้งแปลกใจ ทั้งอยากจะหัวเราะ และเหมือนเธอจะรู้ตัวว่าถูกแซว เธอรีบหันมาหาผมแล้วยิ้มแบบเขินๆ
"แค่จับดูเฉยๆ ไม่ได้จะเอามาใช้สักกะหน่อย" เธอตอบแบบเขินๆกลับมาในลักษณะที่หลบตาผมเล็กน้อย
"หร๊อออ เค้านึกกว่าเตงจะเอาไปขุดมัน ระหว่างทางซะอีก" ผมทั้งพูด ทั้งขำ
"ปล่าวน๊ะ..!!" เธอตอบกลับมา แล้ววางเสียมลงทันที

ผมที่มองเธออยู่โดยที่ไม่ได้ละสายตา คราวนี้มันทำเอาผมหัวเราะออกมาอย่างแรง แบบที่กลั้นไว้ไม่อยู่แล้วจริงๆ เพราะสิ่งที่เธอจับขึ้นมาคราวนี้คือ ค้อน > < 

"ฮ่าๆๆ โอ๊ยย มิน อาวุธที่เอาไว้ใช้ป้องกันตัวนะ ไม่ใช่อุปกรณ์ทำสวนหรือซ่อมบ้าน" ผมพูดออกมาทั้งๆที่ยังหัวเราะอยู่อย่างหยุดไม่ได้ และเหมือนมินจะเขินมากเหมือนกันที่โดนผมแซวแล้วแซวเล่า เธอไม่พูดอะไรเอาแต่ยิ้มและวางค้อนลง และเดินมาเกาะที่แขนผม ประมาณว่าจะยื้อตัวผมให้ก้มลงไปใกล้ๆปากของเธอ 
และในตอนนั้นนั่นเอง มันทำให้ผมถึงกลับขำไม่ออกแล้ว หัวใจผมมันเต็นแรงสุดๆเมื่อรู้ว่าเธออยู่ใกล้ผมขนาดนี้ทำเอาใบหน้าซีดลงได้ภายในหนึ่งวินาที  จนผมรู้สึกได้เลย

" งั้นเตงก็เลือกให้เค้ามาสักอันเซ่!!!!! " เธอกระแทกเสียงเน้นตรงคำสุดท้ายใส่แก้วหูผมอย่างแรง จนผมต้องรีบผงะออกเพราะตกใจเสียงของเธอ
ใครหล่ะจะคิดว่าเธอจะมาไม้นี้ ตกใจหมดเลย ผมถึงกับนิ่งไปสักพัก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนเอามือลูบหูหยอยๆ คิ้วขมวดเข้าหากัน และเธอคงจะเห็นอาการของผม ที่ขำไม่ออกแล้ว เธอก็เลยเปลี่ยนมาเป็นยิ้มให้ผมแทน
อ่ะนะ รอยยิ้มแบบนี้อีกแล้ว .... ผมคิดในใจ

หลังจากนั้น …….
เราก็เลือกอุปกรณ์กันเสร็จ ไม่ซิ! ต้องเรียกว่าอาวุธ ในเวลาแบบนี้มันต้องเป็นอาวุธเท่านั้น เพื่อนผมสุดท้ายมันก็เลือกอาวุธคู่ใจของมัน ไม้เบสบอล! ส่วนผมกับมินเลือกได้ไม้หน้าสามที่จับถนัดมือ ที่ต้องเป็นไม้หน้าสามก็เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรดี มันเยอะเกิน ทั้งอุปกรณ์ทำสวน อุปกรณ์ทำนา อุปกรณ์ซ่อมบ้าน พวกแปลงทาสีไรเงี้ย แต่อันที่จริงแล้วมันก็ไม่มีอะไรที่พอจะสามารถใช้เป็นอาวุธได้เลยต่างหาก ไม้หน้าสามนี้แหละถนัดมือสุดแล้ว เพราะถ้าลองโดนฟาดเข้าไปจังๆ คนก็คนเถอะ จอดลูกเดียว..

หลังจากที่วางแผนและเลือกอุปกรณ์กันเสร็จ ทุกคนก็พร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง!!
ทั้งที่เดาไม่ถูกเลยว่าทางที่จะไปนั้นมันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ที่พวกเราเลือกที่จะเดินไปนั้น ก็เพราะว่า ที่บ้านมีแต่มอไซน์คันเดียว ซึ่งถ้าซ้อนสามไป ในสถานการณ์แบบนี้มันคงจะลำบากน่าดู อีกอย่างจากบ้านเพื่อนผมไป สภ.เมือง ก็ไม่ได้ไกลกันมากนัก

วันนี้เป็นเช้าวันเสาร์ที่น่ากลัวสุดๆในชีวิตผมเลย อาจจะมีเหตุการณ์ที่ถึงแก่ชีวิตเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุการณ์มันน่ากลัวและเลวร้ายที่สุดอย่างที่หาคำอธิบายไม่ได้เลย ซึ่งผมเองก็ตื่นตัวและระแวงอยู่ตลอดเวลา ถ้ามันเกิดเรื่องอะไรที่คาดไม่ถึงขึ้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรับมันได้แค่ไหน หรืออาจจะหัวใจวายตายไปก่อนก็ได้ แต่จะว่าไปแล้วนะ..
" เอ้อ!! ลืมไปเลย " ผมตะโกนขึ้น
"เป็นไรเตง??" มินรีบหันหน้ามาถามผมด้วยสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน
"เค้าลืม ว่าวันนี้เค้าต้องไปทำงาน!!" ผมหันไปตอบเธออย่างสนิทสนมโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า วันนี้ผมต้องไปทำงานนี่นา ถึงจะเป็นวันเสาร์ผมก็ไม่ได้หยุด
"โถ่..นึกว่าอะไร" มินขำออกมาพร้อมกับส่ายหน้านิดๆ เป็นภาพที่มองดูแล้วน่ารักจริงๆเลย ผู้หญิงคนนี้....
และก็ไม่รู้ว่าเราสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงขั้นพูดคำว่า เค้ากับเตง(ตะเอง) 
มารู้ตัวอีกทีก็...  ไปซะแล้ว

10.27 น.
เราสามคนยืนอยู่ที่รั้วประตูหน้าบ้าน ทุกคนอยู่ในท่าเตรียมอาวุธพร้อมที่กวัดแกว่งออกไปได้ทุกเมื่อ...
ผมหันไปมองทางซ้ายทางขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ บอลหันมาพยักหน้าให้ผม เพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่า ทางข้างหน้าโล่ง สามารถเดินต่อได้อย่างปลอดภัย พวกเราเริ่มต้อนออกเดินทางจากจุดประตูหน้าบ้านมุ่งไปยังถนนหน้าหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นทางออกไปสู่ถนนใหญ่ และเป็นเส้นทางเดียวที่จะนำพวกเราไปถึงสภ.เมืองได้
บรรยากาศตอนนี้มันวังเวงสุดๆ ทั้งที่เป็นตอนกลางวันแท้ๆ แต่กลับเงียบผิดปกติอย่าง แดดที่เคยสว่างก่อนหน้านี้กลับถูกบดบังไปด้วยเมฆก้อนใหญ่ ท้องฟ้ายามนี้ดูเหมือนกับท้องฟ้าเวลาที่ฝนพึ่งหยุดตก ผมหรี่ตาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ซึ่งมันเป็นอาการปกติของผมอยู่แล้ว เวลาเดินไปไหนมาไหนก็ตาม ผมจะชอบเดินก้มหน้า หรือไม่ก็เงยหน้ามองขึ้นท้องฟ้าอะไรประมาณนี้ ปกติผมจะไม่ค่อยสนใจใคร ไม่มองใคร มันเลยทำให้ผมรู้จักคนได้ไม่เยอะ แต่ตอนนี้ผมรู้ดี ว่าผมจะมาทำตามอาการปกติของผมไม่ได้แล้ว เพราะสถานการณ์ตอนนี้ มันไม่ใช่สถานการณ์ปกติ..

และแล้วพวกเราก็พากันเดินมาถึงป้อมยามที่อยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งป้อมยามในตอนนี้เห็นแล้วสภาพสยองน่ากลัวสุดๆ ที่ว่าอย่างนั้นเพราะ ตรงกระจกหน้าป้อมมีรอยมือที่เป็นคลาบเลือดลากลงมาเป็นทางยาวเลย กลิ่นคาวๆเหม็นๆลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณนั้น จนต้องพากันเอามือปิดปากปิดจมูกด้วยสีหน้าสุดจะทน ผมซึ่งเป็นคนที่กลัวเลือดเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว สิ่งที่เห็นในตอนนี้มันทำให้หัวใจของผมห่อเหี่ยวลงมาทันทีทันใด
"เตง! ไหวนะ..?" เป็นเสียงมินที่ถามผมขึ้นมา พร้อมกับจับที่ไหล่ผมเบาๆ แทนที่จะเป็นเพื่อนผมเหมือนคราวก่อนๆ
"..........." ผมหันกลับไปมองเธอด้วยอาการตื่นตระหนก ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่พยักหน้าตอบ
"ถ้ากลัว ก็มาอยู่ตรงกลางก็ได้น๊ะ..." เธอพูดออกมาพร้อมกับยิ้มแบบมีเรศนัย
"เฮ้ย..ไม่เป็นไร ปายไม่เป็นไร!!" ผมรีบตอบแก้ตัวพร้อมกับฉีกยิ้มแบบเขินสุดๆ ลืมไปว่ามีผู้หญิงอีกคนเพิ่มเข้ามาอยู่ในกลุ่มด้วย ดันเผลอทำท่าทางแบบนั้นออกมาได้อีก แย่จริงๆเลย ทั้งอายทั้ง เขิน ทั้งสมเพชตัวเอง แต่มินซิ ใจแข็งกว่าที่ผมคิดอีกนะ แตกต่างจากตอนแรกที่เจอกันเลย 
หรืออาจจะเป็นเพราะตอนนี้เธอคงจะเป็นห่วงพ่อของเธอมากกว่ากะมั้ง...

"เฮ้ย!!! ราวางงง!!!" เสียงบอลตะโกนออกมา ทำเอาผมสะดุ้งตกใจสุดขีด

"พลั่ก!!" เหมือนเสียงไม้กระทบกับอะไรสักอย่าง

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

และก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมได้แต่หลับตาปี๋ พอลืมตาขึ้นมาอีกที ผมก็อยู่ในท่าที่นอนตะแครงราบกับพื้น และ....
กอดมินเอาไว้ เธอเองก็หลับตาปี๋กอดผมเอาไว้แน่นเหมือนกัน
"ตื่นได้แล้วพวกมึง!" เป็นเสียงบอลที่เรียกพวกเราด้วยน้ำเสียงจริงจังเหมือนพึ่งจัดการอะไรบางอย่างเรียบร้อยไปแล้ว
ผมลืมตาและรีบลุกขึ้นปัดเนื้อปัดตัว ในมือยังกำไม้ของตัวเองเอาไว้แน่นและรีบตวัดตัวกลับไปอยู่ข้างๆบอลด้วยอาการมึนๆงงๆว่ามันมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อกี้ยังอยู่ตรงโน่นอยู่เลย 
แต่สิ่งที่ทำให้ผมคลายความสงสัยนั้นได้คือ..

ผมเบิกตากว้างมองร่างชายคนหนึ่งในเครื่องแบบรปภ.ที่นอนวัดพื้นถนนอยู่อย่างหมดสภาพ ร่างกายของเค้ากระตุกเป็นจังหวะๆกับเลือดสีแดงก่ำซึมที่ไหลออกมาจากด้านข้างกระหมับเป็นทาง กลิ่นเหม็นคาวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทั่วบริเวณ จนพวกเราต้องหยีหน้าหยีตาปิดจมูกแทบไม่ทัน จะมีก็แต่บอลเท่านั้น ที่มันยังเก็บอาการไว้ได้คงที่ เหมือนไม่สะทกสะท้ายต่ออะไรที่เกิดขึ้นเลย สายตาของมันยังคงจ้องไปยังร่างชายที่นอนกองอยู่กับพื้น ซึ่งมันเป็นภาพที่ทำให้ผมเห็นแล้วพะอึดพะอมคลื่นใส้อยากจะอ้วกออกมายิ่งนัก ความรู้สึกมันแย่ยิ่งกว่าตอนเราเห็นศพที่นอนแน่นิ่งอยู่ในโลงรอที่เวลาจะที่จะเข้าเตาเผาเป็นล้านเท่าซะอีก 
แต่ตอนนี้!.. มันเป็นของจริงๆ สดๆ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าเลย ขาทั้งสองข้างของผมสั่น ทำเอาอาการกลัวในตัวผมมันเริ่มกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง

"พวกมึงนี้มันได้เรื่องจริงๆเลยนะ ช่วยกูได้มากเลย!! " บอลพูดออกมาทั้งที่สายตายังคงจ้องอยู่ที่ร่างที่มันเพิ่งจัดการไปเมื่อกี้
"หยาบคาย!" เป็นมินที่พูดขึ้น
เหมือนจะรู้ตัวว่าถูกว่าให้ บอลรีบตวัดหางตาไปมองที่มิน ด้วยความสงสัย
"ถ้านายไม่พูดคำหยาบอ่ะนะ มันอาจจะช่วยนายได้มากกว่านี้ก็ได้!" มินพูดออกมาด้วยอาการไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่นัก
"เพื่อนปายมันก็เป็นแบบนี้แหละ อย่าถือสาเลย เตง..." ผมรีบพูดแทรกขึ้น
"แต่เค้าไม่ชอบคนพูดไม่เพราะนิ" มินหันหน้ามาตอบผม
เอ้อ... เวลาแบบนี้ยังมาห่วงเรื่องชอบไม่ชอบอะไรกันได้อีกนะ ไม่กลัวกันเลยรึยังไง จิตใต้สำนึกของผมมันพูดออกมา และมินเอง ก็ดูเหมือนกับว่าไม่ค่อยจะตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่

หรือว่า... จะมีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นกันนะ ที่ป๊อด!...

……………….

"ฮ่ะฮ.. อีเป้ย! ตัวเองดูซิว่านี้ใคร?" เป็นบอลที่เอ่ยถามผม ด้วยสีหน้าทำท่าทางแบบหมั่นใส้ ดัดจริดสุดๆ พร้อมกับทำตาปริบๆใส่ผม
ใช่แล้ว! เรามักจะเรียกชื่อแทนกันเล่นๆแบบนี้บ่อยๆ ต่างคนต่างก็มีชื่อหรือฉายาที่ตั้งให้กัน ซึ่งผมก็ลืมเรื่องนี้ไปซะสนิทเลย
"หืม.. นี้มันลุงยามนี้หว่า.. บอลลูน!" ผมตอบกลับด้วยอาการตกใจสุดขีดแต่ยังคงไว้ท่าดัดจริตตอบกลับเพื่อนเช่นกัน
พอบอลได้ยินที่ผมตอบคืนเท่านั้นแหละ มันก็รีบหันหน้าไปเหยียดยิ้มให้มินทันที แล้วหันกลับมามองที่ผม
"ต่อไปนี้เรามาพูดคุยกันเพราะๆแบบนี้เนอะ ตะเอง...!!"  บอลทำเสียงดัดจริดอีกที พร้อมกับตีแป๊ะเบาๆที่แขนของผมด้วยท่าทางสดิ้งดัดจริตสุดๆ

จากนั้นมันก็เดินนำหน้าพวกเราไปต่อโดยที่ไม่ได้สนใจอะไรแล้ว นี้เพื่อนผมมันไม่กลัวอะไรเอาซะเลยหรอเนี้ย ขนาดพึ่งฟาดคนไปเมื่อกี้ ยังเปลี่ยนมาเป็นอารมณ์ดีได้อีก ผมที่ยังใจสั่นกับสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่หายได้แต่หันไปยิ้มให้มินที่ตอนนี้เธอได้แต่ทำหน้างงๆกับพวกเราสองคน  แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออก

"โธ่.. ลุงสมชัย...." ผมอุทานออกมา สภาพลุงแกไม่ต่างอะไรจากศพที่เราเห็นในหน้าหนังสือพิมพิมพ์เลย ร่างไร้ลมหายใจที่รอให้หน่วยกู้ชีพเอาผ้าขาวมาปิดบังเพื่อไม่ให้ผู้คนที่ผ่านไปมาเห็นสภาพ ผมไม่อยากมองแล้ว จึงหันไปมองตามบอลที่เดินนำหน้าพวกเราไปก่อนอย่างคนอ่อนแรง ก่อนจะหันกลับมาหามินแล้วยิ้ม แล้วพากันออกเดินตามหลังบอลไป
ไม่ใช่ว่าผมไม่กลัวนะ ผมหน่ะกลัวสุดขีดเลยแหละ หัวใจเนี้ยแทบจะทะลุออกมาจากหน้าอกอยู่แล้ว แต่ต้องทำเข้มแข็ง ใจดีสู้เสือเข้าไว้ เพราะว่า..
ผมต้องปกป้องใครอีกคน ซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า ....

..................................

"ยาดมไหม๊…?" มินที่ตอนนี้เธอเดินเยื้องๆขนับข้างกับผม เอ่ยขึ้น พร้อมกับยื่นหลอดยาดมโป๊ยเซียนมาให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นเคย
"ฮึม..??" คำถามนั้น ทำเอาผมถึงกับอึ้ง ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ผมมองเธอกลับด้วยสีหน้าสงสัย
"ก็เห็นเตงหน้าซีด" 
"ทะ..ทำใมเตงถึงได้..??" ผมถามกลับแบบไม่ค่อยเป็นคำ ในใจงงไปหมดแล้ว ว่าทำใมเธอถึงได้รู้ใจผมแบบนี้
"ก็เห็นหน้าเตงตอนที่เจอกันครั้งแรกซีดยังกะคนจะเป็นลม เค้าก็เลยคิดว่าเตงน่าจะใจเสาะเรื่องพวกนี้ เลยเตรียมสิ่งนี้ไว้" มินบอกเหตุผลให้ฟังพร้อมกับยื่นยาดมให้อีกที
"ขอบคุณนะ แต่..ใจเสาะเลยหรอ??" ผมพูดขึ้น ขณะที่มือก็คว้ายาดมจากมือเธอมาสูดดมเข้าเต็มปอด
"ฮ้าาา...." ผมผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแรง หลังจากที่สูดดมยาดมวิเศษหลอดนั้นเข้าไป ซึ่งมันก็ทำให้ผมโล่งปอดและเริ่มดีขึ้นแล้ว
"จะว่าไปแล้วสัญชาตญาณของเตงเนี้ยก็ไวเหมือนกันเนอะ" มินพูดแล้วยิ้มออกมาเหมือนภูมิใจในอะไรสักอย่าง
ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจทั้งหมดหรอกว่า ที่เธอพูดมานั้น มันหมายความว่ายังไง จึงได้แต่ยิ้มกลับไปให้เธอเช่นกัน ...

"แหมๆๆๆ สวีตกันจังเลยนะค๊าาา คุณเป้ยยยย" บอลที่หันมาแซวพวกเราที่เดินรั้งท้ายด้วยอาการร่าเริง
เอ้อ..ไอ้นี้คิดจะเปลี่ยนอารมณ์ก็เปลี่ยนได้ฉับไวเหลือเกิน ก่อนน่านี้ยังขี้เก๊กอีโก้อยู่เลย ผมคิดในใจ...

"ถ้าไอ้ตัวหน้าเกลียดนั้นวิ่งมาอีก น้องบอลลูนไม่ช่วยนะค๊าาาา" บอลพูดเสริมด้วยท่าทางดัดจริดเหมือนเดิม
และ...!! คำพูดนั้นทำเอาขาที่กำลังก้าวเดินอยู่ของผมต้องหยุดชะงักลงทันที มินที่เดินตามหลังผมมาติดๆชนผมเข้าอย่างจัง แต่ไม่แรงมากนัก จนเธอก็ต้องหยุดเดินแล้วเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างสงสัย

"โอ๊ย!!..เป็นอะไรเตง" มินพูดขึ้นพรางจับไปที่ไหล่ตัวเอง
ในความคิดของผมตอนนี้นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างกระทันหัน จากคำที่เพื่อนพูดเมื่อกี้ ที่ว่า 
'ไอ้ตัวเกลียด!'
"อย่าบอกนะ!" ผมอุทานออกมาเบาๆ
"อะไรเตง! เป็นไรหรอ?" มินรีบถามผม
"ซอมบี้!!" 
ผมพูดออกมาด้วยท่าทางอึ้งๆและไม่อยากจะเชื่อเลย มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ ถ้ามันเป็นเรื่องจริงละก็...

ผมหันหลังกลับไปมองทางที่เราเดินผ่านมาจากจุดตรงที่ลุงยามคนนั้นนอนอยู่อีกครั้ง และหันกลับมาก้มลงมองที่พื้นที่ตัวเองยืนอยู่ ทบทวนความคิดอยู่หลายตลบ ในใจก็ได้แต่พูดว่า 
บ้าน่า !!
เป็นไปไม่ได้ !!
เป็นไปไม่ได้ !!
นี้เมืองไทยนะ เรื่องแบบนั้นจะมีก็แค่ในหนังกับ ในเกมส์เท่านั้นแหละ ไม่อยากจะเชื่อเลย 
ไม่มีทาง!! 
ไม่มีทาง!!

"ตะเอง!" มินเขย่าแขนผม เธอคงเห็นผมมีสีหน้าท่าทางตกใจ
"มิน ซอมบี้!" ผมหันกลับไปพูดกับเธอด้วยอาการตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง พรางมือสองข้างของผมเขย่าที่แขนของเธออย่างแรง และเหมือนคำพูดของผมจะทำเอาเธออึ้งไปเหมือนกัน เพราะตอนนี้เธอก็มีท่าทีตกใจและตาค้างไม่ต่างไปจากผม
"มินน!!" ผมเรียกและเขย่าเธออีกครั้ง และเหมือนเธอจะสดุ้งเล็กน้อย
"จะ..จริงหรอ! เตง...!" เธอพูดออกมาเสียงด้วยน้ำสั่นๆ นัยตาเธอจ้องลึกเข้ามายังนัยตาของผม

"เฮ้ยยย พวกคุณสองคนไม่อายฟ้าดินรึไงกันครับ! นี้มันกลางวันแสกๆนะคร๊าฟฟ" บอลพูดแทรกขึ้นมา พรางเดินย้อนกลับมาหาพวกเรายังจุดที่ซึ่งเรายืนอยู่ในระยะที่ไม่ไกลกันนัก 
ไม่ถึงห้าวินาทีก็พบว่าบอลมันได้มายืนข้างหลังผมแล้ว

"บอล! ถ้ามันคือซอมบี้หล่ะ!" คราวนี้ผมหันกลับไปทำตาโตใส่บอลพร้อมกับเขย่าแขนมันอย่างคนขี้ตื่น
"เฮ้ยย เป็นไปไม่ได้!! บ้าหรอ กูไม่เชื่อ!!" มันรีบตอบกลับมาด้วยสีหน้าท่าทางอาการตกใจไม่แพ้กัน


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ตอนนี้... เป็นเวลาเกือบจะ 11 โมงแล้วแต่ทำใมท้องฟ้าถึงได้มืดอึ้มคึ้มแบบนี้นะ...

ไม่รู้ว่าพวกเราเดินมาได้ไกลแค่ไหนแล้ว แต่จุดที่เรายืนอยู่นั้นมันเป็นถนนเรียบทางยาวมาจากหน้าหมู่บ้านเพื่อนผม ซึ่งสองฝั่งทางจะเป็นตึกอาคารที่กำลังก่อสร้าง ที่ตอนนี้มองดูเหมือนตึกร้างมากกว่า คนงานก่อสร้างก็ไม่มี  เราสามคนตอนนี้ยังอยู่ในอาการงุนงงกับหลายๆสิ่งที่เกิดขึ้น  แทบจะทำใจให้เชื่อไม่ได้เลย 
ซึ่งทุกคนก็ตกอยู่ในอาการตื่นตระหนกไม่แพ้กัน

แกร๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ!!   แคล้ง ๆ ๆ ๆ!!
เสียงเหมือนท่อนเหล็กถูกลากมาตามพื้นถนน เสียงนั้นดังมาจากทางด้านหลังจุดตรงที่มินยืนอยู่ เป็นเสียงที่ดังมาจากระยะไกลๆ เราสามคนค่อยๆหันกลับไปมองตามต้นเสียงนั้น และสิ่งเราเจอคือ ...???

ผู้ชายในชุดกรรมกรก่อสร้างหรือที่เรียกว่าคนงานก่อสร้างนั่นแหละ เค้าเดินโยกแยกมาทางเรา ในมือเค้าลากจอบมาด้วย ทำให้พวกเรารู้ได้ถึงต้นเหตุของเสียงนั้นที่เราที่ได้ยิน ลักษณะของผู้ชายคนนั้นอยู่ในท่าเดินที่เหมือนคอจะหักแบบเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ข้อเท้าข้างขวาของเค้าหัก เป๊ หรือพับ เรียกไม่ถูก เดินลากเท้าตัวเองมากับพื้นถนน สภาพตามตัวดูไม่ได้เลย ใบหน้าและลำตัวมีแต่คลาบเลือด ดวงตามีสีขาวโพนทั้งลูกเกือบจะถลนออกมานอกเบ้าก็ว่าได้ พร้อมกับเสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอที่ฟังแล้วไม่เป็นคำพูด ได้ยินแค่ว่า "อื้ออออๆ!!" เหมือนเสียงครางมากกว่าไรทำนองนี้ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีผู้หญิงในชุดคนงานก่อสร้างตามมาอีก ลักษณะท่าทางของเธอเหมือนกับผู้ชายคนที่เดินนำมาก่อนเป๊ะ เธอลากชะแลงมาด้วย ปลายแหลมเชียวและก็ยังตามมาด้วยคนงานก่อสร้างอีก 5-6 คน มาในลักษณะ เดียวกัน แต่ไม่มีอาวุธ จะมีก็แต่สองแขนที่ยื่นยาวออกมาด้านหน้า เดินโยกแยกมาในสภาพร่างกายที่เห็นแล้วน่าคลื่นไส้สุดๆ 
ภาพเหตุการณ์ที่ผมเจอที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าผมตอนนี้ มันทำให้ผม อยากชิงตายแล้วไปเกิดใหม่ซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย...

บอลกับมินค่อยๆก้าวเท้าถอยออกมา ซึ่งจะมีก็แต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่ขาแข็งก้าวไม่ออก ผมขยับตัวไม่ได้จริงๆ ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่ก็รู้สึกได้ว่าเหมือนมีสิ่งนึงที่เรียกจิตใต้สำนึกผมให้กลับมา ชายเสื้อของผมถูกดึงโดยใครสักคนให้ถอยห่างออกมาจากตรงนั้น  

เฟี้ยววว      ผลั่ก!!...”

ใบหน้าของชายในชุดคนงานก่อสร้างที่เดินนำหน้าเพื่อนมาก่อนกระตุก ร่างของเขาผงะไปข้างหลัง เหมือนโดนอะไรสักอย่างเจาะเข้ากลางหน้าผากจนเป็นรู หลังจากที่โดนเข้าไปจังๆนั้น เขาถึงกับล้มลงไปนอนกับพื้นได้ทันที

เฮ้ย!!!! พวกเธอสามคนหน่ะ มาทางนี้เร็ว!!!!”  เสียงปริศนาดังแว่วมาจากอีกฟั่ง ซึ่งจะเป็นฝั่งไหนผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้ผมสั่นใกล้ตายแล้ว และเหมือนจะมีมือใครสักคนกระชากแขนของผมให้วิ่งตามไป ที่ไหนสักที่ .... 

เฟี๊ยว ปลั่ก!!!”
เฟี๊ยว ปลั่ก!!!”
เฟี๊ยว ปลั่ก!!!”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกสามครั้งติดต่อกัน

ทางนี้ ... เร็วเข้า!!!”  ชายฉกรรกล้ามโตที่มือขวาของเขาอุ้มปืนกระบอกยาว มือซ้ายของคว้านเรียกพวกเรา เหมือนมีเจตนาที่จะให้พวกเราตามเค้าไปที่ไหนสักที่... ผมและเพื่อนๆวิ่งกันสุดชีวิตโดยที่ไม่ได้หันหลังกับไปมองสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเลย  รู้ตัวอีกที พวกเราก็มาหยุดหอบกันที่โกดัง อาคารหรือตึกเก่าๆมึดๆ ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งในตอนนั้นต่างคนต่างก็ไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น
นอกจากต้องหายใจให้ทัน ก่อนที่จะเป็นลม..

ไง เด็กน้อย วิ่งหนีอะไรกันมาหรอ…??” เสียงผู้ชายอีกคนดังมาจากทางด้านหลังของพวกเรา เสียงนั้นทำให้พวกเราสามคนหันหลังกลับไปมองอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่นัดหมายกันไว้ก่อน

ลุงเอียน!!!” เสียงบอลกับมินตะโกนขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


กรุณาติดตามตอนต่อไป

^_^

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ZOMBIE OUTDISTANCE 1


เหตุการณ์ที่ไม่น่าจะมีทางเกิดขึ้นได้ กับ เมืองที่ไม่น่าจะเป็นไปได้...

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


Chapter 1

" เราต้องวิ่งไปเก็บปืนที่ร้านขายปืนนะ!!... "
ผมหันไปตะโกนบอกเพื่อนที่กำลังรนรานก้มหน้าก้มตาอยู่กับการเปลี่ยนแม็กส์กระสุนปืนที่พึ่งจะหมดไป...  ท่าทางของมันดูลุกลี้ลุกลนเหมือนคนทำอะไรไม่ถูกด้วยมือไม้ที่สั่นไปหมด เหงื่อก็ไหลโชกไปทั้งตัวบวกกับขาของมันที่สั่นริกๆด้วยอาการตกใจสุดขีด มองดูแล้วช่างเป็นภาพที่หดหู่ใจที่สุดโดยที่ไม่ต้องสรรหาคำอธิบายใดๆมาอธิบายต่อให้เสียเวลาเลย
เพราะในตอนนี้ ผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน...
มันเป็นภาพวินาทีที่น่ากลัวสั่นประสาทขวัญผวาที่สุดในชีวิตผมเลย ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่จะรอดไปจากไอ้ตัวน่าเกลียดพวกนี้ได้ไหม  แต่!ในทางกลับกัน ผมกลับมองว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทายที่ทำให้ผมอยากฝ่าด้านเจ้าพวกนี้ไปให้ได้เหมือนอย่างในเกมส์!!
นั้นคือความคิดของผมในตอนนี้...

ในขณะที่ผมพยายามยกปืนอันหนักอึ้งจนทำให้มือผมสั่นขึ้นนี้เพื่อที่จะใช้ลำแสงเลเซอร์ที่ติดอยู่กับตัวปืนเล็งไปที่สมองของมัน ไม่ซิ! ในเวลาแบบนี้เราคงมองไม่เห็นว่าสมองของพวกมันอยู่ส่วนไหนของร่างกายที่เต็มไปด้วยเลือดและเนื้อหนังที่หลุดลุ่ยเละแทะเสียจนมองไม่ออกว่า... นั้นมันตัวอะไรกันแน่หว่ะ!!  ต้องเรียกว่า เล็งยิงที่หัว ถึงจะถูก ความพยายามนั้นมันช่างแสนสาหัสที่สุดสำหรับผมในตอนนี้เลยก็ว่าได้ 
ทั้งในขณะเดียวกันกับกระสุนปืนของผมก็ใกล้จะหมดลงเต็มที!
"ตายห่า.. มาเป็นกองทัพอย่างงี้ กูมีกระสุนไม่พอสาดใส่พวกมึงหรอกนะโว๊ยย!!" เป็นเสียงของเพื่อนผมที่ตะโกนออกมาอย่างหมดท่า  เสียงที่ตะโกนนั้นทำให้ผมหยุดความคิดทั้งปวงและรีบตวัดหน้าหันกลับไปมองที่มันอย่างรวดเร็ว
                 ซึ่งตอนนี้มันได้แต่ยืนอ้าปาก ตาค้าง เหมือนคนไม่มีลมหายใจที่โดนสต๊าฟไว้ในท่าเล็งปืนยังไงยังงั้นกับเขม่าขวัญสีขาวที่ลอยฟุ้งขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่ากระสุนปืนที่มันถืออยู่ในมือนั้นได้หมดแม็กส์แบบไม่เหลือหลอแล้ว
และจริงดังมันว่า... ข้างหน้าพวกเรามีไอ้ตัวน่าเกลียดมากันเป็นกองทัพทหารเลย ถึงพวกมันจะเดินช้าบวกกับเสียงร้องอันโหยหวนที่ฟังแล้วชวนให้สยองสุดๆก็ตามที  แต่มันก็สามารถทำให้ผมมีอาการขี้ขึ้นสมองได้เหมือนกัน
ความคิดเดียวที่บังเกิดขึ้นในสมองอันน้อยนิดของผมตอนนี้ก็คือ.. การโกยแน๊บให้ไวสุดชีวิตเกิดเพื่อไปหาที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ ที่ที่ไม่มีไอ้พวกนี้ แต่ก่อนอื่นผมต้องหาทางออกไปจากตรงนี้ให้ได้เสียก่อน และที่นั้น! เป็นที่เดียวที่สมองของผมประมวลผลออกมาเป็นอันดับแรก

ร้านขายปืน!!...
ไม่รอช้า ผมรีบร้องตะโกนบอกเพื่อนซี้ที่ซึ่งยืนห่างออกไปแค่ไม่กี่ก้าว
"ป่ะ เร็วเข้า!"
และในขณะที่ผมตั้งท่าจะโกยแน็บอย่างที่คิด ผมก็ยังไม่ลืมที่จะหันไปมองไอ้เพื่อนยากของผมว่ามันวิ่งตามมารึเปล่า และให้ตายซิ! เป็นภาพที่ทำให้ผมหัวเสียสุดชีวิต มันไม่วิ่งตามมาครับ อาการของมันเป็นไปตามที่กล่าวมาข้างต้นทุกระเบียดนิ้วไม่มีผิดเพี้ยน ผมจึงได้แต่หงุดหงิดสุดๆที่ต้องใช้แรงที่เอาไว้วิ่งหนี วิ่งกลับไปลากตัวมันมา
"มึงจะยืนบื้อให้พวกมันมาเคี้ยวสมองมึงเล่นหรือยังไงกันหว่ะ!!" ผมตะคอกใส่หูมันพร้อมกับกระชากไปที่คอเสื้อของมันสุดแรง และแรงกระชากนั้นก็คงทำให้มันหลุดออกจากภวังค์ทั้งปวงได้สำเร็จ
"เอ๊!..อ..เอ่อ ..อ !" เป็นเสียงของมันที่ร้องออกมาหลังจากตั้งสติได้ ในขณะเดียวกันกับที่มันวิ่งเกือบจะแซงหน้าผมด้วยมั้ง
"กว่าจะกลับมาได้ ไม่รอให้กูตายก่อนหล่ะ!" ผมตะโกนใส่มัน
ตัวไรหว่ะ น่าเกลียด น่ากลัว น่าขยะแขยงชิบหาย!" เพื่อนผมมันตะโกนออกมาพร้อมกับทำท่ากระโดดดีดขาหย๊องๆเหมือนขยาดอะไรสักอย่าง  แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความเร็วในการวิ่งของพวกเราลดลงเลย
พอวิ่งมาได้พักหนึ่งไม่รู้ว่าผ่านช่องแคบช่องกว้างอะไรมาบ้าง รู้ตัวอีกทีก็พากันออกมาจากซอกตึกที่ไหนก็ไม่รู้มาหยุดอยู่ที่ถนนรถวิ่งสภาพเหมือนในเมืองแป๊ะ! ทั้งย่านการค้า ร้านค้า บริษัทห้างร้านต่างๆ แผงลอย แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ที่ที่เรายืนอยู่นั้นมันคือที่ไหนกัน! รู้แต่ว่าต้องอยู่ในเมืองแหงๆและที่แปลกสุดๆก็คือ...
ในเมืองแห่งนี้ไม่มีใครเลยสักคน!!
สภาพเหมือนเมืองร้างที่ปลอดมนุษย์มาได้สักระยะ จะมีก็เพียงแต่เศษขยะ เศษกระดาษที่ลอยปลิวเกลื่อนกลาดเต็มพื้นถนนไปหมด ท้องถนนที่น่าจะมีรถวิ่งไปมานั้นกลับเหลือแค่เศษซากปรักหักพักของเครื่องยนต์ ตึกราบ้านช่องเสื่อมโทรมสภาพไม่น่าดูแถมยังมีกลุ่มควันสีดำจากยางรถยนต์ที่ถูกเผาลอยขึ้นบนท้องฟ้าเป็นแห่งๆในแต่ละพื้นที่ทั่วบริเวณนั้น
ภาพที่เห็นตอนนี้เหมือนในหนังเรื่องผีชีวะเป๊ะเลย!
ผิดกันแค่ ที่นี้มันเมืองไทยนี้แหละ!

ผมหันไปมองเพื่อนที่ตอนนี้มันอยู่ในสถาพหอบเหมือนลูกหมาตกน้ำสุดๆ ด้วยเหงื่อที่ไหลโชกไปทั้งตัวจนทำให้เสื้อผ้าเปียกไปด้วย  มันยืนอยู่ในท่ามือสองข้างค้ำเข่าตัวเองไว้พร้อมกับเสียงหอบแห่กๆกับท่าทางที่ดูแล้วเหมือนจะไม่รอด
ซึ่งในตอนนั้นผมเองก็ยังไม่ลืมที่จะกวาดสายตามองหาสถานที่ที่เป็นจุดหมายอีกด้วย
และนั้นไง! อีกฟากของถนนเป็นร้านที่มีกระจกใสๆหลายบาน ด้านในมีแท่งอะไรยาวๆสักอย่างวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งมันก็มองเห็นไม่ชัดได้ด้วยตาเปล่าหรอกนะเพราะมันก็อยู่ในระยะที่ไกลเหมือนกัน แต่ด้วยสัญชาตญาณของผมจึงตัดสินใจเอาว่า นั้นแหละน่าจะใช่สิ่งที่ผมตามหา...
"เจอแล้วบอล ไปกันเถอะ!!" ผมหันกลับไปบอกเพื่อนให้เตรียมตัวให้พร้อมกับการวิ่งอีกครั้ง
ในใจผมตอนนั้นตื่นเต้นสุดๆเมื่อคิดว่าต้องเข้าไปขโมยของ ขโมยในสิ่งที่เคยฝันว่าอยากได้มาตลอด..

ใช่! ผมเคยฝันว่าอยากเป็นคนที่สามารถครอบครองและเป็นผู้เชียวชาญในการใช้อาวุธทุกชนิด เพราะคิดว่ามันคงเท่ห์น่าดู แต่ไม่นึกว่าคราวนี้ ฮ่า ฮ่า เป็นอะไรที่ตื่นเต้นและท้าทายสุดๆ ความกลัว ความกังวลทุกอย่างหายไปหมด จะหลงเหลือก็แต่ความสุขเล็กๆที่บังเกิดขึ้นในสมอง ณ เวลานี้ มันเป็นความอิ่มเอิบใจเข้ามาแทนที่แทน ถึงขั้นวิ่งไปยิ้มไปเลยหล่ะ ความรู้สึกตอนนี้มันเหมือนกับเวลาที่เราได้เล่นเกมส์ที่เรารอคอยที่จะเล่นมานานแสนนาน ได้ดูหนังเรื่องที่เราตั้งหน้าตั้งตานับวันรอคอยที่จะได้ดู แบบนั้นเชียว
และในขณะที่พวกเรากำลังเข้าใกล้จุดหมายอยู่แล้วนั้น ...

~~ ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับไหล ลุ่มหลง ชาติจะเรือ...อ~~

ผมลืมตาสดุ้งสุดขีด!!
หัวใจเต็นแรงมากแทบจะทะลุออกมาจากหน้าอกได้เลยก็ว่าได้ มือสั่นๆของผมพยายามควานหาต้นเหตุที่ทำให้ผมตกใจในครั้งนี้และรีบจัดการกับมันซะ มันคือเสียงปลุกจากโทรศัพท์ของผมเอง ผมตั้งมันไว้ก่อนนอนเพื่อปลุกให้ตื่นเวลาจะไปทำงาน...

'อ้าว .. ที่นี้ที่ไหนเนี้ย ...'
'ห้องนอนกูเองนี้หว่า ...'
'เมื่อกี้ฝันไปหรอกหรอ ...?'
'ฝันเชี้ย!ไรหว่ะ โคตรเหมือนจริงเลย ...'
'เล่นเอากูเลยเหนื่อยจริงเลยเนี้ย ...'
'ฝันไรไม่ฝัน ฝันว่าได้ไล่ฆ่าซอมบี้! ฮ่า ฮ่า "
ความคิดมันพูดตีกันไปตีกันมาอยู่ในสมองอันน้อยนิดของผมที่สลึมสลือจากอาการพึ่งตื่นนอน ผมพยายามพยุงตัวขึ้นมาให้อยู่ในท่านั่ง มองเวลาในโทรศัพท์ที่ตอนนี้มันโชว์ตัวเลขที่ 05.11 พอลุกขึ้นมานั่งได้ก็เอาแต่คิดทบทวนเรื่องที่ฝัน
เป็นครั้งแรกเลยนะเนี้ยที่ฝันได้เหมือนจริงมากขนาดนี้ อารมณ์ ความรู้สึก การกระทำทุกอย่างเหมือนจริงม๊ากและที่สำคัญเหนื่อยจริงด้วย  นึกแล้วก็ทำให้อยากกลับไปฝันต่ออีก กำลังตื่นเต้นเชียว แถมยังมีไอ้บอลเพื่อนรักของผมมาร่วมแจมด้วยไม่รู้มันเข้ามาในฝันผมได้ยังไง ผมไม่ได้นึกถึงมันเลยสักกะนิด แต่มันก็ดันโผล่ได้มาซะนี้ เรียกได้ว่าเป็นฝันที่ดีมากๆซะด้วย สำหรับผมนะ
และไอ้เรื่องที่ดีที่ว่าเนี้ย คือเรื่องซอมบี้นี้แหละครับ คือผมเป็นโรคคลั่งซอมบี้เอามากๆไม่ว่าจะเป็นหนัง เกมส์ นิยาย หนังสือการ์ตูนหรือประวัติอะไรต่างๆนาๆที่เกี่ยวกับซอมบี้ผมต้องสืบเสาะ ค้นหาค้นคว้าเพื่อทำให้ตัวเองได้รู้เรื่องเกี่ยวกับพวกมันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ก็มันน่าสนุกน่าตื่นเต้นดีออกนี้นา ในห้องนอนของผมก็มีแต่รูปเจ้าพวกนี้แหละครับ ติดเต็มพนังห้องไปหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปของตัวละครในหนัง ในเกมส์อะไรที่เกี่ยวกับซอมบี้เนี้ย ผมมีหมด ทำให้ห้องนอนของผมน่ากลัวได้ใจสุดๆในแบบที่ผมชอบเลยหล่ะและผมเองก็เคยคิดนะครับว่าอยากเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับซอมบี้ ถ้าได้เจอตัวจริงๆจะวิ่งเข้าไปกอดเลย ว่างั้น... เหอะๆ ผมเคยถามคำถามโง่ๆกับคุณหมอท่านนึงเรื่องที่ว่า "ถ้าเรานำไวรัสที่สามารถกระตุ้นเซลล์ที่ตายไปแล้วให้กลับคืนมามีชีวิตได้อีกครั้ง ทำใมถึงไม่นำมาใช้ในผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกอัมพาตหล่ะครับคุณหมอท่านนั้นได้แต่ฉีกยิ้มแล้วก็บอกว่า มันไม่มีทางเป็นไปได้และไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงหรอกจ๊ะ..  ^^ ” และคำตอบเพียงแค่นั้นแหละครับที่ทำให้ผมไม่กล้าที่จะถามอะไรต่ออีกเลย
คิดแล้วก็ขำตัวเองกับความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ ทำได้มากสุดก็แค่เล่นในเกมส์ ดูหนัง อ่านหนังสือ อ่านข้อมูลพวกมันในวิกิพีเดียและในเว็บต่างๆไรเงี้ย มันเป็นงานอดิเรกอันดับต้นๆของผมเลยก็ว่าได้ ซึ่งถ้าผมขยันผมก็จะเอาจริงเอาจังกับมันมากๆ แต่ถ้าไม่ว่างจริงๆก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่ผมก็ไม่เคยคิดที่จะลดละ ลืมหรือล้มเลิกความตั้งใจในการที่จะสืบเสาะแสวงเรื่องราวซอมบี้พวกนี้เลยนะ ตรงกันข้ามยิ่งรู้ข้อมูลเรื่องราวของพวกมันมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผมเกิดอาการมันส์มากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่ผมเฝ้ารออยู่ทุกๆวันนี้ก็คือ เมื่อไหร่พวกเกมส์ไบโอฮาร์สาดหรือเกมส์ไซเล้นฮิลภาคใหม่จะออกมาให้เล่น เมื่อไหร่หนังเรื่องเรสซิเด้นอีวิวภาคใหม่จะออกมาฉายซะที ถึงจะเป็นสามมิติแพงแค่ไหนผมก็จะยอมเสียเงินไปดูละ ฮ่าฮ่า เพราะนั่นมันคือความสุขครับ ความสุขที่ได้คิดคนเดียวแบ่งปันอะไรต่างๆกับตัวเองคนเดียว รู้ในสิ่งที่ไม่มีใครให้ความสนใจอยากจะรู้ รู้ในเรื่องที่มันไร้สาระ เท่ห์ดีออก 
แต่ก็นะ...
               ' ถ้าเมืองที่ผมอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่าบรรดาซอมบี้ จะเกิดอะไรขึ้นน๊า ?? '
               ' และถ้าคนที่ผมรักกลายเป็นซอมบี้กันไปหมด มันจะเป็นยังไงกันเนี้ย ?? '
               คิดแล้วก็มีความสุขอยู่กับความคิดที่ไม่มีทางจะเป็นจริงได้อ่ะนะ  อิอิ ......


29/08/14  06.02 น.
ผมได้มาถึงที่ทำงานในตอนเช้า ที่ต้องมาแต่เช้าเพราะผมเข้าทำงานกะเช้าครับ จะเริ่มงานก็ตอนหกโมงเช้าเลิกงานก็ประมาณบ่ายสามโมงเย็น หลังจากที่ผมเรียนจบมาได้สองปีและก็ได้มาทำงานในบริษัทที่มั่นคงแห่งหนึ่งที่อยู่ในตัวเมืองนี้แหละ ชีวิตผมวันๆเจอแต่เรื่องน่าเบื่อไม่มีอะไรน่าสนุกอย่างที่มันควรจะเป็นเอาเสียเลย คิดแล้วก็ต้องเซ็งและเบื่อสุดๆทำให้ผมนึกถึงแต่ฝันอันแสนตื่นเต้นเมื่อคืนนี้ตลอดเวลาเลย จะว่าไปแล้วมันก็ทำให้ผมอยากจะโทรหาไอ้เพื่อนที่ร่วมฟันฝ่าฝูงซอมบี้จนรอดตายมาได้เมื่อคืนนี้ซะหน่อย กะจะเล่าให้มันฟัง

~~ ขอบใจนะที่ครั้งนึงเธอเคยยอมฝืนใจตัวเอง ขอบใจนะ ฉันรู้...~ ~

               เสียงเพลงรอสายของไอ้บอลเพื่อนยากของผม ไม่รู้ว่าเพลงมันจะเศร้าไปไหน ปกติเพื่อนผมมันไม่ใช่คนที่จะทำเรื่องอะไรที่เศร้าๆได้ง่ายๆนะ 
" โหล!! " เสียงกระแทกจากปลายสาย เล่นเอาผมสดุ้งได้เหมือนกัน
" วะ..หวาดเด เพิ่ลลล ^^" "ผมพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อกลบเกลือนความผิดที่โทรไปกวนเวลามันนอน
"เมรัย?" มันตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสลึมสลือแบบเสียหัวสุดๆ ซึ่งแปลว่า 'มีไร?' งั้นหรอ ผมคิดในใจ ถ้าให้เดาผมคิดว่ามันยังไม่ลืมตาแหงๆ
"เอ่อ .. เมื่อคืนกูฝันดีมากเลยหว่ะ ฝันถึงมึงด้วย?"
"แล้ววงายยฟะ ฝันว่ารัย?"
"ฝันว่ากูกับมึงพากันไปไล่ฆ่าซอมบี้หว่ะ หึ หึ"  
"ไอ้บ้า!! สงสัยมึงจะบ้าเกมส์เกินไป มีเรื่องจะพูดแค่นี้หรอหว่ะ กูจานอน..." เสียงจากปลายสายตะคอกตัดบทออกมาทันที 
หรือว่าผมอาจจะกวนมันจริงๆ
"ก็อยากเล่าให้ฟังนี้หว่า .. คิดถึ๊ง คิดถึง~" ผมทำน้ำเสียงออดอ้อนออเซาะมันทันที ก็ไม่รู้ว่าจะไปเล่าให้ใครฟังนี้นา
"จะอ้วกหว่ะ ตื่นแล้วเดี่ยวกูโทรกลับ  ปลายสายตอบกลับแบบขอไปที
"เอ่อ เดี๋ยวๆ!! ถ้าเกิดมีซอมบี้ขึ้นมาจริงๆจะเป็นไงหว่ะ แล้วถ้าคนที่มึงรักเกิดกลายเป็นซอมบี้ขึ้นมาซะงั้น มึงจะทำไง!" ไม่รู้คิดยังไงนะผมถึงได้เกิดอุตริถามเพื่อนออกไปแบบนั้น ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้มีอะไรมากมายเลย  แค่อยากรู้ความคิดของเพื่อนก่อนที่มันจะวางไป ก็แค่นั้นเอง..
"โอ๊ยยย!! มึงอย่ามาบ้า ประสาทได้หม้ายยย มันไม่มีหรอกโว๊ยย ในโลกใบนี้ มีแต่ในเกมส์บ้าๆบอๆของมึงนั้นแหละ กูจาน้อนนนนน!!!"  คราวนี้ท่าทางเพื่อนผมมันจะโกรธเข้าจริง
"เอ่อๆ ขอโทษๆที่โทรกวน ตื่นแล้วโทรมาหล่ะ" ผมรีบขอโทษมันเป็นการใหญ่ คิดว่าถ้ามันโกรธขึ้นมาจริงๆจะแย่ ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่ได้ตั้งใจจะกวนประสาทเพื่อนนะ แค่รู้สึกอยากจะถาม ก็เท่านั้นเอง...
"กึ๊ก!" เสียงตัดขาดจากปลายสาย
'โถ่เอ้ย! มึง อย่าให้กูได้เจอคนแบบประเภทเดียวกันกับกูนะเว้ย แมร่งงจะถวายชีวิตให้เลย!!!'  ผมรีบดึงโทรศัพท์ออกจากหูมาตะโกนใส่หลังจากที่เพื่อนผมมันวางสายไปแล้ว  'ถ้าได้เจอคนแบบนั้นจริงๆขอให้เป็นประเภทที่ว่า นางฟ้า น่ารักๆ ตัวเล็กๆ ขาวๆ ผมยาวๆ สีทองๆ ด้วยเถิ้ดดด'  ผมยกมือไหว้ดินฟ้าอากาศอยู่คนเดียว ซึ่งในเวลานั้นถ้ามีใครผ่านมาเห็นเข้าเค้าคงได้หาว่าผมบ้าประสาทจริงๆนั้นแหละ แต่ก็ยังโชคดีที่มันเป็นช่วงเช้ายังไม่มีใครมาทำงาน จะมีก็แต่รปภ.ด้านหน้าบริษัทโน่น
แต่ !!!..
'แล้วนางฟ้าที่ไหนกันฟร่ะ เค้าจะมาคลั่งเรื่องซอมบี้เรื่องผีน่าเกลียดน่ากลัวไร้สาระแบบแก!' ผมบ่นพึมพำกับตัวเองไปคนเดียว 'นั้นดิเนอะ ถ้าคลั่งอย่างพวกคิตตี้หรือเฟอร์บี้อะไรเงี้ย ว่าไปอย่าง..!! เหอะๆ'
 คิดแล้วก็อดขำตัวเองไม่ได้ ช่างคิดไปได้หน้อคนเรา โรคจิตจริงๆ..


16.25 น.  
ตอนนี้ผมมายืนอยู่หน้าประตูบ้านไอ้บอล ที่ในอ้อมแขนผมนั้นพะรุงพะรังไปด้วยอุปกรณ์เครื่องเล่นเกมส์สุดรักที่ผมหอบมาด้วย เครื่องเล่นเกมส์นี้เรียกว่า เครื่องเพย์สเตชั่น ซึ่งตัวนี้เป็นเวอร์ชั่นสองแล้วจึงเรียกติดปากกันว่า เพย์สเตชั่นทู เป็นเครื่องเล่นเกมส์ชนิดหนึ่งที่ฮิตกันมากในหมู่วัยรุ่นสมัยนี้ใช้ต่อเล่นกับทีวีและสามารถเล่นได้สองคน จริงๆแล้วเครื่องเกมส์ได้มีตัวเว่อร์ชั่นใหม่ออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพย์ทรี หรือ เอ็กซ์บ๊อก แต่ผมเองไม่มีคุณทรัพย์เพียงพอที่จะซื้อเครื่องล้ำๆพวกนั้น แต่ก็ช่างเถอะแค่มีเพื่อนเล่นก็ดีที่สุดแล้ว

ครับ! ก่อนหน้านี้สี่ชั่วโมง บอลมันโทรมาบอกให้ผมมาเจอมันที่บ้านหลังเลิกงาน ซึ่งพอผมเลิกงานปุ๊ป ทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จปั๊ป ก็บึงรถมาปิ๊ปเลย ^^

ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผมเค๊าะประตูไปสามที
ไม่นานนักเพื่อนผมมันก็มาเปิดประตูให้ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก ท่าทางของมันเหมือนคนที่พึ่งตื่นนอนที่ยังสลืมสลืออยู่ ผมยิ้มให้เพื่อนก่อนจะก้าวเท้าเดินตามมันเข้าไปในบ้าน มันเดินนำหน้าผมไปยังห้องรับแขก ซึ่งจะเป็นประจำทุกครั้งที่ผมมาบ้านหลังนี้จะต้องแวะมาห้องนี้ก่อน เป็นห้องรับแขกเล็กๆที่มีชุดโซฟาโต๊ะรับแขกไว้คอยต้อนรับผู้คนที่มาแวะเวียนมาเยี่ยม จะมีชุดทีวีตั้งอยู่ด้านหน้าโซฟาเป็นที่ที่เหมาะที่จะใช้เล่นเกมส์เลยทีเดียว บ้านที่เพื่อนผมอยู่นั้นก็ไม่ไกลจากที่ทำงานผมนักหรอก เป็นบ้านเดี่ยวในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งในตัวเมืองนี้แหละ มีสามห้องนอน สองห้องน้ำ ดูเล็กระทัดรัดดีแถมยังมีสวนสนามหญ้าหน้าบ้านหลังบ้านที่ดูแล้วสมส่วนสุดๆ เรียกได้ว่าน่าอยู่เลยทีเดียว และตัวผมเองก็ชอบที่จะมาที่นี้บ่อยๆ

"มึงจะหอบมันมาด้วยทำใมหว่ะ" บอลพูดขึ้น หลังจากที่ผมวางเครื่องเกมส์ลงบนโต๊ะรับแขก
"เอามาเล่น!" ผมตอบกลับในขณะที่ผมทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา "แหมม พูดยังกะมึงไม่สนิทกับมันงั้นแหละ" ผมแขวะพร้อมทำหน้าหมั่นใส้ใส่มันเพราะตัวมันเองก็ชอบเล่นเกมส์มากไม่ต่างไปจากผมเท่าไรนัก
จากนั้นผมก็จัดแจงต่ออุปกรณ์เกมส์ของผมเข้ากับทีวีอย่างรวดเร็ว บ้านหลังนี้ผมมาบ่อยจนจำได้แล้วว่าซอกไหนเป็นซอกไหน เพราะเวลาจะมาสุมหัวกันมักจะมาที่บ้านมันซะส่วนใหญ่ส่วนมากจะมาเล่นเกมส์กันนี้แหละ ปกติผมจะเล่นอยู่ที่ห้องคนเดียว แต่มันไม่น่าสนุกเท่าไหร่เลยต้องหอบมาเล่นที่บ้านเพื่อนซะนี้ เพราะที่ที่ผมอยู่นั้น มันเป็นบ้านพักพนักงานของบริษัทครับ คนนอกเข้ายาก จะเข้าได้แต่ละทีต้องทำเรื่องขอนั่นโน่นนี้มากมาย  ซึ่งเพื่อนผมคนนี้มันไม่ชอบทำอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนอะไรแบบนั้น

"กูไม่เอาเกมส์ไบโอนะ!" มันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ หน้าตาไร้อารมณ์
คำพูดนั้นทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองหน้ามันด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก ซึ่งผมเองก็รู้ดีอยู่แล้วครับว่ามันไม่ชอบเกมส์แนวนี้ เพราะมันเป็นเกมส์ซอมบี้! จริงๆแล้วมันก็ไม่เชิงซอมบี้ซะทีเดียวหรอกฮะ ภาคนี้เป็นเกมส์ภาคต่อเป็นภาคที่สี่แล้ว ซึ่งเค้าจะเปลี่ยนจากซอมบี้ให้กลายมาเป็นปรสิตที่ถูกฉีดเข้าไปในตัวคนแทน ผลคือ หัวเป็นปรสิตแต่ตัวเป็นคนอะไรทำนองนี้ ผมเคยสอนมันเล่นครั้งนึง มันบอกว่ามันกลัว ถึงจะในเกมส์ก็เถอะ หัวใจจะวายตายอะไรประมาณนี้ ซึ่งในตอนนั้นผมเองก็ตลกมันอยู่เหมือนกันครับ สีหน้ามันตอนที่เล่นเกมส์นี้จากคนหน้าตาหล่อๆกลายเป็นศพไปเลยในชั่วพริบตาเดียว ผู้ทอมอารายกลัวแม้กระทั่งผีในเกมส์
"ค๊ะ ที่รักขาาาาา.. " ผมทำน้ำเสียงยียวนกวนประสาทพร้อมกับทำตาปริบๆใส่มัน

และหลังจากนั้นผมก็อยู่ที่บ้านเพื่อนจนดึกเนื่องจากเกิดอาการเพลินกับการเล่นเกมส์ คิดว่าพรุ่งนี้ตีห้าถึงจะรีบขับรถกลับบ้านแต่งตัวไปทำงาน วันนี้เลยถือโอกาสค้างที่นี้ซะเลย เพราะพ่อแม่เพื่อนผมเค้าอยู่ต่างประเทศโน่นครับนานๆจะได้กลับมาเยี่ยมลูกชายที ส่งแต่เงินมาหวังจะให้มันได้เรียนหนังสือ แต่ดูม้านนเป็นคนที่เอางานเอาการม๊ากมากเลยทิ้งการเรียนมาทำงานแทนซะนี้ 
ผมเล่นเกมส์จนดึก พอมองดูนาฬิกาที่ฝาผนังบ้านก็เป็นเวลาประมาณห้าทุ่มสี่นาที ซึ่งตอนนี้เพื่อนผมเองก็ดันหลับไปก่อนเสียแล้ว นอนคอตกอยู่บนโซฟาอีกตัวข้างๆผมนี้เอง ที่มันหลับทิ้งผมไปซะก่อนไม่ใช่อะไรหรอกครับ
ผมอยากเล่นเกมส์ไบโอที่ผมชอบ แต่มันไม่ชอบนั้นเอง...
 'ดึกแล้ว น่าจะนอนได้แล้วนะเราพรุ่งนี้ต้องทำงานอีก' ผมพึมพำกับตัวเอง อย่างเซ็งสุดๆ 'ราตรีสวัสดิ์นะไอ้พวกปรสิตทั้งหลาย พรุ่งนี้ข้าจะกลับมาจัดการกับพวกแก ฮ่าฮ่า' ผมพูดก่อนที่ผมจะหลับตานอนอย่างสบายใจ
และนี้แหละครับความสุขเพียงอย่างเดียวของผมคือการได้มาเล่นเกมส์ร่วมกับเพื่อนที่มีอยู่แค่คนเดียว นอกนั้นผมเองก็ไม่สนิทกับใครเลย ไม่รู้จะรู้จักคนเยอะไปทำใม มันวุ่นวายฮะขี้เกียจพูดเยอะด้วย 
แต่พอย้อนกลับมานึกถึงเรื่องที่ต้องไปทำงานพรุ่งนี้แล้วก็ต้องเซ็งเลย วันเสาร์แท้ๆยังต้องไปทำงานอีก เฮ้อ...


30/8/14  05:15 น.
~~ ตื่นเถิดชาวไทยอย่ามัว.. ~~
เสียงเดิมๆ เวลาเดิมๆกับการกระทำเดิมๆทุกอย่างยังคงเดิม แต่แปลกไปตรงที่ ที่นี้ไม่ใช่ห้องนอนของผม
'ฮ่าวววว...' 
ผมหาวนอนพร้อมกับบิดขี้เกียจรู้สึกเจ็บปวดตัวยังไงไม่รู้  ก็แหงหล่ะเล่นนอนบนโซฟานิจะให้สบายเหมือนนอนที่เตียงนอนได้ยังไงกันหล่ะ ผมพยุงตัวลุกขึ้นเพื่อที่จะเดินไปแง้มผ้าม่านตรงมุมห้องเพื่อที่จะดูว่าท้องฟ้าสว่างแค่ไหนแล้ว พอที่จะขับรถกลับได้ไหมและไม่นานนักผมก็มาหยุดยืนตรงมุมหน้าต่างที่ไม่ไกลจากโซฟาที่ผมนอนอยู่ก่อนหนานี้มากนัก ซึ่งจากมุมหน้าต่างห้องตรงนี้จะสามารถมองเห็นสวนหลังบ้านได้ทั้งหมด ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าทันที และนั่นก็ทำให้ผมรู้ว่าท้องฟ้าตอนนี้มันเริ่มจะสว่างขึ้นมาหน่อยแล้วพอที่ผมจะสามารถขับรถกลับบ้านได้อย่างปลอยภัย จากนั้นผมก็กวาดสายตามองไปรอบๆสวนสนามหญ้าสีเขียวที่ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสผมจะต้องไปนอนเกลียกกลิ้งเล่นเข้าให้สักวัน

แต่!!..

เดี่ยวก่อนนะ! ผมตาฝาดไปรึเปล่า ผมเห็นเหมือนมีผู้ชายมายืนด่อมๆมองๆอยู่ในสวนหลังบ้านเพื่อนผม ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเค้าเป็นใครกัน อาจจะเป็นคนสวนรึเปล่า แต่ท่าทางของเค้าไม่เหมือนคนสวนเลยนะ ด้วยเครื่องแต่งการที่ดูเหมือนคนกำลังจะออกไปทำงานใส่สูทสีดำผูกไทน์สีแดง ลักษณะท่าทางของเค้าเหมือนคนสลืมสลือยืนก้มหน้าโยกเย้กไปมาเหมือนคนหลับไน เหมือนคนเมา หรือ!! ทำตัวประหลาดพิลึก ซึ่งผมเองก็เห็นหน้าเค้าไม่ถนัดนักเพราะเค้ายืนหันหลังมาทางผม แถมยังยืนตัวไม่ตรงอีกต่างหาก แต่ท่าทางก็ไม่ได้เหมือนขโมย เอ๊ะหรือว่า.. จะละเมอเดินออกมาจากบ้านตัวเองจริงๆ เหอะๆ ยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ใหญ่เลย ....

"บอล!!..." ผมรีบหันกลับมาตะโกนเรียกเพื่อนให้เสียงเบาที่สุด
"ไอ้บอลลล!!... มีคนอยู่ในสวนหลังบ้านมึงง!" ผมพยายามเรียกมันอีกทีแบบเหมือนกระซิบเลยก็ว่าได้ เพราะกลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะได้ยินแล้วจะหนีไปก่อน ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักจะได้จับส่งตำรวจไปได้ทันไงล่ะ
"บอลลลล!..." ผมเรียกมันครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยน้ำเสียงที่เบาสุดๆอีกเช่นเคย สลับกับหันไปมองผู้ชายคนนั้นด้วย
และไม่นานนักเหมือนเพื่อนผมมันจะรู้สึกตัวแล้ว มันค่อยๆลืมตาขึ้นมองมาทางผม 
"มาดูนี้!!..." ทันทีที่มันรู้สึกตัวผมก็รีบกวักมือเรียกมันอย่างรวดเร็ว
บอลมันคงงงกับท่าทางลับๆล่อของผมที่ทำตัวเหมือนคนมีความลับอะไรที่อยากจะบอก มันรีบลุกขึ้นแล้วเดินมาหาผมอย่างรวดเร็วพร้อมกับทำหน้าคิ้วขมวดเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจสุดๆอีกด้วย
และทันทีที่ผมแง่มผ้าม่านให้มันดูชัดๆและชี้ไปในสวนตรงผู้ชายที่ยืนอยู่
"มึงรู้จักเค้าไหม๊?" ผมรีบถามขึ้นอย่างรวดเร็ว
"เฮ้ย!! ร้อยวันพันปีไม่มีใครกล้าเข้ามาในบ้านกู ไอ้นี้มันเป็นใครกันหว่ะ บังอาจจริง!"  เพื่อนผมมันพูดออกมาพร้อมผงะตัวออกเล็กน้อยทั้งที่สายตามันยังคงเพ่งมองไปยังผู้ชายคนนั้น ตาไม่กระพริบ
"กูนึกว่า เพื่อนพ่อมึงซะอีก" ผมถามมันคืน กะจะกวนมันเล่นๆสักกะนิด
"เพื่อนบิดามึงอะดิ! สวนหลังบ้านกูถ้าคนไม่รู้ทางเข้าจะเข้ามาไม่ได้โว๊ย!" มันตะคอกกลับมาแบบน้ำเสียงเบาๆ แต่เคร่งเครียดสุดๆและก็ดูเหมือนมันจะไม่ตลกกับผมเลยสักนิด ท่าทางสีหน้าของมันจริงจังมากจนผมรู้สึกได้เลยว่า.. 
นี้มันยังไงๆชอบกลแล้ว
"เราจะเอาไงดีอ่ะ?" เป็นผมที่เป็นคนเริ่มต้นถามก่อนทั้งที่สายตาผมก็ยังจ้องผู้ชายคนนั้นตาไม่กระพริบเหมือนกัน ลักษณะท่าทางของเราสองคนตอนนี้เหมือนพวกถ้ำมองนักศึกษาสาวเพื่อจะถ่ายคลิปลงเน็ตยังงั้นเลย
"ออกไปอรุณสวัสดิ์มั้ง!" เพื่อนผมมันพูดทำนองประชดผมคืนทั้งที่สายตาของมันนั้นยังจ้องผู้ชายคนนั้นตาไม่กระพริบเหมือนเดิม ในขณะเดียวกันกับที่มันเอื้อมมือไปขว้าไม้เบสบอลที่วางพิงอยู่ในตะกล้าที่ตั้งอยู่ตรงมุมที่พวกเรายืนอยู่ออกมาพอดี 
ที่ในบ้านมันมีไม้เบสบอลก็ไม่แปลกหรอกฮะ มันเป็นพวกหัวรุนแรง อารมณ์ร้าย จะมีติดบ้านไว้ก็ไม่แปลก
"โหยย ไปทักทายเค้าด้วยไม้เบสบอลเนี้ยนะ!" ผมถามมันด้วยอาการตกใจจริงๆ มันจะไม่รุนแรงไปหรอแค่เดินออกไปถามเค้าดีๆก็ได้มั้ง ผมคิดในใจ
"..............." มันไม่ตอบอะไร แถมยังเดินดุ่มๆนำหน้าผมออกไปชนิดที่แบบไม่กลัวอะไรเอาซะเล๊ย พ่อเจ้าพระคุณรุนช่องเอ้ยยย

พวกเราค่อยๆแง่มประตูห้องครัวออกไปทีละนิด พอเปิดประตูออกมาได้แล้วนั้นก็เจอกับสนามหญ้าสีเขียวหน้านอนเล่นบวกกับความเงียบสงัดมากๆในช่วงโพล้เพ้แบบนี้ จริงๆแล้วสวนหลังบ้านก็ไม่ได้กว้างอะไรมากมายนัก จะมีพื้นที่แค่นิดหน่อยเอาไว้พักผ่อนภายในครอบครัวเท่านั้น รอบๆบ้านไม่ใช่กำแพงแต่เป็นต้นชาฮกเกี้ยนที่มีความสูงเท่าๆกับตัวเรานี้แหละปลูกเรียงกันแบบติดๆ ไม่ให้มีช่องลอดเข้าลอดออกได้เลย 
และก็อย่างที่เพื่อนผมว่า ถ้าคนไม่รู้ทางจะไม่สามารถเข้ามาได้ เห็นจะจริง 
แล้วผู้ชายคนนี้เข้ามาได้ยังไงฟร่ะ!

"หวัดดีครับเพ่ มีอะไรให้พวกเราช่วยหม้ายยยย!!?" ไอ้บอลมันตะโกนถามผู้ชายคนนั้น ที่ซึ่งยืนอยู่ในระยะที่ไกลจากพวกเราพอสมควร

".................." เหมือนเค้าจะไม่ได้ยิน ยังคงยืนก้มหน้าโย้กเยกอยู่อย่างนั้น

"ถ้าเมาทำใมไม่กลับไปนอนที่บ้านละครับเพ่?" เป็นผมที่เป็นคนตะโกนขึ้นถามอย่างไม่เต็มเสียงอีกที ทั้งที่ตัวเองก็ยังยืนเกาะชายเสื้อหลบอยู่ข้างหลังเพื่อนแท้ๆ ไม่ได้กลัวนะ แต่ไม่อยากนำหน้า เพราะผมไม่ใช่เจ้าของบ้าน เหอะๆ

".................." ไม่มีเสียงตอบกลับจากผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว แถมยังไม่มีท่าทีแม้แต่จะหันหลังกลับมามองพวกเราเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนั้นมันก็ทำให้เราสองคนงงไปตามๆและทำได้แค่หันกลับมามองหน้ากันเองเท่านั้น  ผมกับเพื่อนเลยตัดสินใจค่อยๆก้าวเท้าเดินออกไปกะว่าจะไปสะกิดเรียกเอาเลยดีกว่า ในมือเพื่อนผมมันยังคงกำไม้เบสบอลไว้แน่นตั้งท่าพร้อมที่จะเหวี่ยงไม้ออกไปได้ทุกเมื่อ ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า.. 
แค่เจอคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านแค่นี้จะเอาให้น้วมเลยรึยังไง!

"พี่ครับ!.." บอลเป็นคนเริ่มเรียกก่อนโดยการสะกิดเบาๆไปที่หลังของผู้ชายคนนั้นด้วยไม้เบสบอลที่มันถืออยู่ในมือด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ " นี้มันบ้านผมนะครับ พี่เข้ามาได้ยัง..งะ ...!!" ยังไม่ทันที่จะพูดจบเหมือนผู้ชายคนนั้นเค้าจะรู้ตัวและตวัดหน้ากลับมาทางพวกเราอย่างเร็วพลัน!!

โอ๊ววว!!!! พระเจ้า!!!
ให้ตายซิ!! หน้าตาเค้าแปลกมากๆลูกกะตาขาวโพนแบบตาดำไม่มีเลยทั้งสองลูก แถมแก้มทั้งสองข้างยังมีเส้นเลือดเป็นฝอยๆเต็มแก้มไปหมด หน้าซีด ตัวก็ขาวซีดยังกะศพที่นอนอยู่ในโลงรอให้เราไปเอาน้ำมันพร้าวไปราดงั้นแหละ!
"เหว๋ออออ!!!!" ไอ้บอลร้องขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด ผมเองก็เหมือนกัน ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
ก็ดูซิ ผู้ชายคนนั้นเค้าไม่พูดไม่ถามอะไรเลยสักคำ พอหันหน้ากลับมาได้แค่นั้นแหละก็จู่โจมใส่เพื่อนผมทันที มือทั้งสองข้างของเค้าจับไหล่เพื่อนผมไว้แน่น อ้าปากในท่าแบบแยกเขี้ยวทำให้มองเห็นฟันดำๆได้อีก บวกกับเสียงร้องแบบ แห่ะๆๆ เหมือนเสียงหมาขู่ แถมยังทำท่าเหมือนจะพยายามกัดคอเพื่อนผมให้ได้ ดีที่เพื่อนผมมันถือไม้เบสบอลมาด้วยเลยสามารถกันผู้ชายคนนั้นไม่ให้ยืนหน้าเข้ามาไกล้คอมันไปได้มากกว่านี้
ในขณะที่เพื่อนผมมันพยายามยันผู้ชายคนนั้นไว้ ผมเองที่ยังตกใจทำอะไรไม่ถูก นึกอะไรไม่ออก หัวใจเต้นแรงสุดขีดซึ่งถ้ามันสามารถทะลุออกมาได้มันคงทะลุออกมาจากหน้าอกผมนานแล้ว ตัวผสั่นไปหมดได้แต่หันซ้ายหันขวาอย่างกับคนบ้า!! 
และพอดี๊พอดีกับลูกกะตาเจ้ากรรมของผมดันเหลือบไปเห็นขวดเบียร์วางเรียงกันอยู่ใต้ต้นไม้แถวๆนั้น

"ทำอะไรสักอย่างซี้โว๊ยยยยยย!!!!~" เพื่อนผมมันก็คงจะตกใจทำอะไรไม่ถูกเช่นกันถึงได้ร้องเสียงหลงขนาดนั้น

ใช่! ถึงเวลาที่ผมต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ถึงจะตกใจมากที่สุดในชีวิต แต่ด้วยสัญชาตญาณของคนแล้ว ในเวลาขับขันแบบนี้ผมก็เพิ่งรู้ว่า.. มันจะพาเราทำอะไรออกไปเองโดยที่ยังไม่ทันได้กลั่นกลองออกมาจากสมองเลยด้วยซ้ำ
ผมในตอนนี้ที่มือกำคอขวดเบียร์อยู่ ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้!!

พลั่ก!!
 เสียงขวดที่กระทบกับศรีษะของผู้ชายคนนั้น ผลคือ ขวดไม่แตก! แต่แรงฟาดก็สามารถทำให้ผู้ชายคนนั้นหยุดการกระทำทั้งหมดและล้มลงไปกองกับพื้นเสียจนได้

“…………………”

เหตุการณ์มันสับสนวุ่นวายไปหมด พวกเราที่ยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้ากระดุกกระดิกจะมีก็แต่เสียงลมหายใจเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าที่ยืนอยู่ตรงนี้ยังมีชีวิตอยู่ ไอ้บอลยืนในลักษณะท่าง้างไม้เบสบอลที่พร้อมที่จะฟาดค้าง ตัวสั่น หน้าตาตื่น เหงื่อแตกท่วมใบหน้า ส่วนผมที่ยืนเอามือทั้งสองข้างแนบหน้าอกตัวเองไว้แบบสั่นๆ เราทั้งคู่อยู่ในอาการที่เหมือนโดนสต๊าฟไว้ก็ไม่ผิด จะมีก็แค่ขวดเบียร์ในมือของผมเท่านั้นที่หล่นลงพื้นเอง โดยที่ผมไม่ได้ทิ้งมัน

หรือนั้นอาจจะเป็นเพราะผมไม่มีแรงที่จะถือมันไว้แล้วก็ได้..

ผู้ชายคนนั้นยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ในท่านอนหงาย ซึ่งทันใดนั้นเองเลือดที่หัวของเค้าก็ค่อยๆไหลออกมาเป็นทางยาวเลย เป็นภาพที่เห็นแล้วสยดสยองสุดๆ จนผมเริ่มมีอาการอยากจะอ้วกแล้วละซิ...

"กะ..กู.ป่าวนะ!" คำพูดของผมมันติดๆขัดๆ
ให้ตายซิ! เป็นครั้งแรกในชีวิตผมเลยที่ทำเรื่องแบบนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กจนโต แม้แต่มองหน้าหาเรื่องคนยังไม่กล้าเลย เรียกได้ว่าขี้ขลาดสุดๆก็ว่าได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ทำเอาผมขวัญกระเจิงไปหมด สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หน้านี้ร้อนผ่าว อาการยังกับคนจับไข้แหน่ะ
" ปาย! มันไม่ใช่ความผิดมึง.." เป็นบอลที่สามารถควบคุมสติอารมณ์ให้กลับมาอยู่ในระดับปกติได้ก่อนถึงแม้ว่าตัวมันเองก็ยังมีท่าทีไม่ไว้ใจไอ้ผู้ชายคนที่นอนกองอยู่กับพื้นนั้นก็เถอะ เพื่อนผมมันรีบสาวเท้าเดินอ้อมตัวผู้ชายคนนั้นมากระชากคอเสื้อผมที่ยังอยู่ในอาการช๊อกสุดขีด
"ป่ะ..เร็ว!" มันกระตุกที่คอเสื้อของผมเพื่อเรียกสติให้กลับคืนมาและเหมือนมันจะรู้ว่าผมคงจะช๊อกกับเหตุการ์เมื่อครู่นี้อย่างมาก มันจึงรีบลากผมกลับเข้ามาในตัวบ้าน ปิดประตูครัวและล๊อคกลอนให้แน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้...

เรานั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก ตัวเดียวกันกับที่เราใช้เป็นที่นอนเมื่อคืนนี้ ต่างคนต่างก็ไม่พูดไม่จาอะไร ผมมองหน้าเพื่อนที่ตอนนี้มันเอาแต่นั่งก้มหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนพยายามนึกอะไรอยู่ มือสองข้างของมันยังคงกำไม้เบสบอลไว้แน่น ส่วนผมเองก็เอาแต่คิดย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง 

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะขอให้เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เป็นแค่ความฝัน ...


06.10 น.  

เหตุการณ์ทุกอย่างเกือบจะกลับมาเป็นปกติหลังจากที่นั่งทบทวนอยู่นาน ความคิดของผมในตอนนี้นึกออกอยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้น!
"กูว่าเราควรจะแจ้งตำรวจนะ..." ผมพูดขึ้นหลังจากที่เรานั่งเงียบกันมานาน "ยังไงเราก็ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด เพราะไอ้นั้นมันเข้ามาทำร้ายเราก่อนแถมยังแอบเข้ามาในบ้านเราอีก" ผมพยายามหาคำพูดมาพูดกระตุ้นเพื่อนเพื่อให้มันรู้ว่าเราควรจะทำอะไรสักอย่างต่อจากนี้

"แล้วถ้ามันตายหล่ะ!!" 
เพื่อนผมมันตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่เคร่งเครียดในท่าทางที่ยังนั่งก้มหน้าเหมือนเดิม
"เอ่อ...อ....??"  ผมถึงกับพูดไม่ออก มันเป็นคำตอบและถามที่ทำให้ผมชักจะเริ่มไม่แน่ใจแล้วเหมือนกันในตอนนี้
แต่.. ก็นั่นนะซิเนอะ นานป่านนี้แล้วยังไม่เห็นมีเหตุการณ์อะไรผิดปกติเลย ผมรีบตวัดหน้าหันไปมองหน้าต่างบานที่เราใช้ซุ่มมองดูผู้ชายคนนั้นก่อนหน้านี้ อันที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจจะฟ้าดให้เค้าตายนะ แค่ต้องทำอะไรสักอย่างให้เค้าออกไปห่างๆจากเพื่อนผมเท่านั้นเอง และผมก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องตายด้วย "คะ....แค่นี้เค้าคงไม่ตายหรอกมั้ง กูไม่ได้ฟ้าดแรงขนาดนั้นซะหน่อย~" ผมตอบออกไปแบบเสียงสั่นๆ

และแล้วก็กลับกลายมาเป็นผมซะเองคราวนี้ที่ต้องนั่งก้มหน้า
สีหน้าเราทั้งสองคนเคร่งเครียดไม่ต่างกันเลย ไม่รู้จะทำยังไงกันดี แต่มันก็คงจะมีแค่เรื่องนี้เท่านั้นแหละที่ผมพอจะนึกออกเพราะคิดว่าตัวเองสามารถคุยกับตำรวจได้อยู่แล้ว ซึ่งในเวลาแบบนี้เรื่องคุยกับผู้ใหญ่ผมถนัดที่สุดแถมผมยังเคยด่าตำรวจงี่เง่าที่จับผมตามสี่แยกไฟแดงมาแล้วด้วย ซึ่งตัดสินใจแล้วว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปซิ พ่อแม่ของผมท่านคงไม่ยอมให้ผมติดคุกหรอก ตอนนี้ขอแก้ปัญหาตรงนี้ก่อนแล้วกัน....

~~  ตู๊ด  ตู๊ด  ตู๊ด  ตู๊ด  ตู๊ด !! ~~  
เสียงปลายสายโทรศัพท์ที่ฟังแล้วรู้เลยว่าสายไม่ว่างชัวร์ จะใช้โทรศัพท์บ้านโทรก็แล้ว ใช้มือถือโทรก็แล้ว โทรแล้วโทรอีกก็สายไม่ว่าง

"ให้ตายซิ เวลาแบบนี้พวกตำรวจมันทำอะไรกันอยู่หว่ะหรือว่ายังไม่พากันมาทำงาน แต่มันก็น่าจะมีร้อยเวรประจำอยู่นิ นั่นมันโรงพักน๊า!!" ผมบ่นออกมาอย่างหัวเสีย
"ลองโทรหาพ่อแม่ดูซิ!!" บอลพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทำนองบอกให้ลองใช้วิธีอื่นดู ท่าทางของมันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย ยังคงทำหน้าตาไร้อารมณ์ดังเดิม นี้ถ้าคนอื่นที่ไม่รู้จักมัน เค้าคงคิดว่าไอ้ห่านี้คงจะอีโก้สูงน่าดูและแมร่งโคตรขี้เก๊กเลยหว่ะ ไรงี้แหงๆ

แต่ก็นั่นซิ! นอกจากจะกระหน่ำโทรหาตำรวจที่โทรยังไงก็ไม่ติดแล้ว ก็ควรจะโทรหาพ่อแม่ที่สามารถเป็นที่พึ่งพาให้เราได้ในทุกสถานการณ์อีกด้วย  ยิ่งในเวลานี้ สถานะการแบบนี้ ...

"ฮัลโหล!" เสียงตอบรับจากปลายสายเป็นเสียงของพ่อผมเอง! คราวนี้โทรติด! โอ๊วว พระเจ้าช่วย ... ให้ตายซิ ในเวลาที่คิดอะไรไม่ออกแบบนี้สมกับที่เป็นพ่อของผมจิ๊งๆ ความรู้สึกเหมือนมีเทวดามาโปรดยังไงยังงั้น
"พ่อ .. อยู่ที่ไหนเนี้ย! มีเรื่องเกิดขึ้น! ร้ายแรงมาก! ช่วยด้วยพ่อ!!" ผมกระหน่ำคำพูดกระแทกเสียใส่โทรศัพท์อย่างคนขี้ตื่นสุดๆ แบบที่ไม่ต้องรอให้สมองสั่งการอะไรออกมาอีกแล้ว ในใจแทบอยากจะร้องให้ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
"ตอนนี้พ่ออยู่กรุงเทพฯลูก เกิดอะไรขึ้น!" ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงตื่นๆเหมือนกัน
"ไปทำอะไร!?" ผมเผลอถามออกนอกเรื่อง ซึ่งมันก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับใจความสำคัญในเรื่องที่ผมอยากจะพูดเลยแม้แต่น้อย แต่ผมก็สามารถเปลี่ยนความคิดได้อย่างฉับไว ไม่ต้องรอให้พ่อตอบกลับมา "แย่แล้วพ่อ!! แย่แล้วๆๆๆๆ" ผมทั้งพูดทั้งต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ พูดอะไรไม่ออกไปต่อไม่เป็นจริงๆ และก็เหมือนพ่อผมท่านจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าคงจะเกิดเรื่องอะไรที่ไม่ดีขึ้น 
ก็พ่อผมนี้นา ท่านมักจะรู้ทุกๆอย่างแบบที่ผมยังไม่ทันได้อธิบายอะไรมากมายด้วยซ้ำ ชนิดที่แบบแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว
"ใจเย็นๆลูก! เรื่องมันเป็นยังไง ค่อยๆพูด" เป็นประโยคบอกเล่าและประโยคคำถามในเวลาเดียวกัน แต่นั้นก็สามารถเรียกสติที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของผมให้กลับคืนมาได้ ถึงจะมาไม่หมดก็เหอะ ซึ่งผมเองก็พยายามที่จะเรียบเรียงคำพูดอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องพูดมากยาวๆแต่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ
"ปายทำร้ายคน!!" ผมรีบตอบทันที จะบอกว่าเอาขวดเบียร์ทุบหัวเค้าเพราะเค้าจะเข้ามาทำร้ายเพื่อนของเรา ฟ้าดไปจนเค้าสลบนอนเลือดไหลนองกองอยู่ในสวนหลังบ้าน มันก็จะยาวไป
"ห๊ะ!! ลูกทำร้ายคนเป็นด้วยหรอ?" ปลายสายตอบกลับมาอย่างตื่นเต้นสุดๆ จนผมรู้สึกได้ แต่ผมในตอนนี้นะซิ ไม่มีอารมณ์จะมาต่อล่อต่อเถียงอะไรด้วยแล้ว
"พ่อ! ซีเรียสนะเว๊ยย!!" ผมกระแทกเสียงใส่โทรศัพท์ ซึ่งผมก็มักจะพูดกับแกแบบนี้ประจำเสมอ จนทั้งบ้านชินแล้ว
"แล้วเค้าเป็นไงหล่ะ ไม่ตายใช่ไหม??" เป็นประโยคคำถามที่ตอบกลับมาจากปลายสาย และก็เป็นคำถามที่ทำให้ผมไม่แน่ใจ ในการที่จะหาคำตอบมาตอบ ผมรีบหันหน้าไปยังหน้าต่างบานนั้น ที่ตอนนี้มีไอ้บอลยืนอยู่ ซึ่งมันไปยืนอยู่ที่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สีหน้ามันเหมือนจะอึ้งนิดๆ ดวงตาเบิกโพลง อ้าปากค้าง เหมือนกำลังตะลึงกับเหตุการณ์ร้ายแรงมากๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า

"มันหายไป!!" 

"ห๊ะ!!" ผมอุทานออกมา ทั้งๆที่ยังถือสายของพ่ออยู่ ผมไม่เข้าใจความหมายที่เพื่อนผมมันพูดหรืออาจจะได้ยินไม่ชัด เพราะเรายืนอยู่ในระยะที่ห่างกันพอสมควร

"กูบอกว่าไอ้นั้นมันหายไป ไอ้คนที่มึงเอาขวดตีหัวมันที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้นหน่ะ ตอนนี้มันหายไป!!" บอลมันหันหน้ามาทางผม และพูดแบบกระแทกเสียงใส่ เหมือนคนตกใจอะไรสุดชีวิต น่าตาของมันดูตื่นๆ น่ากลัวยังไม่รู้
เอาแล้วไง ชักยังไงๆแล้ว

"พ่อ...อ..~" ผมเรียกพ่ออย่างคนหมดแรง ตัวเริ่มสั่นละคราวนี้ เหมือนจะหน้ามืดยังไงไม่รู้ สมองผมตื้อไปหมด คิดไรไม่ออก รู้สึกเหมือนใบหน้ามันตีบเข้าเหลือแค่สองนิ้วเองง่ะ
แต่ถึงจะกระนั้น ยังไงซะผมก็ต้องพยายามพูดต่อให้จบ..
"คะ..คนที่ปายทำร้าย เค้าหายไป!!  นอนจมกองเลือดอยู่แท้ๆ~" ผมตอบแบบเสียงสั่นๆรัวๆ อาการของผมตอนนี้เหมือนคนจับไข้อีกแล้วเพิ่มาด้วยอาการกลัวและซ๊อคสุดๆ
"ใจเย็นๆลูก โทรหาตำรวจรึยัง?"
"โทรแล้ว โทรไม่ติด" 
"เอางี้ พยายามติดต่อตำรวจไปเรื่อยๆ ได้เรื่องยังไงค่อยโทรมาหาพ่ออีกที ส่วนทางนี้พ่อจะปรึกษากับแม่ก่อนว่าจะเอายังไง" ปลายสายสรุปมาซะยาว แต่มันก็ทำให้ผมเข้าใจได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว "ไม่ต้องคิดมากลูก อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่า เค้ายังไม่ตาย!!" พ่อพูดปลอบใจผมอีกที เฮ้อ .. ช่างมองโลกในแง่ดีจริงจริ๊ง ไอ้คนทางนี้อ่ะดิ จะตายแหล่ไม่ตายแหล่อยู่แล้ว 
แต่คำพูดนั้นก็ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาได้เหมือนกันนะ ผมต้องตั้งสติและค่อยๆคิดหาวิถีทางต่อจากนี้ซินะ...
"เข้าใจแล้วพ่อ แล้วจะโทรไปเรื่อยๆ" ผมพยายามทำน้ำเสียงเข้มแข็ง ใจดีสู้เสือ ตอบกลับไป
"ดีลูก แค่นี้แหละ กึ๊ก..!!" พ่อพูดก่อนจะตัดสายผมไป
ผมวางโทรศัพท์ลงอย่างคนหมดแรง รู้เลยว่าตอนนี้หน้าผมคงซีดเป็นไก่ต้มแหงๆ คิดอะไรไม่ออกรู้อย่างเดียวว่าต้องเดินไปหาไอ้บอลคนที่ผมสามารถพึ่งพาได้ทุกเรื่อง ไม่รู้ทำใม อยู่กับมันแล้วสบายใจสุดๆถึงจะโดนมันดุ ด่า สั่งสอนบ่อยๆ แต่ผมก็รักมัน...

ผมหยุดยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างที่ผมเห็นผู้ชายคนนั้นเมื่อเช้า ที่ตอนนี้มีบอลเป็นคนแง้มผ้าม่านค้างไว้ให้
จริงอย่าที่บอลบอก ผู้ชายคนนั้นไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วจริงๆ จะเห็นก็แต่รอยเลือดทีเป็นทางยาวที่ไหลออกมาตอนที่เค้านอนสลบอยู่ เอาละซิคราวนี้ เหมือนผมจะหน้ามืดอีกแล้ว (ตลอด) รู้สึกเหมือนมีแมลงตัวดำๆลอยเต็มลูกกะตาไปหมด และเหมือนเพื่อนผมมันจะรู้ถึงอาการของผม  
ก็ใช่ชิ! ตอนนี้แม้แต่แรงยืนผมก็แทบจะไม่มีด้วยซ้ำ ตัวอ่อนไปหมด
"ใจเย็นๆก่อน ลองโทรหาตำรวจอีกที!" บอลพยายามพูดปลอบใจพร้อมกับตบเบาๆที่ไหล่ผม จริงอย่างที่บอลว่า ถ้าอยู่เฉยๆคงจะไม่ได้การ ผมพยายามประคองสติให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ให้เร็วที่สุด 
ซึ่งดูดีๆแล้วเหมือนกับว่าเราสองคนมีหน้าที่ที่ต่างคนต่างต้องทำ บอลจะเป็นคนออกแรง ส่วนเรื่องพูดคุยหรือเจรจาต้องเป็นผมซินะ

ผ้าม่านทุกผืนถูกปิดลง กลอนประตูถูกล็อกสนิทถูกบาน ตอนนี้บ้านเราจะมีแต่แสงสว่างรำไรจากแสงแดดที่สอดส่องผ่านผืนผ้าม่านหนาๆเข้ามาพอที่จะมองเห็นหน้ากันได้รางๆเท่านั้น


07.25 น.
บนโซฟาในห้องรับแขก...
ผมกลับมานั่งตรงนี้อีกครั้งหลังจากที่โทรหาตำรวจไม่ติด อีกเช่นเคย ..
ในขณะที่ผมนั่งก้มหน้า คิดอะไรไปต่างๆนาๆโดยที่ไม่ได้สนใจอะไรรอบข้างนั้น

เหมือนจะมีผู้ก่อการร้ายได้ทำการก่อจราจลไปทั่วเมือง ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัด
                ทางทีมงานเคเบิ้ลทีวีจะรายงานสถานการณ์ให้ทราบในภายหลังและในระหว่างนี้ขอ
                เตือนท่านผู้ชมทุกท่านให้อยู่แต่ในบ้านอย่าออกไปไหน  ย้ำ! อย่าออกไปไหน!!

เสียงนั้นมันทำให้ผมสดุ้งแล้วรีบหันไปมองยังต้นเสียงทันที เป็นเสียงการรายงานข่าวจากทีวี 
ซึ่งไอ้บอลนั่นเองที่เป็นคนเปิดทีวีเพราะมันถือรีโหมดอยู่ในมือ ไม่รู้ว่ามันเปิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ สายตาของมันยังคงจ้องอยู่ที่ทีวีนั้นตาไม่กระพริบ ท่าทางของมันเอาเป็นตายในการดูทีวีครั้งนี้มาก

หลังจากที่ฟังคำรายงานสถานการณ์อะไรนั้นเสร็จ มันก็รีบกดปุ่มรีโหมดเปลี่ยนช่องอย่างลุกลี้ลุกลน และสิ่งที่เกิดขึ้น ก็มีเพียงแค่เสียง "ซี๊ๆๆ" กับหน้าจอลายๆเท่านั้น เหมือนกับว่าสถานีโทรทัศน์ทุกช่องจงใจปิดสถานีพร้อมกัน และนั้นก็เป็นสัญญาณบ่งบอกได้ดีทีเดียวเลยว่า ได้ขาดการติดต่อจากช่องรายการ ข่าวสาร ทางโทรทัศน์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีก็แค่ช่องเดียวเท่านั้นที่กดวนกลับมาและสามารถดูได้

"ช่องเคเบิ้ลทีวีประจำเมือง!"

ท่านผู้ชมอย่าได้กังวลไป หากมีเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ให้เล็งยิงที่หัว! ย้ำ! ให้เล็งยิงที่หัว!!!!

ในทีวี ผู้รายงานข่าวยังคงทำหน้าที่ต่อไปพร้อมกับพยายามเก็บอาการตื่นตระหนกของตัวเองไว้ ให้ดูเหมือนเวลาปกติที่สุดยังไงยังงั้น

" ........................!!! "
"เฮ้ย!! / อะไรหว่ะเนี้ย!!" เป็นเสียงของผมกับไอ้บอลที่พร้อมใจกันตะโกนออกมา แค่ไม่ได้พูดคำเดียวกันเท่านั้นเอง เราสองคนได้แต่มองหน้ากันอย่างงุนงงสุดขีดและผมก็เหมือนจะคุ้นๆกับไอ้คำๆนี้นะว่าเคยได้ยินจากที่ไหน ไอ้คำว่า
"เล็งยิงที่หัว!" เนี้ย แต่ถึงจะยังงั้นก็เถอะ ถึงจะคิดนอกเรื่องไปสักเท่าไหร่ ผมก็ยังควบคุมสติตัวเองไม่ได้อยู่ดี
"~บ..บอล~!!"  ผมหันหน้ากลับไปเรียกเพื่อนอย่างเสียงสั่นๆและเหมือนร่างกายของผมจะอ่อนแรงตามไปด้วย ความรู้สึกตอนนั้น มันแย่เอามากๆ จนถึงมากที่สุด 
ทำใมผมถึงได้ป๊อดอย่างนี้นะ
"ไอ้ปาย!! มึงก็ตั้งสติ ทำใจให้ดีๆหน่อยซิว่ะ เลิกทำอาการขี้ตื่นได้แล้ว เป็นทอมประสาอะไรทำนิสัยเหมือนผู้หญิงไปได้!!" บอลมันหันหน้ามาดุผมอย่างคนอารมณ์เสียสุดๆ คราวนี้สีหน้ามันเอาจริงกับคำพูดมากๆ และมันก็ได้ผลครับ ในตอนนี้ผมกลัวมันมากกว่าผีตัวไหนๆซะอีก  ด้วยอาการสีหน้าท่าทางจริงจังของมันที่คอนมาทางผม ทำเอาผมหายจากอาการทั้งหมดเป็นปลิดทิ้งเลย
"แล้วก็เลิกโวยวาย เลิกพูดเกินความจำเป็นได้แล้วนะ!!" มันเสริมขึ้นได้อย่างน่ากลัวเหมือนเดิม ทำให้ผมที่ก้มหน้าอยู่แล้ว ยิ่งต้องหลบตามันเข้าไปใหญ่ ผมเข้าใจนะว่าเพื่อนผมมันต้องการสร้างกำลังใจให้ผม ให้ผมเข็มแข็งมากกว่านี้ และให้เลิกทำในสิ่งที่มันไม่ชอบ เลยต้องพูดจริงๆจังๆกับผมแบบนี้ ผมไม่ได้โกรธหรือน้อยใจเพื่อนเลยแม้แต่น้อย แต่ผมแค่เกลียดตัวเอง ที่ทำใมผมถึงได้ขี้ขลาดขี้ตื่นยังงี้นะ ทั้งทีตัวเองเป็นทอมแท้ๆ แล้วได้แต่คิดน้อยใจตัวเองไปต่างๆนาๆ

"เอาล่ะ ค่อยๆหาวิธีแก้ไปทีละจุด เดียวก็ดีเอง" บอลพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบๆเหมือนเดิม มือข้างขวาของมันเอื้อมมาตบที่ไหล่ผมเบาๆทุกครั้งเวลาที่ผมจนตรอก คงจะสร้างขวัญและกำลังใจให้ผมซินะ มันคงไม่อยากให้ผมกลัว 
ใช่ชิ  ก็เพื่อนผมคนนี้มันไม่เคยกลัวอะไรเลยนี้นา ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมยังไม่เคยเห็นว่ามันจะกลัวอะไรเลย นอกจากเมียมัน!  เป็นคนที่กล้าได้ กล้าเสีย ลุยทุกอย่างที่ขว้างหน้า เป็นคนที่พึ่งพาได้ในเวลาที่ผมเกิดอาการขี้ขลาดแบบนี้ ตัวมันก็ไม่ได้ใหญ่มากนะ สูงกว่าผมนิดเดียว แต่ล่ำ ขาว หัวตั้ง สีดำ หน้าตาดีหน่อย ผู้หญิงเห็นต่างก็หลงไหลในตัวมัน เพราะมันมีเสน่ห์ บวกกับคารมณ์ของมันด้วย ไม่เหมือนผม ตัวเล็กๆ ผอมๆ ไม่ขาวมากนัก ดูแล้วอ้อนแอ๊อ่อนแอ หน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่สู้มันไม่ได้แถมยังขี้ขลาดในเวลาที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นอีก ไม่แมนเอาซะเล๊ย จนคนอื่นชอบมองว่าผมเป็นทอมตุ๊ดมั้งหล่ะ เป็นเกย์มั้งหล่ะ จะมีดีอยู่อย่างเดียวแค่เรื่องการเจรจาพูดคุย เพราะผมเป็นคนอัธยาศัยดี พูดจาดี มีกาละเทศะ นอบน้อมถ่อมตน ยิ้มเก่งแถมไม่ขี้เก๊กเหมือนทอมทั่วไปอีกต่างหาก และนั้น ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของผมก็คงจะไม่ผิด..

และในตอนนี้ใบหน้าของผมคงจะเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้วหล่ะ ผมรู้สึกได้ ผมหันกลับไปยิ้มเจือนๆให้เพื่อนเพื่อเป็นการบ่งบอกให้มันรู้ว่า "กูไม่เป็นไรล่ะ"

"ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด"
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ไม่ว่างอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่สายที่ต่อไปหาตำรวจ แต่เป็นสายที่ต่อตรงไปหาพ่อของผมเอง!!
"อะไรหว่ะ อยู่ดีๆก็ติดต่อใครไม่ได้เลย แม้แต่พ่อ!" ผมพูดออกมา พร้อมกับอาการใจสั่นอีกครั้ง "เอ้อ...!!" พลันผมนึกอะไรขึ้นมาได้กระทันหัน
"มึงลองโทรหาเมียมึงดูซิ!" ผมรีบตวัดหน้าไปพูดกับเพื่อนผม ทั้งที่ในมือผมยังไม่วางสายโทรศัพท์เข้าที่เลย ที่ผมคิดออกและบอกเพื่อนไปแบบนี้ เพราะแฟนมันก็อาศัยอยู่ในตัวเมืองเหมือนกันกับพวกเรานี้แหละ แต่คนละที่ อาจจะโทรติดก็ได้
"เมีย .. บ้านบิดามึงดิ!! พวกกูเลิกกันไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้กูโสด!" มันหันหน้ามาตะคอกใส่ผม
"เอ๊า!" ผมอุทานออกมาแบบงงๆ ก็ผมไม่รู้มาก่อนเลยนิว่าพวกมันไปเลิกกันตอนไหน เมื่อไหร่ ไม่เห็นรู้เรื่องเลยและก็ดูเหมือนมันจะเซ็งหนักไปกว่าเก่าอีก และให้ตายซิ ในเวลาแบบนี้เหมือนผมเป็นที่ระบายอารมณ์ให้มันเลย ตั้งแต่ตื่นนอนแล้ว ไม่เคยตอบคำถามผมดีๆให้ผมได้ชื้นใจมั้งเล๊ย  
แต่ผมก็เข้าใจนะ ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดในบ้านผม ผมอาจจะหงุดหงิดไปมากกว่านี้ก็เป็นได้

"ห๊ะ! หน้าอย่างมึงเนี้ยนะโสดกับเขาเป็นด้วย?" คำพูดของผมมันหลุดออกจากปากเองอย่างไม่ต้องคิดอะไรให้มันมากความเลย อันนี้ผมไม่ได้จะกวนประสาทมันนะ แต่.. ตั้งแต่คบกันมาผมไม่เคยเห็นมันโสดหรืออยู่คนเดียวเลย มันจะดูเหมือนคาสโนว่าในสายตาผม ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผมก็คนนึงแหละที่ไม่เคยอยู่คนเดียว ต้องมีแฟนคอยตามติดตลอด เป็นโรคขาดความรักไม่ได้ไรงี้ แต่ก็เพิ่งมาโสดได้ไม่นาน เนื่องมาจากเหตุที่พ่อแม่เราจับแยกกัน เพราะพ่อแม่แฟนเก่าผมเค้าอยากให้ลูกสาวเค้าแต่งงานกับผู้ชาย! และก็นะไม่รู้ว่าผมปล่อยให้ตัวเองอยู่คนเดียวมานานขนาดนี้ได้ยังไงกัน ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย คิดแล้วเศร้า ...

"ก็เอ่อ..ดิ พ่อเค้าเสีย แม่เค้าก็เลยสั่งห้ามคบทอม ให้ตั้งใจเรียน เป็นเสาหลักให้ครอบครัว" มันพูดแล้วก็ทำหน้าเซ็ง หันไปทางอื่น
"เหอะๆ กูเข้าใจหว่ะ" ผมพูดปลอบใจมันแบบติดตลกนิดๆ ไม่อยากให้มันซีเรียส 

ก็ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นจริงๆนี้นา..

หลังจากที่นั่งใช้ความคิดกันสักพัก มันก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดเบียร์มาเปิดฝากระดกลงคอซะยังงั้น
"เอ๊า!" ผมอุทานขึ้นอีกทีแบบงงๆ กับท่าทางของมัน ซึ่งมองดูแล้วก็เป็นภาพที่ตลกดีชะมัด ทอมล่ำๆคนนึงหัวฟูๆในชุดนอน น้ำยังไม่อาบ ฟันยังไม่แปลง สภาพเพิ่งตื่นว่างั้นเหอะ ยืนกระดกเบียร์อยู่หน้าตู้เย็น
"เอาไหม?" บอลมันคงสังเกตุเห็นผมจ้องมันอยู่ ถึงได้ถามขึ้นมา พร้อมกับทำท่ายื่นขวดเบียร์ที่เพิ่งดึงออกจากปากตัวเองให้ผม
"โอ๊ยย! ไอ้บ้า มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบ!" ผมตอบกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิด เพราะไอ้เรื่องดื่มเหล้า สูบบุหรี่เนี้ย ผมขยาดที่สุด และเหมือนเพื่อนผมมันจะรู้อยู่แล้ว มันจึงเก็บขวดที่พึ่งกระดกจนอิ่ม แต่ยังไม่หมดขวดดีลงในช่องข้างตู้เย็นตามเดิม เหมือนจะเก็บไว้กินต่อยังงั้นแหละ แต่จะว่าไปแล้วผมก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันทีเลย คงตกใจจนลืมความหิว และนี้มันก็สายมากแล้ว ควรจะหาอะไรกินก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ขอหาอะไรกินก่อนละกัน สำหรับผมเรื่องกินเรื่องใหญ่ กินได้ตลอด ถ้ามีให้กิน แต่ไม่ยักกะอ้วน

และหลังจากนั้นผมก็เดินเข้าครัว เหตุการณ์ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่มีอะไรผิดปกติ ....


8.03 น.
เริ่มมีแสงสว่างจ้าส่องเข้ามาในบ้านหลังมืดๆแห่งนี้ แดดข้างนอกคงจะแก่จัดเต็มที่แล้ว หลักจากที่เราทำภารกิจในตอนเช้าเสร็จสิ้น ผมกินข้าวแล้วก็อาบน้ำโดยที่ยืมเสื้อผ้าของเพื่อนใส่ก่อน ตอนนี้เราสองคนนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกตัวเดิม คิดกันว่าจะเปิดทีวีดูข่าว จะติดตามเหตุการณ์เมื่อกี้สักหน่อยว่าตอนนี้ มันไปถึงไหนแล้ว ...
"ซี๊ๆๆๆๆๆ"
เสียงไม่มีสัญญาณจากทีวี!! บ่งบอกให้รู้แน่ชัดเลยว่า สัญญาณโทรทัศน์ถูกตัดขาดไปหมดทุกช่องแล้ว 
แม้กระทั่งช่องเคเบิ้ลเองก็ตาม!

เราสองคนตวัดหน้ามองกันโดยที่ไม่ได้นัดหมาย ความหดหู่และความกลัว เริ่มเข้ามาเยือนในความคิดอีกครั้ง และในขณะที่ผมกำลังใช้สมองอันน้อยนิดของผมคิดอยู่ว่าจะเอายังไงต่อดี ไอ้บอลก็พรวดพลาดลุกขึ้นจากโซฟา เดินตรงออกไปยังประตูที่จะเปิดออกไปสู่สนามหญ้าหน้าบ้าน

"จะไปไหน!!?" ผมรีบถามขึ้นทันที
"กูจะออกไปดูสถานการณ์ข้างบ้านเราหน่อย ว่ามันเป็นยังไงมั้ง!!..." มันหันหน้ามาตอบผม แล้วรีบเดินตรงดิ่งไปยังประตูบานที่จะเปิดไปสู่สนามหญ้าหน้าบ้านทันที

จริงซิ! ทำใมมันเงียบแปลกๆพิกล ปกติจะมีเสียงรถวิ่งไม่ก็มีเสียงหมาเห่า รึอาจจะเป็นเพราะว่าเราปิดประตูหน้าต่างสนิทกันเกินไปเลยทำให้ไม่ได้ยินเสียงอะไรข้างนอก ผมซึ่งมองตามหลังเพื่อนออกไป คิดอยู่ว่าคนอารายกล้าชิบหายไม่กลัวอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
และเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเพื่อนผมมันก็เดินถึงประตู มันค่อยๆแง้มประตูออก ทำให้มีแสงแดดแลดลอดเข้ามาทีละน้อย สงสัยว่าข้างนอกนั้นคงจะสว่างและแดดร้อนมากเลย

" เฮ้ยยยยยยยยย!!!#$%&^%$^@#@&%(&&^ "
เป็นเสียงของไอ้บอลที่ร้องออกมาอย่างคนตกใจสุดขีดอีกครั้ง ทำเอาผมตกใจหลุดจากภวังค์ความคิดทั้งปวงไปด้วย
ภาพที่เห็นคือ มีผู้หญิงในชุดนอนสีขาวคนนึงกำลังตรงเข้ามาจู่โจมบีบคอเพื่อนผมโดยที่ไม่ได้ถามอะไรก่อนเลยสักคำ ลักษณะท่าทางการกระทำทุกอย่างของหล่อนเหมือนไอ้ผู้ชายคนเมื่อเช้านี้เปี๊ยบเลย ต่างกันตรงที่ 
ตอนนี้เป็นผู้หญิง!

"ช่วยกูด้วยยยย!!" เพื่อนผมตะโกนขึ้นอีกที ตอนนี้ผมตกอยู่ในอาการช๊อคและตะลึงสุดขีดกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าผมอีกครั้ง แต่คราวนี้เพื่อนผมมันมีแค่มือเปล่าที่ปลอดจากอาวุธใดๆทั้งปวง มือทั้งสองข้างของมันพยายามที่จะผลักและดันใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นให้ออกห่างจากคอของมัน เป็นภาพที่พยายามยื้อยุดฉุดกระชากกัน ชุลมุนน่าดู 
"ไอ๊ปายยยยยยยย!!" เพื่อนผมมันตะโกนสุดเสียงอีกครั้ง และเสียงนั้นก็เรียกเอาสติผมกับมาได้เช่นเคย  
ใช่! ผมต้องทำอะไรสักอย่างอีกแล้ว..

ผมเริ่มหันซ้ายหันขวา มือไม้สั่นทำไรไม่ถูก และพอดี๊ที่ผมเหลือบไปเห็นไม้เบสบอลอันเก่าที่ไอ้บอลใช้ป้องกันตัวเมื่อเช้าวางอยู่ข้างๆโซฟา ผมรีบขว้าไม้เบสบอลนั้นขึ้นมาอย่างไม่ต้องรอให้สมองสั่งการอะไรอีกแล้วต่อจากนี้ ทันทีที่กำไม้เบสบอลได้ถนัดมือผมก็วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตตรงไปจุดที่ไอ้บอลยืนอยู่  ผมใช้ไม้เบสบอลกระทุ้งเข้าไปที่ท้องผู้หญิงคนนั้นอย่างแรง ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าจะฟาดท่าไหนดี กลัวเพื่อนโดนลูกหลง ถ้าผมต้องใช้ท่าฟาดที่ผมถนัด เพราะผมมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเพื่อน ในตอนนั้นมันไม่มีเวลาให้ได้คิดอะไรแล้ว ท่าที่จะทำได้ในตอนนั้นจึงได้แค่เอี้ยวตัวก้มลงให้ต่ำกว่าแขนของเพื่อนเพื่อกระทุ้งไม้เบสบอลเข้าไปที่ท้องของเธอ แรงกระทุ้งทำให้ร่างเธอผงะถอยออกห่างจากเพื่อนผมได้สำเร็จ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอถึงกับล้มลงซะทีเดียว หล่อนพยายามจะจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง และในขณะที่เวลาเกือบจะจวนตัวแล้วและผมเองก็คิดอะไรไม่ออกแล้วต่อจากนี้ เพื่อนผมมันก็รีบตวัดมือขว้าไม้เบสบอลจากมือผมไปอย่างรวดเร็ว มันง้างไม้สุดแขนแล้วฟาดเข้าไปจังๆสุดแรงเกิดของมันเต็มๆใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น จนได้ยินเสียง " ผลั่ก! " 

+++  ถ้านี้คือการแข่งขันเบสบอล เพื่อนผมมันคงทำโฮมรันไปแล้ว ... +++

การกระทำทุกอย่างหมือนโดนสต๊าฟไว้เหมือนเมื่อครั้งก่อนหน้านี้เปี๊ยบ ผิดกันตรงที่ ครั้งนี้เพื่อนผมเป็นคนลงมือ ไม่ต้องถามว่าผู้หญิงคนนั้นจะอยู่หรือตาย เพราะถ้าไม่ตายก็คงหน้ายับไม่มีชิ้นดี สภาพของเธอตอนนี้นอนแน่นิ่งจมกองเลือดในท่านอนคว่ำ ขาพับเหมือนคนวิ่งในท่านอน ใบหน้าหล่อนคว่ำจูบพื้นเป็นภาพที่เห็นแล้วสยดสยองชวนให้อยากจะอ้วกออกมาซะตรงนั้นเลย ซึ่งผมเองก็เริ่มมีอาการกระอักกระอวนขึ้นมาหน่อยแล้วเหมือนกัน เพราะผมเป็นคนแพ้เลือดง่าย เห็นเลือดแล้วจะเป็นลม 
และนี้มันก็เป็นครั้งที่สองแล้วที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น เล่นเอาความคิดของผมตอนนี้ตกลงมาในจุดที่เรียกว่าต่ำที่สุดแล้วก็ว่าได้ 

และทันใดนั้นเอง!! ...
"ระวัง ข้างหลังงงงงง!!!"
มีเสียงๆหนึ่งตะโกนมาจากไหนก็ไม่รู้! ทำให้พวกเราที่ตอนนี้ระมัดระวังตัวเองดีสุดๆอยู่แล้ว ต้องรีบตวัดตัวหันหลังกลับไปดูทันที และจริงอย่างที่เสียงนั้นบอก มีผู้ชายยืนอยู่ด้านหลังไอ้บอลจริงๆ ไม่รู้มาจากไหนและมาตอนไหน ทันทีที่เพื่อนผมรู้ตัว มันก็รีบผงะตัวออกจากจุดที่มันยืนอยู่อย่างรวดเร็วแล้วง้างไม้เบสบอลที่กำอยู่ในมืออย่างเร็วพลันฟ้าดสุดแรงเกิดเข้าไปเต็มๆอีกครั้ง คราวนี้ไม่โดนใบหน้า แต่โดนส่วนที่เรียกว่ากระหมับของผู้ชายคนนั้นและทันทีที่โดนเข้าไปจังๆ มันถึงกับทำให้เค้าลงไปนอนกองอยู่กับพื้นได้ในสภาพที่ไม่แตกต่างไปจากผู้หญิงคนเมื่อกี้สักเท่าไหร่ 
แต่คราวนี้พวกเราไม่ได้โดนสต๊าฟอย่างเคย...

"บ้าเอ้ยย!! นี้มันเกิดอะไรขึ้นฟร่ะ"
เป็นเสียงเพื่อนผมร้องที่ตะโกนขึ้นมาทันที  เหงื่อมันไหลโชกทั่วใบหน้าหายใจหอบๆ ไม่ต้องถามเลยว่าความรู้สึกตอนนั้นเป็นยังไง และตอนนี้ผมเองก็ควบคุมสติอารมณ์ไว้ได้ดีกว่าเดิมด้วย ทำให้ไม่มีอาการช๊อกกิมกี่เกิดขึ้นเหมือนครั้งก่อนๆ แค่ยังคงมีอาการคลื่นไส้หลงเหลืออยู่นิดหน่อย สายตาผมยังคงจ้องไปที่ร่างของชายคนนั้นตาไม่กระพริบทั้งๆที่กลัวเลือดสุดๆแต่ก็ยังอยากจะมอง เพราะสิ่งที่ผมกลัวมากกว่าเลือดตอนนี้คือ...  กลัวมันจะลุกขึ้นมาอีก!!
แต่แอ๊ะ! มองดีๆแล้ว นั่นมันผู้ชายคนเมื่อเช้า ที่โดนผมเอาขวดทุบหัวนิ ไหงมาอยู่ตรงนี้ได้ที่ไม่เห็นมันนอนอยู่ตรงนั้น เพราะมันมายืนดักรออยู่ตรงนี้เองหรอ?? 
ความสับสนเริ่มประทุขึ้นมาในสมองอีกครั้ง#&^$#@&*^%$#@

"มึงเป็นไรรึเปล่า ปาย?!" บอลเริ่มต้นถามขึ้นมาก่อน ทำให้ผมต้องหันหน้าขึ้นมามองหน้ามัน
"..............."  ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ทำตาปริบๆ หายใจรัวๆ มองหน้าเพื่อน และเหมือนเพื่อนผมมันจะรู้อีกแล้ว มันถึงได้เดินตรงเข้ามาแล้วตบไหล่ผมอย่างแรง

"ในทีวีเค้าบอกว่า ให้ทำลายส่วนหัวของมัน.." ผมพูดออกมาเสียงสั่นๆ สายตายังคงจับจ้องไปยังร่างสองร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่
"เอ่อ ... กูรู้!" เพื่อนผมมันตอบกลับมาอย่างใจเย็น

เป็นบอลอีกแล้วซินะที่ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ยังคงไม่ผลีผลามสามารถประคองสติไว้ได้ก่อน แมร่ง!!โคตรแมนเลยอ่ะ ซึ่งแตกต่างจากผมที่ไม่ว่าจะโดนด่า โดนสั่งสอนมาแค่ไหน ก็ยังไม่วายที่จะขลาดเขลาเหมือนเดิม

"จะพากันยืนเก๊กหล่อไปอีกนานไหมค๊ะ...?!!"

                เสียงเล็กๆนั้นทำให้พวกเราต้องรีบตวัดหน้าหันไปมองยังต้นเสียงทันที ซึ่งมันน่าจะดังมาจากช่วงประตูรั้วหน้าบ้าน และภาพที่เห็น คือ ....  !?! 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


กรุณาติดตามตอนต่อไป ^^