วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

วิธีทำให้ฝนหยุดตก



ในบทนี้ต้องขอเกลิ่นไว้ก่อนเลยว่า สิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเพียงแค่ความเชื่อกันมาแต่ครั้นโบราณกาล ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังไม่มีใครบอกเราได้อย่างแน่ชัดว่า สิ่งเหล่านี้จะสามารถทำให้ฝนหยุดตกได้จริงหรือไม่

ครั้นฝนฟ้าคะนอง พายุกรรโชก ไม่ลืมหูลืมตาในสองสามวันที่ผ่านมานั้น ยังมีความเชื่อในเรื่องของเทวดาผู้ดูแลฟ้า ฝน ลม พายุ 

เราจึงได้รวบรวม 10 วิธีที่คนไทยเชื่อกันว่าสามารถไล่ฝนได้มาไว้ให้ลองอ่าน ลองทำกันดู

       

       1. ปักตะไคร้
       เป็นพิธีการไล่ฝนยอดฮิต เป็นความเชื่อของคนไทยหลายกลุ่มที่ว่า ถ้าให้สาวบริสุทธิ์ไปปักตะไคร้แล้ว จะทำให้ฝนไม่ตกได้ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ตรงข้ามกับแห่นางแมว
       
       2. ปลูกจักไค
       วิธีห้ามฝน ห้ามลมที่นิยมกันมากคือการปลูก "จักไคร" (ตะไคร้) โดยจะไปขอให้แม่หม้ายผัวตายเป็นผู้ประกอบพิธี แม่หม้ายจะทำการปลูกตะไคร้จำนวนสามต้น แต่ละต้นปักส่วนปลายลง เอาส่วนโคนชี้ขึ้น การปลูกจะต้องปลูกที่โล่งแจ้ง และหากจะให้มีผลชะงัด ต้องเปลื้องเสื้อผ้าออกให้หมด ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ปฏิบัติการอยู่ ผู้ประกอบพิธีจะอาบน้ำไม่ได้
       
       3. วัวธนู
       เครื่องรางอย่างหนึ่งที่ได้จากการสานให้เป็นรูปวัวที่เรียกว่า "วัวธนู" เมื่อสานแล้วปลุกเสกคาถาตามพิธีก็สามารถห้ามลมฝนได้ หากโยนรูปวัวธนูนั้นลงในกองไฟ
       
       4. ต๋ามเตียน  
       ต๋ามเตียน คือ "จุดเทียน" วิธีปฏิบัติคือ ลงยันต์ "ฟ้าฟีก" ในแผ่นกระดาษสา แล้วนำแผ่นยันต์ดังกล่าวม้วนกับไส้เทียน นำเทียนไปจุดกลางแจ้งขณะฝนใกล้จะตกหรือฝนเริ่มตก ทั้งนี้ผู้ประกอบพิธีต้องนั่งบริกรรมคาถา "โอม วะ วะ มหาเมฆะ วัง วะ" ตลอดระยะเวลาที่ไม่ต้องการให้ฝนตก
       
       5. ให้แม่หม้ายออกปาก     
       ออกปาก คือ ลั่นวาจา การให้แม่หม้ายออกปากหรือลั่นวาจา มีสองวิธี กล่าวคือ วิธีแรก หากงานหนึ่งงานใดมีฝนตั้งเค้าและมีทีท่าจะตกลงมา ให้คนในงานกางร่มไปพบแม่หม้ายพร้อมกางร่มให้ แล้วขอให้แม่หม้ายกล่าวกับเทวดาฟ้าดินว่า "เออ ฝนเหย ถ้าฝนใคร่ตกเต๋มที จะตกบ่าเดี่ยวนี้ ก็ตกมาเต๊อะ ตกเจ้าแม่ตก ตกมานักๆ" จากนั้นให้กางร่มพาแม่หม้ายไปอยู่บริเวณงาน ฝนก็จะไม่ตก วิธีต่อมา คือ ให้แม่หม้ายนำตะกร้าตาห่าง ไปยืนกลางแจ้ง แล้วกล่าวดัง ๆ ว่า "เออ ฝนเหย ถ้าฝนใคร่ตกเต๋มที่ ก็ตกมาเต๊อะ ตกมาเต๋มก๋วยแก่นนี้เน้อ ตกนักๆ ถ้าตกบ่นัก ก็บ่ต้องตก" ลมฝนที่ตั้งเค้าอยู่ก็จะหายไป
       
       6. แม่หม้ายตากผ้า       
       ในกรณีที่มีงานศพ ท้องฟ้าครึ้มฝน ท่านให้ไปขอให้แม่หม้ายมาทำพิธีตากผ้า โดยนำผ้าของผู้ตายไปตากบนหลังคา แล้วกล่าวว่า "เออ เทวบุตร เทวดา เจ้าฟ้า สายฝน บัดนี้ (เอ่ยชื่อผู้ตาย) ก็จะไปทางหน้าวัสองวันนี้แล้ว ผ้าก็ยังบ่แห้ง หาไรหามีผืนเดียวอี้ละ ขอเอ็นดูปั๋นแดดส่องลงมา หื้อผ้าแห้ง สักวันสองวันเต๊อะ" ทำอย่างนี้ฝนจะไม่ตกลงมา
       
       7. ย่างแก๋นครก   
       เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ามีเค้าว่าฝนตกจะตก ท่านให้ไปขโมยเอาแก๋นครก (ไม้ตีพริก(สาก)) ของแม่หม้ายผัวตายมาย่างเหนือกองถ่ายไฟที่ร้อนระอุ พลิกกลับไปกลับมาเหมือนจะทำให้สุก เชื่อกันว่าถ้าทำอย่างนี้ จะทำให้เทวดาร้อนใจ ไม่บันดาลให้ฝนตก
       
       8. ตั้งหม้อหนึ้งไหข้าว
       "ตั้งหม้อหนึ้งไหเข้า" เป็นพิธีง่าย ๆ วิธีการคือรีบกุลีกุจอผ่าฟืนใส่ในเตาไฟ ทำทีเป็นก่อไฟ แล้วยกอุปกรณ์การนึ่งข้าวเหนียวขึ้นตั้งบนเตาไฟ พร้อมปิดฝาไหให้เรียบร้อย แล้วนั่งเฝ้าทำทีเป็นผิงไฟบ้าง เติมฟืนและเป่าไฟเป็นระยะ ๆ บ้าง ทำอย่างนี้ เชื่อว่าเป็นการกระทำเพื่อกดดันอั้นมิให้เกิดลมฝน
       
       9. ห้อยจ๊อน ฟ้อนป้าก    
       บางท้องที่มีการนำเอา ถ้วย ชาม กาละมัง และช้อนขึ้นแขวนส่วนบนของประตูเรือน เมื่อพายุคะนองสิ่งที่แขวนไว้จะถูกลมพัดกระทบกันเสียงดัง ขณะเดียวกันเจ้าของบ้านมักถือ "ป้าก"(จวัก) ออกไปฟ้อนรำผสมโรงด้วย เพื่อให้เกิดอาเพศ ลมฝนจะได้สงบลงโดยเร็ว
       
       10. เผาดินขอ
       การเผาดินขอ เป็นการนำเอากระเบื้องดินเผาที่ใช้แล้วมาเผาไฟ โดยผู้ประกอบพิธีจะนำเอากระเบื้องมาลงยันต์จำนวนหลายแผ่น แล้ววางซ้อนทับกันบนเตาที่เตรียมไว้ จากนั้นจึงติดไฟให้ลุกโชน และต้องเติมฟืนตลอดเวลา ในส่วนของผู้ประกอบพิธีนั้น จะต้องนั่งเฝ้าเตาไฟและเอามือทั้งสองอังไฟไว้ พร้อมกับบริกรรมคาถาว่า พุทธัง สะระณัง ฝนวะ ธัมมัง สะระณัง ฝนวะ สังฆัง สะระณัง ฝนวะ การบริกรรมคาถา จะบริกรรมไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ และที่สำคัญห้ามผู้ประกอบพิธีอาบน้ำโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นฝนจะตกลงมาทันที.


ทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นแค่ความเชื่อที่มีมาแต่อดีตกาลเท่านั้น ทางที่ดีท่านผู้อ่านทุกท่านควรจะหาสิ่งป้องกันตัวเองเมื่อเวลาอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยแบบนี้จะดีกว่านะครับ ไม่ว่าจะเป็นชุดกันฝน ร่ม หรือ ชุดกันหนาว  เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครสามารถกำหนดดินฟ้าอากาศได้




หน้าฝนนี้ขอให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพให้ปลอดภัยแข็งแรง
ตลอดฤดูกาลด้วยนะครับ


ด้วยความรักและความห่วงใยจากพวกเรา
ทีมงานกันยารัตน์ เลควิว คอนโดมิเนียม


ที่มา : http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000033297

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ZOMBIE OUTDISTANCE 21

Chapter 21





มือข้างนึงของผมกำปืนไว้แน่นส่วนอีกข้างก็จับมือเธอไว้เหมือนจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดมือไปได้..
ผมพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆทั่วท้องถนนแต่มันกลับว่างเปล่า แม้แต่สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ไม่มี แต่ในความว่างเปล่านั้นกลับเต็มไป
ด้วยคราบเลือดและเศษซากปรักหักพักของเครื่องจักรกลและอาคารบ้านเรือน เศษขยะ เศษกระดาษลอยเกลื่อนกลาดดูทุเรศทุรังสุดๆ ท้อง
ฟ้าตั้งแต่เกิดเรื่องมาก็ไม่เคยปลอดโปร่งอีกเลยนับจากนั่นและก็เหมือนจะมีฝนรินปรอยๆด้วยในตอนนี้
"พี่ปายค่ะนั่นกล่องอะไร?" อยู่ๆเอิงก็ถามขึ้นพรางชี้ไปยังจุดที่เจ้าของสิ่งนั้นวางอยู่ ทำให้เราต้องรีบวิ่งไปดูกันอย่างรวดเร็ว
ผมยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลงมือเปิดกล่องนั้น ลักษณะกล่องมันเป็นเหล็กรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่น้ำหนักราวๆสามสิบกว่าโลได้
มันถูกออกแบบมาให้เปิดได้ง่ายเพราะตรงที่เปิดมันดูคล้ายๆเข็มขัดที่เราๆใส่กันแล้วก็ปลดล๊อกง่ายๆอีกสองฝั่ง ผมค่อยๆบรรจงยกฝา
มันขึ้นเพื่อจะดูด้านใน 
"ระวังนะค่ะพี่ปาย.." เอิงยังคงเตือนผมอยู่ไม่ห่าง
และแล้วผมก็เปิดฝากล่องใบนั้นออกมาจนสุดเผยให้เห็นถึงของภายใน มีอาหารกระป๋องและยา ซึ่งมองโดยรวมแล้วมันน่าจะเป็นกล่องยังชีพ
"โถ่เอ่ยนึกว่าอะไร" ผมอุทานออกมาอย่างผิดหวังสุดๆ ตอนแรกนึกว่าจะเป็นพวกอาวุธร้ายแรงหายากซะอีก "มีอะไรจำเป็นต้องใช้ไหมเนี้ย"
ผมยืนขึ้นท้าวสะเอวแล้วหันไปถามเอิงที่ยืนอยู่ข้างๆ
"อืม.. ไม่ น่า จะ.. มี ห๊า!!" ว่าแล้วเธอก็หยิบห่อเข็มฉีดยาและห่อใสๆที่มีขวดยาเล็กๆอยู่ข้างในขึ้นมา ทำเอาผมถึงกับงงว่ามันคืออะไร เอาไป
ทำใมกัน "อินซูลีนพร้อมไซริ้งค่ะ อืม.. งงหรอค่ะ" เธอตอบพร้อมถามในประโยคเดียว คงจะเห็นผมทำหน้าตาฉงนถึงได้พยายามจะอธิบาย
"นี้คือไซริ้ง.." เธอยกห่อที่ถืออยู่ในมือซ้ายขึ้นมาให้ดูพร้อมกำลังจะอธิบาย
"พี่รู้ว่ามันคือเข็มฉีดยา แต่อันเนี้ยจะเอาไปทำอะไร?" ผมพยายามถามถึงของอีกสิ่งที่เธอถืออยู่ในมือข้างขวา
"อ๋อ นี้คืออินซูลีนค่ะใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน"
"......................?!?"
"คือใช้รักษาอาการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้"
"ห๊ะ??"
"เอาเป็นว่าถ้าพี่รู้สึกหน้ามืด ใจสั่น หิว ง่วงซึม ไม่มีแรง เหงื่อออกเยอะ อารมณ์หงุดหงิดง่าย สับสน ตาพร่า เหงื่อออกขณะหลับ 
ปวดศีรษะและมึนงง ตัวนี้มันช่วยได้ค่ะ"
"อะ อะไรนะ??"
"ใช้วิธีฉีดเข้าใต้ผิวหนัง จบ!!" 
"อึ๋ย น่ากลัว~"
"พี่เคยเป็นแบบนี้รึป่าวค่ะ"
"เหอะๆบ่อย"
"นั่นแหละ อาจมีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวาน!"
"นี้เราจะรู้มากไปป่ะเนี้ย ไปรู้มากจากไหน!!"
"มันเป็นพื้นฐานวิชาหมอค่ะ" 
เหอะ! เหลือเชื่อเลยผู้หญิงคนนี้พึ่งอยู่มอหกเองไม่ใช่หรอ..
"และนี้ น้ำเกลือบริสุทธิ์" ^^ เธอชูถุงน้ำใสๆขึ้นอย่างดีใจสุดๆเหมือนนักฟุตบอลได้โล่รางวัล
"เอาไปเยอะเดียวก็หนักหรอก"
"ไม่หนักค่ะ เพราะพี่เป็นคนสะพาย" ว่าแล้วเธอก็จับผมให้หันหลังให้เธอเพื่อที่จะได้ยัดของที่ต้องการลงในเป้ ซึ่งผมเองก็ได้แค่ทำตามที่เธอบอก
"อืม.. ของอย่างอื่นที่ฐานเราก็มีหมดแล้ว ไปกันเถอะค่ะ" เธอพูดขึ้นหลังจากสำรวจกล่องนั้นจนถี่ถ้วน
คงไม่แปลกหรอกใช่ไหม ที่กล่องยังชีพจะมีเครื่องนุ่งห่ม อาหารและยา แต่มันจะมีอินซูลีนรักษาเบาหวานมาด้วยทำใม!! 
ผมได้แต่สงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปให้เสียเวลา นอกซะจากเดินตามเธอไปก็เท่านั้น..
---------------------

ตี๊ดๆๆๆๆๆ....
เสียงสวิตย์สัญญาณอะไรบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลังกล่องที่ดูเหมือนถูกติดตั้งมาด้วยหลังจากที่กล่องถูกเปิดออกโดยที่ไม่ทันได้มีใคร
สนใจ สัญญาณนั้นดังเป็นจังหวะพร้อมกับแสงไฟที่กระพริบอยู่ตลอดเวลา..

----------------------

"ระวังนะ.." ผมบอกเอิงให้ระวังตัวเมื่อพวกเราเดินทางมาถึงสี่แยกกลางเมือง บรรยากาศสภาพแวดล้อมยังคงไม่เปลี่ยน ยังคงเงียบและอึ้ม
ครึ้มเหมือนเดิม พวกเราได้แต่ซุ่มหลบอยู่หลังถังขยะสีเขียวใบใหญ่ก่อนที่ผมจะกวาดสายตาไปรอบๆบริเวณเพื่อหาสิ่งผิดปกติ
เพราะบริเวณนี้มันเป็นลานกว้าง ถ้าขืนเดินดุ่มๆออกไปอาจจะเจอพวกมันวิ่งมาจากทั่วทุกสารทิศก็เป็นได้

แพล้ง!!! 
จู่ๆกระจกหน้าร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นแห่งหนึ่งก็แตกออกเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยพร้อมกับร่าง!!!
ร่างใครบางคนที่มีลักษณะหัวที่โตมาก มองไกลๆเหมือนป๊อปคอนที่เรากินกันเวลาดูหนังในโรงอ่ะ อีกทั้งอะไรที่ดูคล้ายหนวดปลาหมึกขนาด
ใหญ่ที่ยาวเฟื้อยออกมาแทนช่วงแขนทั้งสองข้าง ซึ่งสังเกตุชัดๆจะเห็นว่าช่วงขากับลำตัวเป็นคนแต่หัวกับแขนไม่ใช่คนซะงั้น 

งานเข้า!!..
"พี่ปายเป็นไร!!" เอิงเธอถามขึ้นทันทีหลังจากที่ผมหันกลับเข้ามาทำท่าทางเตรียมตัวเตรียมใจ 
มันทำให้ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เกิดมายังไม่เคยเจออะไรน่าเกลียดน่ากลัวแบบนี้เลย ผมเป่าปากตัวเองอยู่สองสามทีก่อนจะตอบออกไป
"มนุษย์กลายพันธุ์!"
"อะไรน๊ะ!"
"ลองชะโงกหน้าออกไปดูดิ" ว่าแล้วเธอก็ทำตามที่ผมพูดทันที ไม่นานนักเธอก็กลับเข้ามานั่งในท่าเดิมพร้อมทำหน้าตาขยะแขยงสุดๆ
"ยังมีอะไรที่แย่ไปกว่านี้อีกไหมเนี้ย" 
"คงจะเป็นคนที่ติดเชื้อขั้นรุนแรงหรือโดนเอาไปทดลองเพิ่มอะ"
"แล้วเราจะฆ่ามันยังไงค่ะ"
"ไม่รุ" เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมไม่สามารถสรรหาคำตอบมาตอบได้จริงๆ ทุกอย่างมันตื้อตันไปหมด นี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี้ย!!
แล้วมันก็เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ที่ผมอุทานคำนี้ออกมา..
"ไม่เป็นไรนะค่ะพี่ปาย พี่ตาย! เอิงตาย!" เธอพูดพร้อมเอาสองมือเล็กๆมาโอบที่แก้มทั้งสองข้างของผม
เราสบตากันอยู่สักพักหนึ่งจนผมรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นและความไม่กลัวอะไรเลยในดวงตาของเธอ 
มือเย็นๆที่โอบแก้มผมอยู่นั้นมันทำให้ผมตระหนักได้ว่า เรามาไกลถึงขั้นนี้แล้ว ทำใมผมถึงต้องมาป๊อดอะไรง่ายๆเอาตอนนี้ด้วย
"พี่มีแผนอะไรไหม" และจู่ๆเธอก็ถามแทรกความคิดของผมขึ้นมา จนผมต้องสบัดหน้าออกจากอุ้งมือของเธออย่างเร็วพลัน
"เอ่อ.. คือ"
"ฮืม.. ใจเย็นๆค่ะ ค่อยๆคิด ไอ้ตัวประหลาดนั้นมันอยู่ห่างจากเราไปไกลพอสมควรอยู่เหมือนกัน"
"งั้นพี่ขอดูก่อนนะ" ว่าแล้วผมก็ชะโงกหน้าออกไปดูอีกที 
ผมเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของมันอยู่สักพักจึงได้รู้ว่า มันไม่มีลูกกะตา ปาก และจมูก บวกกับท่าทางที่วิ่งพร่านชนนั้นชนนี้ไปทั่วของมันจนทำให้ข้าวของ
ในระแวกนั้นพังกระจัดกระจายเสียหายไปหมด ยิ่งแขนที่ดูเหมือนหนวดปลาหมึกของมันยังสามารถยื่นยาวออกมาได้อีกเท่าตัวดูแล้วน่าสยดสยองยิ่งนัก
และถ้าผมเดาไม่ผิด ... 

แพล้ง!! 
ผมเขวี้ยงขวดแก้วที่วางอยู่แถวๆนั้นไปยังฝั่งตรงข้ามกับจุดที่มันยืนอยู่ พร้อมกับลุกพรวดขึ้นทันทีไปยืนจังก้าเท้าสะเอวต่อหน้ามันใน
จุดที่มันจะสามารถมองเห็นผมได้อย่างชัดเจน   ใช่ผมใช้ตัวเองเป็นเป้าล่อมัน! 
ในมือยังคงกำปืนไว้แน่นเตรียมพร้อมจะเหนี่ยวไกลได้ทุกเมื่อ.. 
เอิงที่ตอนนี้หลบอยู่อีกฝั่งถนนได้แต่กวักมือเรียกผมอย่างคนตกใจสุดขีด เธอคงจะเป็นห่วงกับท่าทางของผมที่ไม่ได้นัดหมายหรือ
เตรี้ยมกันไว้ก่อนจนทำให้เธอเกือบจะวิ่งตามผมมา ผมจึงรีบส่งสัญญาณให้เธอเงียบและนิ่งที่สุดโดยการเอานิ้วชี้บังไว้ที่ปากพร้อม
กับคำว่า "ชู่ว์" ทันที เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงได้แค่ทำตามที่ผมบอก..
ผมยืนอยู่กลางถนนประจันหน้ากับมันไอ้ตัวปลาหมึกหัวโตที่ตอนนี้มันก็ยืนหันซ้ายหันขวาหาต้นเสียงของขวดที่ผมเขวี้ยงไปเมื่อกี้ 

และแล้วมันก็หันมาทางผม  มันเห็นผม !!!   แต่มันไม่ได้วิ่งตรงมาทางผม!! 
กลับวิ่งพร่านชนนั้นโน่นนี้ของมันเหมือนเดิม เป็นไปอย่างที่ผมคิด มันมองไม่เห็น ไม่ได้กลิ่น แต่รับรู้ได้ด้วยเสียง!!
ผมเขวี้ยงก้อนอิฐแถวๆนั้นเพื่อล่อให้มันไปไกลๆจากจุดนี้แล้วหาโอกาสวิ่งกลับเข้ามายังจุดที่เราใช้แอบซุ่มก่อนหน้านี้
"นี้พี่คิดจะทำอะไรค่ะ ไม่ปรึกษากันก่อนเลย รู้ไหมว่ามันอันรา.." เอิงเธอร่ายยาวออกมาเป็นหางว่าว ซึ่งผมเองก็เข้าใจความรู้สึกนี้ดี จึงได้แค่..
"ชู่ว์ เบาๆหน่อยซิ มันมองไม่เห็นแต่มันมีประสาสัมผัสรับรู้ได้ด้วยเสียงน๊า" ผมรีบใช้นิ้วชี้สัมผัสไปที่ริมฝีปากของเธอและ
คำพูดนี้เองที่ทำให้เธอหยุดชะงักไปได้ครู่นึง
"แต่มันอันตรายมากเลยรู้ป่าว ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกเข้าใจหม๊ายย!!" ><
สุดท้ายผมก็ต้องรีบเอามือปิดปากเธอให้เงียบอีกครั้ง จนเธอต้องตีมาที่มือผมเบาๆ
"พี่พอรู้แล้วแหละ ว่าควรจะจัดการกับมันยังไง!"
"อังไออ่า.." (ยังไงอ่ะ)
"เห็นไหมว่าเมื่อกี้มันเห็นพี่ แต่มันไม่วิ่งเข้ามา"
"อืมมม.."
"เพราะงั้นถ้าเราจะฆ่าหรือหนีมันก็ควรจะทำแบบที่เงียบและเบาที่สุด"
"อะอืม.." เธอพยักหน้าตอบรับผมทันทีราวกับว่าเธอจะเข้าใจที่ผมอธิบาย 
ผมคลายจึงมืออกจากปากเธอโดยเร็วแล้วรีบหันกลับไปมองยังจุดที่ไอ้ตัวสัตว์ประหลาดนั้นมันวิ่งรนรานชนนั้นชนนี้ไปทั่ว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อีกฝั่งนึง...
แพล้ง!! 
"นี้มันตัวบ้าอะไรเนี้ย ทุกโคนวิ่งงงงง ปัง! ปัง!" สาวห้าวมาดแมนนาม นายบอล พยายามตะโกนบอกพวกพ้องด้วยน้ำเสียงตกใจสุดขีดเมื่อเห็น
แขกที่ไม่ได้รับเชิญวิ่งทะลุกระจกใสเข้ามายังภายในที่พำนักของตน พร้อมกับเหนี่ยวไกลใส่ไอ้ตัวนั้นไม่ยั้ง..

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! เสียงปืนหลายชนิดดังขึ้นไม่ขาดสาย
"ทุกคนรีบวิ่งไปชั้นสองเร็ว ลุงเอียนนำไปเปิดประตูด่านฟ้าก่อนเร็ว !" เสียงสั่งการยังคงเด็ดขาดพร้อมกับเสียงปืนที่ระรัวใส่ตัวประหลาดตัวนั้น
แต่ทว่า.. มันกลับไม่เป็นอะไรเลย แถมยังยื่นแขนให้ยาวเฟื้อยออกมาได้อีกเหมือนหนวดปลาหมึกแล้วสบัดไปมาทำให้ของกินของใช้ที่เคยจัดเรียง
เป็นระเบียบแถวนั้นพังกระจัดกระจายไม่เป็นท่า อีกทั้งแขนของมันยังทำความเสียหายให้กับหลอดไฟที่ติดอยู่เพดานจนดูเหมือนดับบ้างติดบ้าง
และมันยังคงวิ่งตามสองคนที่รั้งท้ายตามมาติดๆ ทั้งสองจึงได้แค่ทั้งวิ่งทั้งยิงอลมาน..
"ยิงหัวมันซิบอล!" เสียงใหญ่ๆเข้มๆนาม ลุงหวัง ร้องตะโกนบอกสาวห้าวที่เป็นหลานเพื่อนของตนให้ลองใช้วิธีที่ตัวเองถนัดดู
ทั้งสองละเลงกระสุนสาดไปที่ส่วนหัวของสัตว์ประหลาดนั่น เป็นผลให้เศษเนื้อที่หัวของมันขาดหลุดลุ่ยกระจุยกระจายไปทั่วสารทิศ แต่กระนั้น
ก็ยังไม่วายที่มันจะแน่นิ่งเหมือนซอมบี้ตัวอื่นๆ และมันยังคงวิ่งตามมาเรื่อยๆ..
"ทุกคนขึ้นมากันเร็ว!" ชายวัยกลางคนนามลุงเอียน พยายามตะโกนและกวาดมือเรียกสมาชิกทุกคนให้เข้าไปยังประตูที่เขาเปิดรอไว้
บึ้ม!! ลุงหวังขว้างลูกระเบิดไปยังจุดที่ไอ้ตัวน่าเกลียดนั้นวิ่งตามมาก่อนจะรีบกรู่เข้าประตูไปสู่ด่านฟ้าของห้างแห้งนี้เป็นคนสุดท้าย!

ประตูแห่งนี้ถูกล๊อกสนิทโดยลุงเอียน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ออกห่างจากประตูนั้น
ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! 
เสียงกระแทกประตูดังขึ้นหลายครั้งติดต่อกันจนเขาต้องสะดุ้งและรีบวิ่งที่มายังจุดที่ทุกคนชักปืนเตรียมพร้อมรออยู่
ก่อนที่เสียงนั้นจะค่อยๆหายไป..

"พี่บอล.. นั้นมันตัวอะไร" สาวหน้าลูกครึ่งเจ้าของทรงผมยุ่งเหยิงเอ่ยขึ้นพรางกอดคนที่ตัวเองไว้ใจและคิดฝากชีวิตไว้นั้นพร้อมกับเนื้อตัวที่
สั่นระริกของเจ้าหล่อน
"ไม่เป็นไร มันเข้ามาไม่ได้หรอก" เขาพูดปลอบใจพร้อมกับลูบเบาๆไปที่หัวของเธอทันที
"ตัวอะไรหว่ะไม่เคยเห็นมาก่อน โดนยิงหัว โดนระเบิด เสือกไม่ตาย" ลุงหวังพูดแทรกขึ้นพร้อมวางปืนไรเฟิลอันหนักอึ้งของแกลงกับพื้นเสียงดัง ผลึ่ก!
ด้วยอาการจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างเห็นได้ชัด
"ใจเย็นลุง มันอาจจะไม่ใช่ซอมบี้ธรรมดา แต่มันก็ต้องมีจุดอ่อนที่ไหนสักจุด" บอลพูดขึ้นทันที 
เขายังคงอาการใจเย็น ไม่ตื่น ไม่พลีผลามไว้ได้ดีเหมือนเดิม ในขณะที่เจ้าตัวหันไปยังชายอีกคนที่เป็นลุงแท้ๆที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรก่อนจะเอ่ยถาม
"จะเอายังไงต่อไปดีหล่ะลุง"
"..........." คนที่ถูกถามไม่ตอบยังคงนั่งเงียบก้มหน้าก้มตาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลานั้น 
เมื่อรู้ว่าไม่มีเสียงตอบกลับใดๆจากลุงของตนเขาจึงหันไปถามไถ่สมาชิกอีกสองคนที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นไม่ต่างไปจากคนที่อยู่ในอ้อมอกเขาตอนนี้
"ไม่เป็นไรใช่ไหม แจม เอ็ม"
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากคนทั้งสองเช่นกันนอกซะจากท่าทางที่ดูเหมือนจะใช้การพยักหน้าแทนคำตอบที่ว่า ..ไม่เป็นไร..

เหตุการณ์ตอนนี้มันน่ากลัวกว่าตอนไหนๆที่ผ่านมา ปืนไม่สามารถใช้ได้กับไอ้ตัวที่พึ่งเจอมาเมื่อกี้ แม้แต่ระเบิดยังทำอะไรมันไม่ได้
ทุกคนอยู่ในท่วงท่าที่หวาดระแวงกันสุดๆไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย จนเวลาล่วงเลยมาได้สักพัก..
"ถ้าปายอยู่คงจะบอกเราได้.." ลุงเอียนเอ่ยขึ้น หลังจากที่นั่งเงียบมานาน

"ปาย.." บอลอุทานขึ้น 
'หวังว่ามันคงจะไม่เจอเรื่องเลวร้ายเหมือนพวกเรานะ...'

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สม! จบแล้ว รออ่านต่อ 55+

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ZOMBIE OUTDISTANCE 20

Chapter 20




"เอิง!!" ไม่รู้ว่าอะไรดลใจผมให้โผลเข้ากอดเธอทันทีอย่างที่ไม่ต้องรอให้สมองสั่งการ ทุกอย่างมันดำเนินไปแบบอัตโนมัติ
"ไม่เป็นไรแล้วนะค่ะ เอิงจะไม่ทิ้งพี่อีกแล้ว" เธอพูดพร้อมกับลูบหลังผมเบาๆ
มันช่างเป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นสุดจะหาคำบรรยาย ความสบายใจความคิดถึงมันโหมกระหนำเข้ามาอบอวนอยู่ในตัวของผม ณ เวลานี้
ผมกอดเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปและไม่มีวันกลับคืนมา..
..............................

"แอ้วเอิงมาอี่อี้อ้ายยังไง อู้ได้ไงว่าพี่อู่นี้" ผมพยายามซักไซร์เธอขณะที่กำลังตักอาหารกระป๋องเข้าปากตัวเองอย่างมูมมาม
"ก็พี่บอลกับลุงหวังเป็นคนบอกค่ะ"
"แล้วเธอก็ฝ่าเจ้าพวกนี้มาคนเดียวเนี้ยอ่ะน่ะ!!"
"ค่ะ" ^^
"ฮู้ เหลือเชื่อ!" o.O ผมอุทานออกไปทั้งที่ในปากยังเต็มไปด้วยอาหารที่กินเข้าไป
และคนที่ไม่ได้ต่างไปจากผมตอนนี้เลยคือคุณลุงที่คอยอยู่เป็นเพื่อนผมมาตลอดตั้งแต่ที่ผมมาติดอยู่ที่นี้
ผมลืมแกไปซะสนิทเลยแหะ พอเห็นเอิงจ้องแกอยู่แบบอึ้งๆเลยนึกขึ้นมาได้ว่าเราอยู่กับสามคน
"เอ่อ.. นี้คุณลุงเอ่อ..." ผมพยายามจะแนะนำคุณลุงคนนี้ให้เธอรู้จัก แต่มันติดปัญหาตรงที่ ผมไม่รู้จักชื่อแก..  +.+ "
"ลุงชื่อแดง เรียกลุงว่าลุงแดงก็ได้" เหมือนลุงแกจะรู้หน้าที่แกรีบตอบขึ้นมาทันที
"ค่ะ ยินดีที่ได้พบค่ะ หนูชื่อ.."
"หนูเอิงใช่ไหม คงจะสนิทกันกับเจ้าปายมากเลยเนอะ เห็นกอดกันกลมซะขนาดนั้น" ว่าแล้วแกก็ขำเล็กๆออกมาอย่างพอใจ ทำเอาเราสอง
คนหลบหน้ากันไม่ทันเลย นี้ถ้าเธอรู้ว่าผมแอบมีใจให้มีหวังผมได้มุดดินหนีเพราะความอายแน่ และก่อนที่มันจะนำทางไปสู่จุดนั้นไปได้มาก
กว่านี้ ผมคงต้องทำอะไรสักอย่าง
"เอ่อ..แล้วบอลกับลุงหวังรู้ได้ไงว่าพี่อยู่นี้" ผมรีบเข้าเรื่องทันที
"อืม..พี่บอลคงจะรู้ตอนที่พี่วิทยุสื่อสารไปบอกอ่ะมั้ง ส่วนลุงหวังก็คงจะเห็นจุดที่พวกพี่อยู่จากด้านบนของตึกคงส่องกล้องดู"
แหม ผมรู้สึกว่าเธอพูดได้ฉะฉานและฉลาดขึ้นมาเป็นกองเลย ดูมั่นใจและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย ตามลำตัวเธอนั้นมีแต่อาวุธทำลายล้างเต็มไป
หมด อาจจะเยอะกว่าเที่ยวก่อนด้วยซ้ำ แถมยังแบกเป้หนักๆมาได้ไม่มีท่าทีว่าจะเหนื่อย นี้มันคนรึอะไรเนี้ย..
"เอิงทำอะไรผิดหรอค่ะ!" อยู่ๆเธอก็เอ่ยถามขึ้น คงจะสังเกตุผมว่าจ้องเธออยู่นาน จะไม่ให้จ้องได้ไงหล่ะ ผู้หญิงอะไรทั้งเท่ห์ทั้งเก่งแถมยัง
ทึกได้อีก เปลี่ยนไปมากพัฒนาได้ไว ซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะไปเร็วได้ขนาดนี้
"อ่ะๆคิดอะไรอยู่พ่อหนุ่มน้อย" ลุงแดงเอนตัวมากระซิบเบาๆกับผมก่อนจะทำสายตาแบบมีเลศนัย
"ฮึ๊ยอะไรเล่าลุง.." ผมจึงได้แต่ทำท่าทางเก้ๆกังๆก่อนจะโซ่ยอาหารกระป๋องเข้าปากอย่างตะกะตะกามเหมือนเดิม
.............................
ซี่~ ซี่~
"ทำอะไรอยู่อะ" ผมเอ่ยถามขึ้นเพราะเห็นว่าเธอกำลังงุ่นง่านอยู่กับเจ้าวิทยุสื่อสารสีแดง
"หาสัญญาณนะค่ะ จะวอลกลับไปบอกทุกคนว่าเอิงเจอพี่แล้ว"
"อืม.. ให้พี่ช่วยไหม"
"ไม่เป็นไรค่ะ พี่พักผ่อนเถอะ" เธอปฏิเสธทันทีก่อนจะทำท่างเดินไปเดินมายกแขนขึ้นลงเพื่อหาคลื่นสัญญาณ
ผมจึงได้แต่ยักไหล่แล้วหันหลังกลับมานั่งกับลุงแดงเหมือนเดิม
"ชอบเอิงอะดิ๊" ลุงแกพูดขึ้นพร้อมท่าทางขี้เล่น
"เฮ้ย ป๊าววว"
"เสียงสูงเลยนะ"
"จริงจริ๊ง สเปคปายไม่ใช่แบบนี้" ผมตอบออกไปพร้อมเบี่ยงหน้าไปทางอื่น
"หนูเอิงท่าทางเก่งเอาการนะ ดูซิผู้หญิงตัวเล็กๆสะพายเป้ใบใหญ่ตามตัวก็มีทั้งระเบิดกระสุนปืนมีด เกิดมาลุงก็พึ่งเคยเจอนี้แหละ"
"ใช่ค่ะ ปายก็คิดอย่างนั้น"
"อย่าปล่อยเธอให้หลุดมือไปหล่ะ คนดีๆแบบนี้"
"ลุงเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยหรอค่ะ" คือที่ผมหมายถึงคือเรื่องความรักแบบผู้หญิงกับผู้หญิงไรทำนองนี้อ่ะ
"เฮ้ หลานลุงก็เป็นแบบเธอสองคนนี้แหละ" ^^
"คือปายทำนิสัยไม่ดีไว้กับน้องเค้าเยอะอ่ะลุง" อะไรดลใจให้ผมคิดที่จะสารภาพออกไปก็ไม่รู้
"เฮ้อ.. ถ้าเราชอบใครสักคนเราก็จะเรียกร้องความสนใจจากเค้าโดยการทำให้เค้าเกลียดทั้งนั้นแหละและลุงก็คิดว่าหนูเอิงเค้าก็คงจะมีใจให้
เราด้วยเหมือนกันหล่ะไอ้ตัวเล็ก..." ลุงแกพูดซะยาวแล้วก็ยิ้มอีกที
"พี่ปาย!!" อยู่ๆเธอก็เรียกผมขึ้นมาซะงั้น เล่นเอาผมกับลุงแดงสะดุ้งไปพร้อมๆกัน "แขนพี่เลือดออกอีกนิ"น้ำเสียงคำพูดของเธอเปลี่ยนไป
ทันทีหลังจากมองมาที่แขนของผมข้างที่ผมประสบอุบัติเหตุซึ่งตอนนี้มันเป็นแค่รอยเลือดแห้งๆไหลลงเป็นทางก็เท่านั้น

"โอ๊ย ซื้ดดด!!"
"อยู่นิ่งๆก่อนซี่ เดี่ยวก็ไม่หายหรอก"
"ก็มันแสบนี้นามือหนักเป็นบ้า" ผมโอดครวญออกมาขณะที่เธอกำลังเอาสำลีจุ่มแอลกอฮอล์แล้วมาเช็ดที่แผลของผม
"กรุณาอย่าเถียงคุณหมอนะค่ะ" เธอพูดออกมาแค่นั้นแล้วก้มหน้าทำแผลต่อ ซึ่งผมก็ได้แต่ซี๊ดซ๊าดอยู่หลายรอบก่อนจะหันไปหาลุงแดงที่
มองเราสองคนอยู่อย่างไม่ละสายตาพรางยกนิ้วโป้งขึ้นมาเพื่อบ่งบอกว่ากำลังชื่นชมในตัวหญิงเหล็กที่กำลังทำแผลให้ผมอยู่ในตอนนี้
"คุณลุงมีบาดแผลตรงไหนไหมค่ะ ได้รับบาดเจ็บอะไรบ้างรึป่าว" เอิงเธอพูดขึ้นหลังจากทำแผลให้ผมเสร็จ
"ไม่มีจ้า" ^^
"เอิง มากับพี่หน่อย" ผมนึกอะไรได้ก่อนจะแทรกขึ้นพรางจูงแขนเธอออกมา
"พี่ปายเป็นอะไร" เธอเอ่ยถามขึ้นพร้อมเลิกคิ้วอย่างสงสัย
"คือพี่เป็นคนฆ่าเมียแก!!"
"ห๊ะ!!" เธอร้องออกมาซะเสียงดังเลยจนผมต้องรีบเอามือไปปิดปากเธอไว้แทบจะไม่ทัน
"คือพี่เจอเมียลุงแกตอนที่เป็นซอมบี้แล้วอ่ะก่อนที่เอิงจะมา คือตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง กลัวมาก รู้แต่ว่าต้องฆ่าไม่อย่างนั้นเค้าจะฆ่าพวกเรา "
"น่าสงสารลุงแกจัง.. แล้วแกรู้เรื่องนี้รึยังค่ะ" เธอเอ่ยออกมาก่อนจะทำหน้าสลด
"ยังอ่ะ พี่บอกแค่ว่าไม่มีใครรอดชีวิตนอกจากพวกเรา" จากนั้นผมก็มีสีน่าท่าทางไม่ต่างไปจากเธอ

ผมคิดว่าคืนนี้คงต้องพักกันที่นี้แหละเพราะมันมืดมากแล้ว พรุ่งนี้เราค่อยหาทางออกไปทางที่นี้
คืนนั้นทั้งคืนพวกเรานอนท่ามกลางท้องฟ้าที่ร่ายร้อมไปด้วยดวงดาวมากมายสลับกับเสียงร้องครวญครางของพวกคนตายที่ยังไม่ตายจาก
ด้านล่างของตึกมาเป็นหย่อมๆ มันทำให้ผมหลับๆตื่นๆและนั้นผมถึงได้รู้ว่ามีเด็กน้อยคนนึงนอนตัวขดอยู่ข้างๆผม ใช่ซิก็พวกเรา
นอนตากหมอกกันนี้นา ผมพยายามจะให้ความอบอุ่นแก่เธอทั้งใจนึงก็กลัวเธอไม่สบายจึงได้ถือวิสาสะและโอกาสนี้ กอดเธอซะเลย...

-------------------------------


พึ่บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เสียงเหมือนใบบัดเฮลิคอปเตอร์ดังมาจากทิศทางใดทิศหนึ่งที่ไม่ไกลจากที่นี้นัก มันทำให้ผมรีบลืมตาแล้วลุกขึ้นจากตรงที่เรานอนอย่างรวดเร็ว
และมันก็ใช่จริงๆมีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินผ่านมาพร้อมกล่องอะไรสักอย่าง..
"เฮ้ๆๆๆ ช่วยด้วย พวกเราอยู่นี้!!!!" ผมพยายามกระโดดโบกไม้โบกมือสุดแรงกำลังเพื่อให้เครื่องบินลำนั้นหันกลับมา
"เดี่ยวก่อน / เฮ้ยยย พวกเรายังไม่ตาย" ทั้งเอิงและลุงแดงต่างลุกขึ้นมาช่วยกันเรียกอีกแรง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีวี่แววการหันลำกลับของ
เครื่องบินนั้น แต่ก่อนที่มันจะลับสายตาเราไปนั้นผมเห็นเหมือนมันทิ้งกล่องที่มันแบกมาด้วยลงที่ไหนสักที่ซึ่งไม่ไกลจากที่นี้นัก
เพื่ออะไร...

มันไม่ไกล ถ้าเราเดินไปโดยไม่มีพวกซอมบี้!..


05.01

ผมมองไปที่นาฬิกาข้อมือที่ผมใส่ไว้ตลอด มันพึ่งจะตีห้ามิน่าหล่ะเครื่องบินนั้นถึงมองไม่เห็นพวกเรา  หรือเห็น! แต่ไม่ยอมมาช่วย..
"ทำใมเค้าถึงไม่ยอมมาช่วยเรา.." เอิงพูดขึ้นพรางก้มหน้าด้วยอาการผิดหวังสุดๆ
"นั่นซิ ตัวหนังสือก็เขียนไว้ตัวบะเริ่มเทิ่ม"ลุงแดงแทรกขึ้นอย่างหัวเสีย
ส่วนผมเองก็เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดอะไร ในใจก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างมันมืดไปหมด เมื่อกี้พวกเราเกือบจะรอดตายอยู่แล้ว...
"เอาไงต่อละทีนี้" ลุงแดงยังคงถามต่อ
"เราก็ต้องรีบกลับไปที่ฐานของเราให้เร็วที่สุด" ผมตอบแบบรวบรัดตัดตอนพร้อมกับลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัว
"ห๊ะ ที่ห้างนั้นอ่ะนะ"
"ใช่ค่ะ ที่นั้นมีครบทุกอย่าง"

 -------------------------------


06.15
"อ๊ะนี้ของพี่" เอิงยื่นปืนพกที่ผมถนัดที่สุดมาให้
ซึ่งมันทำให้ถึงกับตาวาวแบบดีใจสุดๆ นี้ถ้าไม่ติดวาอยู่กันสามคน ผมคงกระโดดกอดเธอไปนานแล้ว
"ขอบใจนะ" ^^
 หลังจากนั้นพวกเราก็รับประทานอาหารกระป๋อง วางแผนและเตรียมพร้อมที่จะเดินทางกลับฐาน
"ตามนั้นนะ ปายจะอยู่หน้า เอิงอยู่หลัง ส่วนลุงแดงอยู่ระหว่างกลางของพวกเรา" ทุกคนพยักหน้าตอบรับสิ่งที่ผมย้ำอีกทีก่อนจะนำ
หน้าปีนบันไดฉุกเฉินนั้นลงไปอีกครั้ง..
ผมพึ่งรู้ ว่าการปีนบันโดยพายกระเป๋าอยู่มันเป็นยังไงก็คราวนี้แหละ มันลำบากมากเพราะตอนนี้ผมดันอาสาแบกเป้นั้นแทนเอิงซะเอง
ฮึ๊บ! เราลงมาถึงชั้นล่างสุดของอาพาร์ทแห่งนี้อย่างปลอดภัยและเป็นไปแบบเหตุการณ์ปกติจนหน้าเหลือเชื่อ
"ทำใมตรงนี้มันเงียบอย่างนี้หละลุง" ผมถามขึ้นเพราะไม่อยากให้มันเงียบไปกว่านี้
"ลุงก็ไม่รู้เหมือนกันหว่ะ น้องเอิงละว่าไง"
"ตอนเอิงมาถึงมันก็เงียบอยู่แบบนี้แล้วอ่ะค่ะ"
"ทุกคนระวังตัวไว้ให้ดีๆนะ มันเงียบผิดปกติ" สัญชาตญาณของผมมันบอกว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อถึงเวลานี้ทีไรจะมีตัวประหลาดโผล่
ออกมาทำให้เราหัวใจวายเล่นๆได้ทุกที 
พวกเราค่อยๆย่างก้าวเดินอย่างไม่เร่งรีบพร้อมกับกลิ่นคาวเลือด กลิ่นอับที่ตลบอบอวนอยู่รอบๆตัว ตามพื้นทางเดิน ตามผนังเต็มไปได้ด้วย
สิ่งสกปรกน่าเกลียดน่าขยะแขยงจนทำให้มีความรู้สึกราวกับว่าอยู่ในบ้านผีสิงก็ยังไม่ปาน..

ปึ้ง! เสียงนี้ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของผม ซึ่งมันทำให้ผมตกใจจนต้องรีบหันไปดู ก็พบว่า..
มีประตูปานนึงล้มลงมาทับตัวลุงแดงพร้อมกับไอ้ตัวหน้าเกลียดตัวนึงที่มันพยายามจะกัดกินลุงแดงให้ได้ แต่โชคดีที่มีแผ่นประตูกลั่นอยู่ 
มันจึงได้แค่ตะเกียกตะกายบนแผ่นประตูที่ทับตัวลุงแดงอยู่เท่านั้น
ปัง ปัง! สองนัดที่ผมกับเอิงเหนี่ยวไกลพร้อมๆกัน เป็นผลให้สมองของไอ้ผีตัวนั้นกระจุยกระจายไปคนละทิศ สภาพของมันทำให้ผมอยากจะ
อ้วกแตกออกมาให้ได้เลย
"เฮ้อ ขอบจัยนะ" ลุงแดงรีบพลักแผ่นประตูนั้นออกจากตัวก่อนจะรีบลุกขึ้นอย่างเร็วพลัน
"แบบเนี้ย มันไม่ต่างไปจากตายทั้งเป็นนี้หว่า นี้มันเกิดอะไรขึ้นเนี้ย จะตายเมื่อไหร่ก้ไม่รู้!!" แล้วแกก็บ่นออกมาด้วยอาการหวาดกลัวก่อนจะ
ชักลำปืนลูกซองของแกแล้วพยักหน้าให้ผมด้วยท่าทางกลัวๆกล้าๆ
พวกเราเดินทางกันต่อเรื่อยๆจนตกลงกันได้ว่า เราจะออกไปจากที่นี้โดยใช้เส้นทางลัดคือทางออกประตูฉุกเฉินซึ่งมันอยู่สุดทางเดินอีกฝั่งด้าน
นึงของจุดที่เราเดินอยู่ ซึ่งพวกเราต้องเดินผ่านบันไดขึ้นสู่ชั้นสองของตึกแห่งนี้เพื่อนไปยัง
ครื่นนนน!! เสียงผลักประตูฉุกเฉินสีเขียวออกอย่างช้าๆ ลุงแดงพยักหน้าให้พวกเราหลังจากที่ชะโงกออกไปนอกปานประตูเพื่อสำรวจความ
ปลอดภัย ทันทีที่เรากำลังจะก้าวผ่านประตูนั้นไป
อื้ออออ อื้ออออ แฮ่ฮฮฮ  เสียงของพวกมันฝูงใหญ่ก็ดังตามมา!!
"ไปเร็ว!" ลุงแดงพยายามส่งเสียงเตือนพวกเราให้ไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุดเพราะพวกมันมากันเยอะมาก ลงมาตามทางบันไดจากชั้นสอง
แว็บนึงที่ผมหนกลับไปดูก็ได้รู้ว่าพวกมันมีจำนวนไม่น้อยพร้อมการเคลื่อนไหวที่ไม่อึดอาดเหมือนเดิมซะแล้ว...
ปัง ปัง ปัง! ลุงแดงพยายามยิงต้านเพื่อให้พวกเราได้วิ่งหาทางออก แต่ก็ไม่มีท่าที่ที่พวกมันจะลดน้อยลง
"ทางนี้!" ผมพยายามตะโกนเรียกทุกคนให้วิ่งตามผมมาให้เร็วที่สุดเหมือนกัน ซึ่งทางที่เชื่อมต่อไปที่ไหนก็ไม่รู้เป็นตอกเป็นซอยแคบๆมืดๆ
ซึ่งมีแสงสว่างจากไฟฉายที่ติดกับกระบอกปืนของผมที่นำพาทุกคนไปยังที่ที่วิ่งไปเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
"โอ๊ย!" เสียงลุงแดงร้องขึ้น ทำให้พวกเราต้องหยุดฝีเท้าแล้วรีบหันไปดู ภาพที่เห็นคือ ลุงแกล้มหัวขมำไม่เป็นท่า
"ลุงแดงไหวไหมค่ะ"
"เร็วเข้าลุง!" ผมกับเอิงรีบวิ่งกลับไปพยุงแกคนละข้าง
"ดะ เดี่ยวก่อน ละลุงไม่ไหว!!"
"ไม่นะค่ะลุง ลุงต้องไหว"
"อีกไม่ไกลจะเจอทางออก พอพ้นประตูนั้นจะเจอถนนหลังเมือง มันจะนำพาพวกเธอไปถึงห้างนั้นได้" ลุงแกพยายามอธิบายทั้งที่ตัวเองหาย
ใจแทบจะไม่ทันอยู่แล้ว สภาพแกตอนนี้ทำให้ผมแทบน้ำตาร่วงยิ่งไปกว่านั้นมันทำให้ผมนึกถึงเมียแกที่ผมเป็นคนลงมือฆ่าเองกับมือ หันหลัง
กลับไปมองยังเส้นทางที่เราวิ่งผ่านมาก็เจอพวกผีนรกนั้นวิ่งตามมาแบบไม่มีท่าทีว่าจะเหน็ดเหนื่อย 
พวกมันเป็นเครื่องจักรสังหารกันหรือยังไง..
"ไป!!!" ลุงแกตะโกนก่อนขว้าเอาเระเบิดชนิดรุนแรงที่เอิงพกติดตัวมาด้วยอย่างเร็วพลันแล้วพยายามผลักพวกเราสุดแรงสุดท้ายของแก 
ตาลุงแก่หัวหงอกคนนึงที่ซึ่งรู้ว่าตัวเองว่าไปไหนไม่รอดด้วยร่างกายที่ชราแขนขาอ่อนแรงพยายามจะช่วยชีวิตเด็กวัยรุ่นสองคนที่มีกำลังดี
อย่างสุดกำลังโดยไม่ห่วงชีวิตของตน น้ำตาเขาไหลอาบสองแก้มตาลี่ตาลานตะโกนไล่พวกเราให้ไปให้ไกลๆในมือก็เตรียมดึงสลักระเบิด
"ไม่น๊าาลุงแดง!!" ผมพยายามฉุดกระชากดึงเอิงให้หลุดจากการปล่อยมือจากลุงแดง เพราะรู้ดีถึงจุดประสงค์ของแก
"ลุง!!!!!" ปากผมได้แต่ตะโกนเรียกแก แต่ขากับแขนยังคงทำหน้าที่ของมันคือต้องช่วยชีวิตอีกคนไว้ให้ได้
"รีบไป อย่าหันหลังกลับมา!!!!" ผมได้ยินเสียงสุดท้ายของลุงแกก่อนจะ..
บึ๊ม!!!!!!!!!  
เปลวไฟมหึมาลอยตามหลังพวกเรามาอย่างรวดเร็วพร้อมความร้อนระอุที่ทำให้ทุกอย่างในระแวกนั้นลุกไหม้แหลกสลายไปเป็นจุนให้
ไม่เหลือแม้แต่เศษซากภายในพริบตาเดียว และในขณะที่มันกำลังจะถลาโถมเข้ามาฆ่าชีวิตเรานั้นประตูสีเขียวบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าจึง
เป็นทางเลือกสุดท้าย..
เราสองคนกระโจนออกมาจากประตูนั้นอย่างสุดกำลังโดยที่ผมพยายามจะผลักร่างของเอิงให้นำไปก่อน  
แรงระเบิดทำให้ตัวเราสองคนกระเด็นลอยพ้นออกจากตึกนั้นไปได้ไกลโขเหมือนกัน!

อึ๊บ! ผมได้ยินเสียงร่างกายตัวเองหล่นกระแทกลงพื้นอย่างจังไม่ต่างไปจากเอิง รู้สึกถึงความร้อนที่ตามมาจากด้านหลัง 
ตอนนี้รู้สึกแผ่นหลังของผมมันชาเหมือนโดนไหม้
"ฮื้ออออ ลุงแดง..." 
ตามมาด้วยเสียงสะอึ๊กสะอื้นของหญิงสาวอีกคนที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นร้ายแรงแค่ไหนเธอก็ยังอยู่ข้างๆผม..
ผมพยายามใช้แรงที่เหลือทั้งหมดพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็นสลัดเป้ที่พายมาทิ้งไป ก่อนจะเอี่ยวตัวเข้าไปกอดเธอที่นั่งกอดเข่า
ปิดหน้าปิดตาตัวเองร้องให้อย่างหมดหนทาง
"ลุงพยายามช่วยชีวิตพวกเรา.." ผมพูดออกมาก่อนจะร้องให้ออกมากอดเธอไว้แน่นเช่นกัน
ทุกอย่างเงียบลงพร้อมกับเปลวไฟอันร้อนระอุยังคงเผาใหม้สิ่งต่างๆที่อยู่ในตึกนั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นควันสีดำที่ลอยออกมาจากช่องรู
หรือหน้าต่างของตึกเป็นหย่อมๆเหมือนตึกที่โดนไฟไหม 
"ไปกันเถอะพี่ปาย.." เอิงเธอยื่นมือมาให้ผมเพื่อที่จะดึงตัวผมให้ลุกขึ้น ดูท่าทางเหมือนเธอจะพร้อมแล้วในมือเธอถือปืนพร้อมสะพายเป้ที่ก่อน
หน้านี้ผมเป็นคนพาย "ตัวพี่มอมแมมไปหมดเลยนะค่ะ" เธอพูดพร้อมกับป้าดน้้ำและพยายามบัดเศษคราบเขม่าควันสีดำที่ติดตามตัวผม
"เราเองก็ไม่ต่างหรอก เจ็บตรงไหนบ้างไหม" 
"เอิงไม่เป็นไรค่ะ ไม่เจ็บ แล้วพี่โอเคไหม"
"พี่ไม่เป็นไรหรอก แต่ร้อนหลังเป็นบ้า นี้ผมไหม้รึเปล่าก็ไม่รู้" ผมตอบพร้อมจับไปที่ผมของตัวเองนึกไปถึงตอนนั้นถ้าเราช้าแม้แต่วินาที
เดียวมีหวังเราได้กลายเป็นศพย่างไฟในนั้นแน่ๆ
"แกคงจะไปอยู่กับเมียแกแล้วใช่ไหมค่ะ.." เอิงเธอพูดขึ้นสายตาก็ยังคงจ้องไปที่ประตูนั้น
"ไปกันเถอะนะ.. ^^ " ผมเลือกที่จะไม่ตอบอะไรมากนอกจากจะชวนเธอให้รีบไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุดพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้กำลังใจเธอก่อนที่เธอ
จะหันมากุมมือผมไว้แน่นแล้วรีบเดินทางออกมาจากตรงนั้นโดยที่ไม่ได้หันหลังกลับไปมองอีกเลย...

++++++++++++++++++++++++

ZOMBIE OUTDISTANCE 19

Chapter 19



เป็นโชคดีของผมที่ค้นเจอวิทยุสื่อสารและไฟฉายจากซอมบี้รปภ.คนเมื่อกี้ก่อนที่ผมจะออกมาจากห้องนั้น ด้านนอกมีพวกมัน
เต็มไปหมดทุกทั่วสารทิศ ผมเดินตรงเข้าไปยังส่วนในของอาพาร์ทเม้นแห่งนี้ด้านซ้ายกับด้านขวาเป็น
ห้องสำหรับให้คนมาเช่า ตรงไปอีกนิดจะเจอบันไดอยู่ฝั่งด้านซ้ายทางขึ้นไปยังชั้นสอง ส่วนที่อยู่ข้างหน้าสุดทางเดิน
คงจะเป็นลิฟล์โดยสารซินะ ผมติดต่อเพื่อนทางวิทยุสื่อสารได้แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเพราะผมไม่ค่อยได้ยินที่เพื่อนพูด
เท่าไหร่นักแล้วอยู่ๆสัญญาณก็ขาดหายไป ผมพยายามแล้วพยายามเล่าก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก
แต่เอาเถอะอย่างน้อยพวกเขาก็รู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่..
นี้ก็เกือบจะบ่ายสามโมงแล้วโชคดีที่มันไม่ใชเวลากลางคืนเพราะงั้นผมคงมองอะไรไม่เห็นแน่ๆ จุดหมายปลายทางของ
ผมคราวนี้คือ ด่านฟ้า เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะติดต่อกับพวกของเราได้อย่างน้อยลุงหวังก็อยู่บนด่านฟ้าของ
ห้างที่พวกเราอยู่ บางทีลุงแกอาจจะเห็นผมจากตึกนี้ก็ได้...
ผมเดินไปอย่างช้าๆพร้อมกับแสบแปล๊บๆที่แผล อาจจะเป็นตอนที่ผมล้มก่อนหน้านี้ที่มีพวกมันตัวนึงจู่โจมจนทำให้แผลเปิด
ตอนนี้ผมรู้สึกหิวและกระหายมาก สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือไปให้ถึงด่านฟ้าให้เร็วที่สุด..
ทำใมต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ เป็นครั้งแรกเลยจริงๆที่ผมต้องเผชิญอะไรๆด้วยตัวเองตามลำพัง ทุกอย่างรอบตัวนอกจากพวกเราแล้วก็
กลายเป็นซากศพเดินได้กันไปหมดและมาจวบจนตอนนี้ ผมเองยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..
แอ๊ดดดดดดด
ผมค่อยๆแง้มประตูห้องสองศูนย์หนึ่งเข้าไปอย่างช้าๆเพราะเห็นว่าประตูมันปิดไม่สนิท
"ยกมือขึ้น!!...ชั้นมีปืน!!" มีเสียงผู้ชายดังขึ้นพร้อมกับมีท่อนอะไรสักอย่างจ่ออยู่ที่ท้ายทอยของผมและมันคงจะเป็น
ปืนอย่างที่เขาบอก เป็นเหตุให้ผมต้องทำตามทันที "พูดซิ" เขาพูดขึ้นอีกที
"เอ่อ.. หนูเป็นคนค่ะ หลงมา"
"จริงหรอ ติดเชื้อรึป่าว"
"ห๊ะ?"
"ชั้นถามว่าติดเชื้อรึป่าว!!" เขาพยายามถามซ้ำเสียงดังพร้อมเน้นจ่อปลายกระบอกมาที่สมองของผม
"อะ..เอ่อ.. ไม่ค่ะ ไม่น่าจะไม่" ผมรีบตอบแบบกระตุกกะตัก
"งั้นค่อยๆหันมา"
ผมค่อยๆหันไปตามที่เขาบอกทันทีและก็พบว่าผู้ชายคนนี้เป็นตาแก่ตัวอ้วนหัวหยิกที่ในมือถือปืนลูกซองจ่อหน้าผม
อยู่จริงๆด้วย
"เข้ามาในนี้ได้ไง"
"คือหนูพลัดหลงกับเพื่อนน่ะค่ะแล้วก็มีพวกมันเต็มไปหมดเลยถือวิสาสะเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาติ"
ผมพยายามหาเหตุผลต่างๆนามาอธิบายเพราะถ้าเกิดเขาไม่เชื่อขึ้นมาแล้วลั่นไกล ผมคง...
"ห๊ะ ยังมีคนรอดชีวิตอยู่หรอแล้วอยู่ที่ไหนกัน!!"
"เอ่อ.. อยู่ที่ห้างสรรพสินค้าไม่ไกลจากที่นี้ค่ะ"
"งั้นหรอ อืม.." เขาฮึมฮัมในลำคอแล้วลดปืนลงทันทีก่อนจะก้มหน้าลงเหมือนนึกอะไรสักอย่าง
ผมเองก็เมื่อยแขนที่ต้องยกอยู่อย่างนั้นตั้งนาน
"แล้วลุงมาอยู่ที่นี้ได้ยังไงละค่ะ" ผมเอ่ยถามขึ้นเพราะนับว่าโชคดีมากที่ยังมีคนเป็นๆให้ได้เห็นอยู่อีก
"ชั้นทำงานที่นี้เป็นพ่อบ้าน ส่วนเมียชั้นทำงานอยู่ที่ห้างที่พวกเธออยู่นั่นแหละ" เขาเล่าหลังจากที่เดิน
ไปปิดประตูและจัดการล๊อคมัน "แต่ฉันว่าเธอคงไม่รอดแล้วหล่ะ" แล้วเขาก็ทำสีหน้าเศร้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"ภรรยาของลุงทำงานเกี่ยวกับอะไรหรอค่ะ"
"เป็นแม่บ้านทำความสะอาดน่ะอยู่โซนชั้นล่างของห้างนั้นแหละ"
"ลักษณะของเธอเป็นยังไงค่ะ!!" ผมรีบถามขึ้นทันที
เขาเล่าถึงลักษณะท่าทางรวมทั้งบอกชื่อให้ผมฟัง ซึ่งไม่ผิดแน่ เธอเป็นผู้หญิงที่ผมฆ่าตอนนั้น ตอนที่อยู่ในห้องน้ำ
ผมรู้สึกผิดและระอายใจมากอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าคนที่ผมฆ่าไปนั้นเป็นญาติพี่น้องเป็นที่รักของใครบ้าง

"ที่นั้นไม่มีใครเลยค่ะ นอกจากพวกเรา.." ผมพยายามตอบแบบตัดปัญหาทั้งที่ในใจละอายเป็นที่สุด
"อืม..." เขาพยักทั้งน้ำตา คงจะกลั้นไว้ไม่ไหวจริงๆ
"แล้วปืนนี้ลุงได้มายังไงค่ะ"
"อ๋อของเจ้าของตึกนี้หน่ะ มันอยู่ในตู้ที่ลุงเป็นคนถือกุญแจก่อนจะหลบเข้ามาอยู่ที่นี้"
"แล้วทำใมต้องเป็นห้องนี้ค่ะ"
"............" ลุงแกไม่ตอบอะไรกลับมา เอาแต่นั่งเงียบ
"เดี่ยวหนูจะพาลุงออกไปจากที่นี้นะค่ะ แต่ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือต้องขึ้นไปบ้านด่านฟ้าของตึก"
"ฮื้ม ทำใมต้องขึ้นไป" เขาเงยหน้าขึ้นมาถามอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักผมก็อธิบายทุกอย่างให้ลุงแกฟังจนหมด รวมทั้งข้อสงสัยเรื่องที่ผมมาต้องอยู่ในสภาพนี้
"เธออยู่มอไหนหรอ"
"เอ่อ.. ไม่ได้เรียนค่ะ ทำงานแล้ว"
"โอ้ ทำใมตัวเล็กจัง" ^^
คำตอบที่ผมได้ยินนั้นทำให้ผมขำเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มกลับไปก็เท่านั้น..

"ทำใมมันเงียบผิดปกติจังเลยละค่ะ" ผมถามขึ้นระหว่างทางที่เราพลัดเดินพลัดวิ่ง
"ลุงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าที่นี้มีคนเช่าอยู่เต็มทุกห้อง"
"แล้วทำใมลุงถึงได้ถามว่าติดเชื้อไหมละค่ะ"
"ก็ลุงเห็นเจ้าของตึกนะซิ ท่าทางเหมือนผีดิบกำลังทำร้ายเมียตัวเองอยู่ลุงพยายามจะเข้าไปช่วย สู้กันอยู่นาน
ยิงยังไงก็ไม่หยุดจนต้องยิงที่หัวถึงหยุด จากนั้นลุงก็เข้าไปกะจะพาเมียเขาไปหาหมอแต่เธอดันกลายเป็นเหมือนกัน
กับสามีของเธอแบบเดียวกับเป๊ะ พูดจาไม่รู้เรื่องคอยจะตรงเข้ามาทำร้ายเราอย่างเดียว ลุงก็เลยยิงเธอเหมือนกับ
ที่ยิงสามีเธอจากนั้นทุกคนก็กลายเป็นผีดิบเหมือนกันหมด บ้าคลั่งแล้วก็เหมือนจะกระหายอยู่ตลอดเวลา"
"ใช่ค่ะ เพราะพวกเค้าเป็นซากศพที่เดินได้ แบบตายไปแล้วแต่ดันกลับมามีชีวิตและเดินได้"
"อั๊ยย๊า คนที่โดนทำร้ายเลยกลายเป็นแบบนั้นในท้ายที่สุดน่ะหรอ"
"ค่ะ เราควรระวังตัวเองให้ดีที่สุด"
ปึ้ง!!
จู่ๆก็มีประตูห้องบานนึงถูกพังออก
"ชะ ชะช่วย ดะ ด้วย..!!" มีผู้ชายคนนึงใบหน้าเขาหายไปครึ่งซีกลำตัวก็ดูเหมือนถูกแทะจนเนื้อหนังหลุดหลุ่ยไป
ทั้งตัว ก่อนที่เขาจะล้มทั้งยืนและพยายามครานมายังจุดที่พวกเรายืนอยู่และทันใดนั้นเอง ก็มีผู้หญิงอีกคนนึง
เดินตามออกมา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเลือดตรงปากก็ดูเหมือนมีเศษเนื้อติดอยู่
ปัง! ปัง! สองนัดที่ผมเหนี่ยวไกล..
และเป็นอีกสองนัดที่ไม่พลาดเป้าเลย ทั้งคู่นอนตายจมกองเลือดของตัวเองอยู่แบบไม่ไหวติง
"โห ไอ้หนูเธอเจ๋งสุดๆ ยิงแม่นสมกับท่าทางห้าวๆของเธอจริงๆ ลุงเพิ่งเคยเห็นเด็กเก่งก็ตอนนี้ละ"
"เอ่อ.. คือหนูโตแล้วค่ะ ไม่ใช่เด็กแล้ว" ผมยิ้มหยี่ๆให้แกก่อนจะออกเดินทางต่อ
เราขึ้นมาถึงชั้นสามของอาคาร...
"เอ่อ..ลุงค่ะ ตึกนี้มีบันไดฉุกเฉินหรือบันไดลิงไหมค่ะ"
"อ๋อมีซิ ตามมา" ว่าแล้วแกก็พาวิ่งไปยังสุดทางเดิน
"แบบนี้ใช่ไหม"
"ใช่แล้วค่ะ" ผมยิ้มอย่างดีอกดีใจสุดๆ บันไดที่เห็นมันเป็นบันไดแบบเดียวกันกับตอนที่อยู่โรงเรียนเลย
แตกต่างกันที่สีเท่านั้นเอง
ผมกับลุงพากันปีนบันไดนี้ขึ้นไปยังชั้นบนสุดของอาคาร ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก เราก็พากันมาถึง..

เวลาตอนนี้สี่โมงกว่าๆท้องฟ้ายังคงดูไม่ปลอดโปร่งแลดูน่ากลัวเหมือนเดิม ผมพยายามชะเง้อมองไปยัง
ตึกที่เป็นห้างสรรพสินค้าที่เป็นฐานทัพของพวกเรา แต่มันอยู่ในระยะที่ไกลกันพอสมควรมองด้วยตาเปล่าจะไม่
เห็นอะไรเลย ผมพยายามโบกไม้โบกมือไปเพื่อให้มีใครสักคนเห็น แต่ก็ไม่มีสัญญาณใดๆตอบกลับมา
หรือว่าผมต้องตายอยู่ที่นี้จริงๆ..

+++++++++++++++++

อีกด้านนึง..
ซี่~ ซี่~ "เอิง ได้ยินแล้วตอบด้วย!!"
"ได้ยินค่ะ" ซี่~
"ลุงหวังบอกว่าไอ้ปายอยู่บนด่านฟ้าของตัวอาคารพร้อมกับผู้ชายอีกคนนึง" ซี่~
"รับทราบค่ะ" ซี่~
"รีบๆหน่อยละ อีกไม่นานก็จะมืดแล้ว" ซี่~ ซี่~
"ค่ะ จวนจะถึงแล้ว เฮ้ย!!!!!" ซี่~~~~~
สิ้นเสียงนั้น คลื่นสัญญาณก็หลุดไปทันที..
+++++++++++++++

"เฮ้อ.. เราจะทำยังไงดีละไอ้หนู"
"ใจเย็นๆก่อนนะค่ะ ถ้าไม่รอให้คนมาช่วยเราก็ต้องฝ่าพวกมันออกไปเอง"
"แล้วใครจะมาช่วยเรากันหล่ะ"
"เอ่อ... ตำรวจ ทหารหรือไม่ก็นาวิก" ผมตอบออกไปแบบสงสัยเหมือนกันว่านี้มันก็หลายวันแล้ว
ทำใมไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเลย ทั้งเมืองเกิดเรื่องขนาดนี้ทำใมรัฐบาลไม่ทำอะไรสักอย่าง ผมไม่เห็นทหารตำรวจเลย
สักนาย เป็นศพเป็นซอมบี้ก็ไม่เห็น
"แล้วยังมีใครที่เก่งเหมือนเธออีกรึป่าวเนี้ย" จู่ๆลุงแกก็ถามขึ้น
"อ๋อ มีค่ะ เราถูกฝึกมาเหมือนๆกันที่ใช้อาวุธเป็นจริงๆก็มีอยู่อีกสองคนคือเพื่อนหนูและ..." ว่าแล้วก็ทำให้ผมก็นึกถึง
ยัยเอิงเอยนั้น เธอเก่งใช้ได้และก็คอยช่วยชีวิตผมไว้หลายต่อหลายครั้ง ผมอาจปฎิเสธไม่ได้เลยว่าผมเกิดชอบเธอขึ้นมาจริงๆ
 แต่ที่ผมทำเป็นบึ้งตึงหงุดหงิดใส่เธอก็เพราะผมอายและกลัวเธอจะรู้ว่าผมแอบชอบ เธอทำให้ผมลืมเรื่องของมินไป
เลย เด็กสาวที่ชอบยิ้มและร่าเริงอยู่ตลอดเวลาแต่ทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่างชอบทำตัวเด็กไม่รู้จักโต ไม่มีความคิดที่
เป็นผู้ใหญ่เลยสักนิดและนี้แหละมั้งอาจจะเป็นเสน่ห์ดึงดูดของเธอที่ทำให้ผมเกลียดตั้งแต่แรกเห็นจนสุดท้ายผมก็
ทนไม่ไหว..
"และอะไรหรอ" ลุงแกเขย่ามาที่ไหล่ผม ทำให้ความคิดของผมที่เตลิดเปิดเปิงไปกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"เอ่อ..และ และเพื่อนอีกคนค่ะ แล้วก็มีคุณลุงที่เป็นตำรวจอีกสองคนเป็นญาติของเพื่อนปาย"
"อ๋อ.."
ในขณะที่ความเงียบก่อตัวขึ้นผมก็เหลือบไปเห็นกระป๋องสีพร้อมกับแปลงวางอยู่ข้างๆห้องที่เป็นประตูขึ้นมาสู่ด่าน
ฟ้านี้ ซึ่งดูแล้วเหมือนมันจะถูกล๊อกเอาไว้จากด้านใน ผมเกิดไอเดียอะไรขึ้นบางอย่างก่อนจะวิ่งไปหยิบกระป๋องสีและ
วิ่งไปพื้นที่ที่มันโล่งๆ
"เราจะเขียนข้อความของความช่วยเหลือค่ะ"
"ห๊ะ"
"จะเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดีค่ะ" ฉันถามขึ้นอีกทีเมื่อเห็นว่าลุงแกมีสีหน้าเหมือนงงๆ
"ก็ปายเห็นในหนังเค้าเอาสีมาเขียนข้อความช่วยเหลือบนหลังคาบ้าง บนพื้นที่ว่างของด่านฟ้าบ้าง เผื่อมีเครื่องบิน
หรือเฮลิค๊อปเตอร์ผ่านมาเค้าจะได้รู้ว่ามีคนรอดชีวิตอยู่ที่นี้ไงค่ะ"
"อ๋ออออออ งั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษดีกว่า สั้นดีไม่เปลืองสีด้วย" ว่าแล้วลุงแกก็ยิ้มอย่างปลื้มปิติอะไรสักอย่าง
ผมกับลุงแกช่วยกันเขียนข้อความนั้นจนเสร็จก่อนที่ฟ้าจะมืด และนั้นมันยิ่งทำให้ผมเหนื่อยและหิวมากๆซึ่งลุงแกเอง
ก็มีสภาพไม่ต่างไปจากผมสักเท่าไหร่
"ลุงค่ะ ปายไม่ไหวแล้ว"
"ทนหน่อย เราเขียนข้อความไว้แล้วเดี่ยวก็มีคนมาช่วย.."
พูดยังกะนิยายไปได้ พอเขียนปุ๊ปจะให้มีเฮลิค๊อปเตอร์พร้อมทหารลงมารับเราเลยรึไง โถ่.. อีกอย่างมันจะมืดแล้วด้วย จาก
บนท้องฟ้ามองลงมาคงไม่เห็นตัวหนังที่เราเขียนหรอก ผมหมดหนทางจนปัญญาคิดอะไรไม่ออกแล้วจริงๆสภาพเหมือน
คนขาดน้ำขาดอาหารมาหลายปี ปากซี๊ดตัวสั่น เหงื่อไหลท่วมตัว นี้ถ้าชาติหน้ามีจริงขออย่าได้เกิดมาเป็นคนเลยนะถ้าจะ
มาลำบากเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายขนาดนี้
เธออยู่ที่ไหนนะเอิง......


ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!!!! ปัง! ปัง! ปัง!!!!!
มีคนกำลังพยายามพังประตูด่านฟ้าออกมา! ผมได้ยินทั้งเสียงปืนและเสียงพังประตู!!
นี้ยังมีคนรอดชีวิตอยู่อีกหรอเนี้ย!!! ผมพยายามลืมตาและใช้แรงเฮื้อกสุดท้ายวิ่งไปที่ประตูนั้นและทันทีที่ผมวิ่งไปถึง
ประตูนั้นก็ถูกพังออกมาพร้อมกับร่างคนคนนึงซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นผู้หญิง ผมกับเธอจึงช่วยกันดันประตูให้ปิด
ไว้เหมือนเดิมอย่างทุรักทุเร เพราะตอนนี้ได้มีพวกซอมบี้ฝูงใหญ่พยายามจะดันประตูออกมาเช่นกันและก่อนที่พวกเราจะด้าน
มันไว้ไม่ไหวนั้น ปึ้ง! คุณลุงที่อยู่กับผมแกเอาแรงมาจากไหนไม่รู้ผลักประตูให้ปิดเข้าจนได้ภายในทีเดียวพร้อมกับลงกอน
ล๊อกจากด้านนี้ ทำให้ได้ยินแค่เสียงพวกมันที่พยายามจะพังประตูเข้ามาเท่านั้น...
"พี่ปายๆ!!" ผมได้ยินเสียงใครคนนึงร้องเรียกชื่อผม ก่อนที่ตาผมจะปิดและล้มลงไปนอนกองกับพื้น

ทุกอย่างมืดไปหมด ความเงียบทำให้ดูเหมือนว่าผมอยู่คนเดียวที่ไหนสักแห่ง...

"พี่ปายค่ะ" เสียงนั้นเรียกผมอีกแล้ว!!
นี้ผมยังไม่ตายใช่ไหม!! ผมพยายามเบิกเปลือกตาอันหนักอึ้งนี้ขึ้นให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้จนทำให้มองเห็นภาพเห็นตรงหน้าได้
อย่างชัดเจน..
"เอิง!!"

+++++++++++++++++++++++++

ZOMBIE OUTDISTANCE 18

Chapter 18





แฮ่กๆ ผมที่วิ่งตามหลังคนอื่นมานั้นถูกพวกมันตัวนึงกระโจนเข้าใส่จนล้มลงกระแทกพื้นตีลังกาไปหลายตลบ!
ก่อนที่ผมจะใช้ปืนอันหนักอึ้งกระบอกนี้จ่อไปที่ค้างของมันแล้วจัดการระเบิดสมองมันซะ จนผมสามารถเอาตัว
รอดมาได้ แต่ก็ต้องพลัดหลงจากพวกเขาอยู่ดี
แต่ถึงกระนั้นผมก็หวังว่าพวกเขาทุกคนจะปลอดภัยดี...
ผมวิ่งหลบพวกมันหลายตัวจนหลงเข้ามาในอาพาร์ทเม้นแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าที่เรียกได้ว่าเป็นฐานทัพของ
พวกเรามากนัก ผมอยู่ในห้องที่ดูเหมือนเป็นออฟฟิตขนาดเล็กที่มีคอมพิวเตอร์และเอกสารกระจัดกระจายกันอยู่
เต็มไปหมด พร้อมกับคราบเลือดที่ไหลเป็นทางยาว ความสยดสยองน่าเกลียดน่ากลัวที่ก่อนน่านี้เคยทำให้ผมกลัว
แต่ตอนนี้กลับทำให้ผมเริ่มจะชินกับมันเข้าไปทุกที
ผมรู้สึกเจ็บที่แขนตรงแผลที่เกิดอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ มองดูก็พบว่าผ้าก๊อตที่เคยปิดมันอยู่ได้หลุดหายไป
เหลือทิ้งไว้แต่คราบเลือดสดๆที่ไหลลงเป็นทางและไม่รู้ทำไมผมถึงได้เอาแต่คิดถึงแต่ยัยนั้นนะ!
ผมตัดสินใจทิ้งปืนที่อดทนแบกมันมาตลอดทิ้งไปเพราะลูกกระสุนนัดสุดท้ายที่เหลือถูกใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้
ผมมองดูตัวเองที่ตอนนี้มีแค่มีดสั้นสองเล่มและแม๊กส์กระสุนปืนที่แหนบอยู่ที่เอวจำนวนหนึ่งกับโทรศัพท์มือถือ..

ผมชักมีดสองเล่มนี้ออกมาก่อนจะเตรียมตัวลุกเดินเพื่อหาทางออกไปจากที่นี้  เอออออ!!!!!!
เสียงพวกมันตัวนึงดังขึ้นในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก และทันใดนั้นเอง!! มันก็วิ่งกรู่มาบีบที่คอของผมพร้อมกับอ้าปากกว้างกะจะง้าบคอ
ผมให้ได้ ผมจึงได้แต่ใช้มีดที่ถืออยู่แทงไปที่ท้องของมันหลายทีแล้วทีบมันออกจนล้มลงนอนราบไปกับพื้นก่อนที่ผม
จะง้างมีดสุดแขนกระโจนเข้าไปแทงที่สมองของมันเต็มๆในชั่วพริบตา..
ผมได้แต่นั่งหายใจหอบอีกรอบก่อนเฝ้าพิจารณาถถึงรูปลักษณะของซอมบี้ตัวนี้ คนนี้น่าจะเป็นรปภ.
ชุดที่เขาใส่เป็นชุดสีกากีแถมมีกระบองเหน็บอยู่ที่เอวด้วยและนั้นเองมันทำให้ผมฉุกคิดขึ้นได้ทันที
ผมรีบเก็บมีดเข้าไปในปลอกของมันเหมือนเดิมและเริ่มทำการค้นไปที่ตัวเขาและเจอจริงๆด้วย
ปืน!
ปืนสั้นชนิดหนึ่งที่ผมรู้จักดีเพราะมันสามารถใช้ได้กับลูกกระสุนทั่วไปและกระสุนที่ผมมีอยู่ เป็นความโชคดีอย่าง
บอกไม่ถูก ผมชักแม๊กส์ออกมาดูและก็พบว่ามันยังไม่เคยถูกใช้มาก่อนเพราะลูกกระสุนยังเหลือเต็มแม็กส์

ตู๊ด! ตู๊ด! ตู๊ด! ตู๊ด!
ผมพยายามโทรหาเพื่อนแต่ไม่ก็สามารถติดต่อได้เลย พอมองผ่านกระจกบานเกร็ดจากในนี้ไปสู่ถนนด้านหน้า
ก็พบว่ามีพวกมันยั่วเยี้ยเต็มไปหมด คิดว่าคงต้องหาทางออกทางอื่น...

++++++++++++++++++++++
อีกฝั่งนึง..
"โธ่เว้ย ติดต่อยังไงก็ติดต่อไม่ได้!!" สาวหล่อมาดเท่ห์น่าตาดีกำลังโวยวายให้กับโทรศัพท์ที่เขาพยายามกดปุ่มโทรออก
แล้วโทรออกเล่าก็ไม่สามารถติดต่อได้ก่อนที่เด็กสาววัยน่ารักผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นคนรู้ใจของเขาเข้ามาปลอบทันที
"ใจเย็นก่อนซิค่ะพี่บอล เชอร์รี่ว่า.."
"เอิง! ทำใมถึง.." เขาเอ่ยถามขึ้นทันทีอย่างกังวล
"เอิงก็ไม่รู้ค่ะ เอิงขอโทษ" ยังไม่ทันจะพูดจบสาวร่างเล็กอกตรึมก็รีบพูดขึ้นอย่างสำนึกผิดทันทีพร้อมยก
มือพนมขอโทษขอโพยยกใหญ่
"เฮ้อ!!" เสียงถอนหายใจฟืดฟัดของเขาทำเอาคนที่นั่งล้อมวงอยู่ไม่ห่างนักถึงกับร้อนรนไปด้วย
"เอิงจะไปตามหาพี่ปายเองค่ะ!!"
"............................." ทุกคนเงียบไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมา
"ให้เอิงไปเถอะนะค่ะ ขอร้อง"
คำพูดออ้อนวอนชวนเห็นใจนี้ทำเอาสาวมาดเท่ห์เจ้าของอารมณ์หงุดหงิดต้องหันไปขอความคิดเห็นจากชาย
ฉกรรน์ท่าท่างเป็นมิตรทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะพยักหน้าตอบรับ
"แล้วรู้หรอว่าจะไปตามที่ไหน"
"เอ่อคือ.."

และทันใดนั้นเอง!!
ซี่ ~ ซี่ ~ 'มีคะ..ครายอยู่มะ...หมาย' เสียงขาดๆหายของวิทยุสื่อสารดังขึ้นจากเอวของสาวหล่อมาดเทห์เจ้าของอารมณ์หงุดหงิด
"ไอ้ปายมึงยังไม่ตายใช่ไหม!!" และทันทีที่แน่ใจว่าเป็นเสียงเพื่อนรักของตนเขาจึงเอ่ยถามสารทุกสุกดิบอย่างร้อนรน
'เอ้อ สบายดีแต่กูติดอยู่อา...พา..เม้น ซี่~ ตรงถนนหน้าม..เมืองหว่ะ ซี่~ มะมีพวกมันเต็มปะ..โม..' เสียงสัญญาณ
ขาดๆหายนั้นตอบกลับมาทำให้เขารู้จุดที่เพื่อนรักอยู่ได้ทันที
'เอ่อๆรอที่อยู่นั้นนะ กูจะไปช่วยมึงเดี่ยวนี้!'
"ซี่~ วะ... งะ... นะ ซี่~ .."
"เอ่อ.. ฮัลโหลๆ ตอบด้วย ปายๆ ตอบด้วย!! โถ่เอ้ย สัญญาณหายไปแล้ว เดี่ยวบอลไปตามปายเอง" เขาพูดขึ้นอย่างหัวเสียก่อนจะลุกขึ้นทันควัน
"ไม่นะพี่บอล เอิงจะไปเอง ขอร้อง พี่บอลต้องอยู่ที่นี้คอยดูแลเชอรี่และทุกๆคนนะ ได้โปรดให้เอิงไปเถอะ!!"
สาวร่างเล็กอกตรึมพยายามอ้อนวอนอีกครั้งอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยท่าทางที่ตั้งใจแน่วแน่ยิ่งนักราวกับว่าต่อให้ตายก็ต้องทำให้ได้ จนทำให้
คนที่ถูกอ้อนวอนนั้นถึงกับถอดสีหน้ายอมแพ้อย่างจนใจ แต่ก็ยังไม่วายที่จะอดเป็นห่วงโดยพูดกำชับพร้อมจับไปที่ไหล่สองข้างของเธอด้วย
สายตาจิงจัง "จำไว้นะ ทำยังไงก็ได้พยายามเอาตัวรอดไปถึงไอ้ปายให้ได้จากนั้นพี่เชื่อว่ามันจะพาเรากลับมาที่นี้ได้อย่างปลอดภัยเอง"
"ค่ะ เอิงเข้าใจแล้ว"
"ดีมาก งั้นไปเตรียมตัวได้แล้ว"

ไม่นานนักสาวร่างเล็กอกตรึมก็กลับมาพร้อมเป้สะพายใบใหญ่ใบเก่า
"พี่ขอคุยด้วยหน่อย" สาวสวยน่าตาใสซื่อบริสุทธิ์ในชุดนักศึกษาเดินเข้ามากระซิบกับเธอเบาๆพร้อมกับดึงแขน
เธอไปยังมุมที่ลับสายตาคน
"พี่แจมมีอะไรรึป่าวค่ะ"
"เรื่องที่เราคุยกันไว้ก่อนหน้านี้ เอิงจำได้ใช่ไหม"
"จำได้ขึ้นใจเลยละค่ะ แต่ก็ต้องขอโทษพี่อย่างแรงนะค่ะเพราะเอิงคงไม่สามารถทำตามที่พี่ขอได้ ขอตัวนะค่ะ"
สาวเจ้าตัวรีบตัดบทก่อนจะเดินชนไหล่เบาๆของหล่อนออกไป
"นี้เธอ!!" เพี้ย!!  สิ้นคำพูดเล็กๆของสาวซื่อคนนี้หล่อนกระชากแขนคนที่กำลังจะเดินจากไปอย่างไม่ใยดีให้หันกลับ
มาอย่างรวดเร็วแล้วประทับฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าของเธอเต็มๆ ทำให้คนที่โดนตบถึงกลับเอี่ยวตัวไปตามแรงตบอย่าง
ไม่ทันระวังตัว แต่ก็ไม่ถึงกับล้ม ได้แต่จับไปที่แก้มตัวของเองก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน
"ถึงเอิงจะยอมหลีกทางให้พี่แต่โดยดี แต่เอิงก็เชื่อว่าพี่ปายไม่มีทางเลือกคนอย่างพี่แน่นอนค่ะ ครั้งนี้เอิงจะไม่เอาคืน
แต่คราวต่อไปถ้าพี่เตะต้องตัวเอิงอีกเอิงจะเอาคืนให้พี่เจ็บปวดมากกว่าที่พี่ทำกับเอิงเป็นร้อยเท่า!"
"นี้เดี๋ยว!!" ทันทีที่สาวน่าซื่อจะเข้าถึงตัวคนที่ทำให้หล่อนเจ็บช้ำได้อีกครั้งก็พบว่ามีปืนกระบอกนึงได้จ่อมาที่คอของ
ตัวเองเรียบร้อยแล้วทำให้เจ้าตัวถึงกับหยุดชะงักการกระทำนั้นลงทันที
"ขอตัวจริงๆนะค่ะคราวนี้!!"
เมื่อเห็นคนที่กำลังคิดปองร้ายตัวเองได้หยุดการกระทำลงสาวร่างเล็กที่พึ่งโดนตบไปหมาดๆนั้นก็หันหลัง
เดินจากไปพร้อมกับเก็บอาวุธพกของตัวเองเข้าที่อย่างรวดเร็ว ทิ้งให้อีกคนยืนเก็บอาการเคียดแค้นอย่างหาทางออกไม่ได้อยู่คนเดียว

"พร้อมนะ" สาวหล่อมาดเทห์พี่ใหญ่สุดในงานถามกำชับอีกที
"พร้อมที่สุดค่ะ" คนถูกถามพูดพร้อมรอยยิ้มที่แสดงออกมาว่าตื่นเต้นและดีใจสุดๆ
ไม่นานนักเขาก็อธิบายเส้นทางหลักและเส้นทางหลบหลีกให้กับเธอเพื่อให้ไปถึงตัวเป้าหมายของพวกเขาได้
ปลอดภัยและกลับมาอย่างมีชีวิตโดยเร็วที่สุด
"พี่ฝากเราด้วยนะบอกมันด้วยว่าพี่รักมันมาก"
"เอิงก็เหมือนกันค่ะ.." เธอตอบกลับแบบไม่เต้มเสียงด้วยใจที่รู้สึกเป็นห่วงมากมาย
"พี่เอิง เอ็มขอไปด้วยได้ไหม!" และอยู่ๆก็มีสาวผมสั้นซอยน่าตาน่ารักกรู่เข้ามาถามแทรกขึ้นทันที
"น้องเอ็มฟังพี่นะ ข้างนอกนั้นมันอันตรายมากพวกเราไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว อยู่ที่นี้รอพี่กลับมานะ" เธอ
หันกลับไปจับสองไหล่ของเขาและอธิบายเหตุผลด้วยท่าทางที่จริงจังจนเขาต้องจำใจยอมทำตามทั้งที่ไม่อยากทำ
"ขะเข้าใจแล้วครับ" เขาพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าตาน่าสงสารก่อนที่เธอจะลูบหัวเขาเบาๆและยิ้มเพื่อให้กำลังใจ
"เอ็มรักพี่เอิงนะ!!" ทันทีที่พูดจบเขาก็โผลเข้ากอดเธอทันที ทำเอาคนที่ถูกสวมกอดเข้ากระทันหันนั้นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
"อะฮืม ไปได้แล้วมั้งเดี่ยวมันจะค่ำ นี้ก็บ่ายสองแล้ว" พอดีกับเสียงห้าวๆดังขึ้นขัดจังหวะทำให้สาวผมซอยผละตัวออกทันที

"พร้อมนะ!!" เสียงกำชับดังขึ้นอีกทีพร้อมกับที่เธอขวักปืนขึ้นมาถือไว้อย่างมาดมั่นก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างมั่นใจ
ครื่น!!!! เสียงประตูฉุกเฉินบานใหญ่ถูกดันออกอีกครั้งพร้อมกับร่างสาวน้อยผู้กล้าหาญที่พาตัวเองออกมาจาก
ที่หลบภัยเพื่อจุดประสงค์ที่หวังจะไปช่วยคนที่ตัวเองรัก...

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ZOMBIE OUTDISTANCE 17

Chapter 17




"งั้นหลีกทางให้พี่นะ!!!!"
คำพูดนี้ทำให้หน้าฉันลุกเป็นไฟและเกลียดยัยนี้เข้ากระดูกดำขึ้นมาทันที หล่อนเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้ ฉันกับคนที่ฉัน
รักร่วมฝ่าฟันอะไรมาด้วยกันตั้งหลายอย่าง เฉียดตายมาก็หลายครั้งอยู่ๆจะมาพูดว่าให้หลีกทางให้ง่ายเนี้ยนะ ถึงฉันจะไม่ค่อยพูด
 ไม่แสดงกิริยาห่ามๆออกไปก็ใช่ว่าจะมาหยุดฉันได้นะ เธอรู้จักฉันน้อยไป..
"เอิงก็ไม่ได้ขวางทางอะไรพี่นี้ค่ะ"
"ไม่นะ พี่รู้ว่าเราคิดยังไง" หล่อนพูดพร้อมจับมาที่แขนของฉันอย่างแรงและส่งสายตามารยาจริตออกมาทันที
นี้คงเป็นนิสัยและธาตุแท้ของเธอจริงๆละซินะและก็คงจะไม่มีใครที่มองออกนอกจากฉัน
"โอ๊ยพี่เจ็บนะ!" เธอตะโกนขึ้นพร้อมกับสบัดมือของตัวเองออก ทำเอาฉันงงเป็นไก่ตาแตกว่าหล่อนคิดจะทำอะไรของหล่อนกันแน่
"เกิดอะไรขึ้น!" เสียงพี่ปายดังขึ้นในระยะที่ไม่ไกลกันนัก พลันกับที่ยัยนั้นวิ่งกรู่เข้าไปเกาะแขนเขาทันทีแล้วทำทีเหมือน
ฟ้องอะไรสักอย่างให้เขาฟังอย่างเคร่งเครียด
"นี้เธอคิดจะทำอะไรของเธอ บอกไว้เลยนะ มันไม่ได้ผลหรอก!" เขาเดินมากระแทกเสียงใส่ฉันแล้วเดินกลับไปให้ยัยนั้น
เกาะแขนไว้อย่างเดิม
ฉันที่ตอนนี้เหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรงค่อยๆนั่งทรุดลงอย่างช้าๆ พร้อมกับสายตาเหยียดหยั่นของยัยนั้นที่มองมา..
'ป่าว!!...ฉันไม่ได้ยอมแพ้ แค่หมดแรงไปชั่วขณะเท่านั้น เพราะไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วได้ถึงเพียงนี้'
"พี่เอิงเกิดอะไรขึ้นหรอ ทำใมอยู่ๆพี่ไปหาเรื่องเค้าอย่างนั้น" นั่นไง ขนาดไอ้เจ่านี้ยังมองฉันเป็นแบบนั้นเลย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีเหตุ
ผลมากกว่าอิตาบ้านั้น ที่ยังรู้จักมาถามฉันก่อน
"คือมีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยจ๊ะ ไม่มีอะไร" ฉันตอบออกไปแล้วยิ้มก่อนจะกระดกน้ำในขวดดื่มอย่างกระหาย
ฉันชักอยากจะตบยัยนี้ขึ้นมาซะแล้วละซิ..

เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆจนเราเริ่มรู้สึกว่าเบื่อที่จะอยู่ที่นี้แล้ว ฉันเห็นพี่ปายเดินวนไปวนมาอย่างร้อนล้น
"นี้ก็บ่ายมากแล้ว ถ้าวันนี้เรายังติดอยู่ที่นี้คงอดตายกันแหงๆ" เขาพูดพรางมองนาฬิกาข้อมืออย่างกระสับกระส่าย
"ใช่ โทรศัพท์!" เขาพูดก่อนจะเดินตรงมาที่ฉัน "ขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหม" เสียงเขาเร่งรีบมาก
"มีค่ะแต่แบตหมดทั้งวิทยุสื่อสารและโทรศัพท์ แต่เอิงยังเตรียมมาสำรองอีกเครื่องค่ะ" ว่าแล้วฉันก็ยื่นอีกเครื่องที่ยังเหลือพอใช้
งานได้ให้เขา
"ให้ตายซิ คลื่นก็ไม่มี" เขากระแทกเสียงออกมาด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดสุดๆหลังจากพยายามจะใช้มัน
"เอ็มว่าเราลงไปทางเดิมแล้วสู้กับพวกมันดีไหมฮะอาจจะรอดได้มากกว่าอยู่บนนี้" น้องเอ็มเสริมขึ้น
"ตายเร็วกว่าอยู่บนนี้ละซิไม่ว่า คิดได้ไง พวกมันมีเป็นร้อย แต่ละตัวขนาดใหญ่กว่าสมองเราอีก" เขาค้านทันทีและเดินไปเดินมา
อยู่ประมาณสองสามรอบก่อนจะพูดออกมาเสียงดัง "เฮ้ยนั้น!"

เขาพยายามปีนขึ้นไปยังป่องช่องแอร์ที่อยู่บนผนังเหนือหัวเราและในที่สุดเขาก็เปิดฝามันออกได้ก่อนจะทิ้งตัวลงมายังโต๊ะเอกสารที่
ใช้ปีนขึ้นไปในตอนแรกพร้อมกับค้นหาอะไรบางอย่างอย่างรีบเร่ง เขาหยิบกระดาษแผ่นนึงขึ้นมาแล้วเพ่งพินิจพิจารณาอย่างเป็น
จริงเป็นจัง
"เอาล่ะทุกคน เราจะออกไปตามช่องแอร์นี้ มันสามารถทะลุขึ้นไปยังถนนด้านบนได้และเหมือนเดิมนะ ฉัน แจม เอ็มแล้วก็เอิง"
เขาพูดพร้อมกับพับกระดาษแผ่นนั้นเข้าในกระเป๋ากางเกงก่อนจะพยายามปีนขึ้นไปบนช่องนั้นอีกครั้งโดยไม่สนใจว่าพวกเรา
อยากจะทำตามรึไม่
ในช่องแอร์แห่งนี้มันมีขนาดพอดีกับตัวเราเป๊ะเลย เราต้องค่อยๆคลานตามกันไปอย่างช้าๆโดยมีพี่ปายอยู่หน้าสุดต่อมาก็เป็นยัย
แจมน้องเอ็มและก็ฉัน ในนี้มันแคบๆอับๆไม่น่าอยู่แต่โชคดีที่ยังไม่เหม็นเท่าไหร่

ปู๊ดดดดด!!
เสียงนี้มันคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน และไม่นานนักกลิ่นก็เริ่มโชยมาเตะจมูกโด่งๆของฉันอย่างจัง
"เอ่อ.. ใครมีผ้าปิดจมูกก็สวมซะนะ" พี่ปายพูดแบบกลั้นหัวเราะ
ใช่แล้ว มันเป็นเสียงและกลิ่นตดของอิตาบ้าไร้มารยาทคนนี้เอง ที่ว่าคุ้นๆก็เพราะมันโดนฉันเต็มๆตอนที่นอนอยู่บนด่านฟ้าของ
ตึกที่ไปช่วยพวกนี้ไงหล่ะแต่ตอนนั้นฉันไม่กล้าพูดกลัวเขาจะอาย แต่ตอนนี้นะซิ อยากกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอด... อี๊!!!

จากนั้นพวกเราก็คลานมาเลื่อยๆได้สักพัก
โอ๊ะ! หัวฉันโดนเท้าของน้องเอ็มเต็มๆ ฉันที่มัวแต่มองกลับหลังว่าเรามาได้ไกลแค่ไหนแล้วไม่ได้ดูว่าข้างหน้าเค้าจะหยุดกระทันหัน
"เอ็มของโทษพี่เอิง ข้างหน้าพาหยุดอ่ะ" เขาเอี่ยวตัวมาขอโทษฉันยกใหญ่
"แป๊ปนึงนะทุกคน พอดีเจอทางแยก" พี่ปายตะโกนบอกเราทุกคนพร้อมกับหยิบกระดาษขึ้นมาดูมั้ง ฉันได้ยินเสียงแบบนั้น
"เอ่อ..ซ้ายขวา ซ้ายขวาดีว่ะ เอิงเอยเน่าช่วยพี่ดูหน่อย" ว่าแล้วเขาก็ส่งกระดาษแผ่นนั้นผ่านยัยแจมและน้องเอ็มมาให้ฉัน
ตายหล่ะหว่า!! อย่างนี้มาฆ่ากันเลยดีกว่าไหม
"ไง ไปทางไหน" เขาตะโกนกลับมาอีกที
"เอ่อ.. แปปนึงนะค่ะ" ฉันพยายามกวาดสายตามองไอ้แผนผังท่อระบายน้ำแห่งนี้ มันมีเส้นอะไรก็ไม่รู้พาดเรียงกันมั้วไปหมดจน
ฉันดูไม่ออกจริงๆว่าไปทางไหน ว่าง่ายๆคือดูไม่เป็นนั้นแหละ - -"
ทำใมต้องเป็นฉันด้วยนะที่ต้องเป็นคนตัดสินใจในเรื่องยากๆแบบนี้ ทุกทีเลย T~T
"ว่าไงหล่ะ!!"
"ขวาค่ะ!" อึ๋ย! ฉันตอบออกไปแบบยังไม่ทันได้คิด แต่ก็นะเป็นไงเป็นกันซิ ฉันไม่อยากโดนเขาประจานต่อ
หน้าคนพวกนี้อีกแล้วนี้นา
"แน่ใจนะ!"
"ค่ะ" ฉันตอบออกไปอย่างมั้นใจ ว่าแล้วเขาก็เลื้อยไปทางขวาอย่างรวดเร็วก่อนที่พวกเราจะคลานตามกันไป
"พี่ปายค่ะ อีกนานไหม" เสียงยัยนั้นดังขึ้นมาระหว่างการเดินทางโดยการคลานไปเรื่อยๆของพวกเรา
"นั้นซิ เราก็มาตามทางที่แผนที่บอก มันก็น่าจะถึงแล้วนะ!"
"เอ่อ..คือในแผนที่มันบอกว่าเราต้องคลานต่อไปอีกสักพักค่ะ" ฉันรีบพูดแทรกขึ้นทันทีก่อนที่เขาจะหันมาหาเรื่องฉัน
และไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา เฮ้อ.. โล่งไปที


โอ๊ยอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว! ฉันถอนหายใจออกมาอย่างดังหรือว่าฉันจะบอกทางผิดไปจริงๆ TOT ไม่น๊าาา พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหนูด้วย
หนูยังไม่อยากตาย เมื่อไหร่จะออกไปจากที่นี้ได้สักที!!!!!!!!
ฉันรู้สึกอยากจะร้องให้ขึ้นมาทันที
"เฮ้ยถึงแล้ว!!" พี่ปายตะโกนขึ้นทำให้ฉันต้องชะโงกคอขึ้นไปดูจนพบว่ามีแสงสว่างรำไรอยู่ตรงหน้าไม่ไกลนัก
พวกเราทุกคนพยายามเร่งจังหวะในการคลานเพื่อไปให้ถึงตรงนั้นให้เร็วที่สุด

"นั้นไงถึงแล้วห้างที่เป็นฐานทัพพวกเรา " พี่ปายพูดขึ้นก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมา "ฮัลโล พวกเรามาถึงฝั่ง
ตรงข้ามแล้วนะอยู่ในท่อระบายน้ำอ่ะ เตรียมตัวออกมารับด้วย" พูดจบเขาก็เก็บโทรศัพท์และโบกมือให้ใครสักคน
ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและแลซ้ายแลขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีพวกมันเดินเพ่นพล่านอยู่แถวนี้ "ทุกคนฟังนะ พอออกจาก
ช่องนี้ได้ปั๊ปก็รีบวิ่งไปยังประตูฉุกเฉินด้านข้างอาคารข้างหน้าเราทันทีเลยนะ มีคนรอรับพวกเราอยู่ เอาหล่ะ
เตรียมตัววิ่งให้พร้อมทุกคน!!" ว่าแล้วเขาก็ผลักตะแกรงเหล็กด้านหน้าออกอย่างแรง แล้วค่อยๆดึงตัวพวกเรา
แต่ละคนให้ออกมายังด้านนอก
แฮ่กกกก แฮ่!!!!!!!!!!!!!!!!     เสียงคุ้นๆเหมือนเป็นพวกมันดังมาแต่ไกล 
"วิ่งงงงง!!!!!" พี่ปายตะโกนขึ้น พวกเราทุกคนทำตามที่เขาบอกทันทีโดยมีฉันที่วิ่งนำหน้าเพื่อเป็นตัวอย่างใน
การโกยแน็บในครั้งนี้เพื่อไปยังด้านข้างของอาคารเข้าไปในตอกเล็กๆแคบทางที่ไปสู่ประตูฉุกเฉิน!
"วิ่งไปอย่าหยุด!!!" ฉันได้ยินเสียงเขาตะโกนตามหลังมาพร้อมกับเสียงปืนอีกหลายนัด
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! 

ใช่จริงๆด้วยข้างหน้าเรามีประตูเหล็กสีแดงขนาดใหญ่เปิดรอรับพวกเราอยู่โดยมีลุงเอียนและลุงหวังเป็นคน
ทำหน้าที่นั้นเหมือนเดิม

ปึ้ง! เสียงประตูถูกปิดตัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงหายใจหอบแฮ่กๆของแต่ละคน
"แล้วไอ้ปายหล่ะ ไอ้ปายอยู่ไหน!!!" เป็นเสียงของพี่บอลที่โวยวายขึ้น พลันให้ฉันต้องเหลียวกลับไปดูทันที
พี่ปาย เมื่อกี้เขาวิ่งตามพวกเรามานี้นา แล้วตอนนี้.... ไม่นะ!!!!!!!!

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ZOMBIE OUTDISTANCE 16

Chapter 16


กลุ่มของพวกเราพากันเดินลัดเลาะมาทางเก่า ทางที่ฉันกับพี่ปายใช้เดินมาก่อนหน้านี้และตึก!
ฉันชนเข้าจังๆกับหลังของน้องเอ็มอย่างไม่ทันระวังตัว เหมือนเขาจะหยุดเดินกระทันหัน แต่พอชะโงกหน้าออกไปดูก็
พบว่า คนที่หยุดเดินกระทันหันคือไอ้คนหัวแถวซึ่งส่งผลมาให้คนที่เดินตามหลังมาติดๆชนเข้าจังๆโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเป็นทอดๆ
"แจมดูนั่นซิ!" พี่ปายสะกิดยัยแจมนั่นให้ชะโงกออกไปดูอะไรบางอย่าง เจ้าตัวถึงกับทำตามทันทีก่อนจะหลับตาปี้ด้วยท่าทางดัดจริตยิ่งนัก
"อึ๋ย น่ากลัวอะพี่ปาย จะทำไงกันดี" > <"
"ทำใมถึงได้เยอะหมดไม่เป็นสักทีนะ เฮ้ย!!" พี่ปายสบถออกมาพร้อมกับเบิกตากว้างเหมือนเจออะไรบางอย่าง
"ฝาท่อน้ำทิ้งถูกเปิดทิ้งไว้ อะฮืม เหม็นมากกก!!" เขาพูดอีกครั้งหลังวิ่งไปชะโงกมองลงไปยังท่อระบายน้ำที่ถูดเปิดฝาทิ้งเอาไว้ไม่ไกลจากที่
พวกเรายืนอยู่นักและเขาควักมือเรียกพวกเราให้เข้าไปดูทันที
"ไงไหวไหม เราจะลงไปข้างล่างกัน!"
"อึ๋ย เหม็นมากอะพี่ปาย แจมได้ตายก่อนจะถึงฐานทัพพี่แหงๆ"ว่าแล้วสาวเจ้าตัวก็เอามือปิดปากปิดจมูกทันทีซึ่งก็ไม่ได้ต่างไปจากน้องเอ็ม
ก็ไม่แปลกหรอกนะ ฉันเองก็ได้กลิ่นแต่ไม่ได้จะดัดจริตขนาดนั้น ตัวขาวๆผมยาวๆร่างบางๆท่าทางเหมือนลูกคุณหนูขนาดนั้นสงสัยได้
ตายก่อนแหงๆตามที่พูดนั้นแหละ
"เอิงเอย ยังเหลือผ้าปิดจมูกอยู่ไหม!" ก่อนที่ฉันจะคิดอะไรไปเพลินๆก็มีเสียงเรียกฉันดังขึ้น
ฉันทำการค้นหาอยู่ครู่นึงก่อนจะยื่นให้เขา "อ่ะ เหลืออยู่สองผืน" เขารับผ้าจากมือฉันไปผืนนึงทันทีก่อนจะยกมันขึ้นเกี่ยวเข้ากับหู
ทั้งสองข้างของยัยนั้นแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ
หึ๋ยยยยยยย!!!!
"น้องเอ็มจ๋ามาพี่จะใส่ให้น๊า" ^^ ฉันกระชากน้องเอ็มให้หันมาแล้วรีบดึงมือน้องเค้าออกจากปากจมูกที่ถูกปิดไว้ก่อนจะทำ
เหมือนกันกับที่พี่ปายมันทำกับยัยนั้นเมื่อกี้ พอเสร็จแล้วฉันก็ทำเป็นยิ้มแป้นออกไปทันทีจึงได้รู้ว่าไอ้พี่ปายมันก็ทำตาเขียวมาทาง
ฉันอย่างเจ็บแค้นยิ่งนัก ฮาฮ่า

"เอ่อ..หน้าพี่มีอะไรติดหรอ??" ฉันชี้มาที่หน้าตัวเองเมื่อเริ่มรู้สึกว่าน้องเอ็มกำลังจ้องฉันเขม็นแม้จะเห็นเพียงแค่เพียงดวงตา
ฉันก็รับรู้ได้ถึงความสงสัยที่เขามีต่อฉัน..
เขาได้แต่ส่ายหัวไปมาแทนคำตอบก่อนจะเดินจากไปเพื่อชะโงกดูท่อน้ำที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้นี้เอง

+++++++++++++++++++++++++++++++

ฮึ๊บ ฮึ๊บ..
ฉันก้าวเท้าลงมาสู่พื้นเบื้องล่างสุดของเมืองก็ว่าได้ มันเป็นอุโมงท่อน้ำทิ้งที่มืดเอาการอยู่เหมือนกัน ฝั่งซ้ายมือเราเป็นทางเดินยาว
เพื่อไปทะลุที่ไหนก็ไม่รู้ ส่วนฝั่งขวามือเป็นธารน้ำเน่ามั้งเพราะมันโคตะระเหม็นเลย ทั้งชื้นแฉะ อับและอบอ้าว จะตายก่อนไหมเนี้ย..
ฉันพยายามเอามือปิดปากปิดจมูกแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักกะนิด
"ทุกคนโอเคนะ" พี่ปายหันกลับมาถามความพร้อมของพวกเราด้วยใบหน้าหยีๆ
"โอเอ/อ๊า/เออ(โอเค/ค๊า/อืม)" น้องเอ็ม ยัยแจมและฉันตอบรับไปพร้อมกัน
"เธอ! ได้โปรดอย่าทำให้ฉันเป็นห่วงได้ไหม ขอร้อง!" คุณชายปายเดินกลับมากระซิบใส่หน้าฉันด้วยสายตาชวนหาเรื่องอีกแล้ว
เขาพยายามปัดมือฉันที่ปิดปากปิดจมูกอยู่ให้ลงเป็นเป็นปกติ "ปืนหน่ะพยายามถือให้มั่น เธออยู่ท้ายสุดระวังไว้ด้วย!" เขาย้ำอีก
ทีก่อนจะเดินผ่านสองสาวที่กำลังงุนงงเพื่อกลับไปอยู่หน้าแถวอย่างเดิมพร้อมท่าเตรียมอาวุธแล้วออกเดินทาง..

ก้าวทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้านั้น เขาใช้มันอย่างระมัดระวังสุดๆ
"โถ่เอ้ย มืดชะมัด"เขาอุท่านออกมาอย่างหัวเสีย
"เอิงมีไฟฉาย!" ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ก่อนจะทำการค้นหาของสิ่งนั้นในเป้สัมภาระที่น้องเอ็มเป็นคนพายก่อนจะยื่นให้เขาไป มันเป็นไฟฉาย
ขนาดพกพาเล็กๆ แต่มันแปลกตรงที่ฉันใช้งานไม่เป็นเพราะลุงเอียนเป็นคนยัดใส่กระเป๋าให้แล้วบอกว่าเป็นไฟฉายก็แค่นั้น
"เฮ้ย เจ๋งอ่ะ เธอนี้มีประโยชน์กะเค้าเป็นด้วยหรอ ฮ่าฮ่า" เขาพูดอย่างร่าเริงก่อนจะติดมันเข้ากับตัวปืนของเขาแทนแท่งเลเซอร์อันเก่า
"ฮู เจ๋งหว่ะ" ฉันได้แต่อุทานตาโตมองสิ่งมหัศจารรย์ที่เขาพึ่งสร้างเสร็จ
"นี้ของเธอก็ใช้ได้นะ" เขาเดินมาหยิบไฟฉายอีกอันที่ฉันถืออยู่ในมือพร้อมกับติดมันเข้ากับปืนของฉันก่อนจะยื่นแท่งเลเซอร์
อันเก่ามาให้ฉัน "อันนี้ก็สำคัญเก็บไว้ให้ดี" พูดแล้วเค้าก็จับมาที่หัวฉันเบาๆเหมือนพี่หยอกน้องพร้อมรอยยิ้มที่น่ารักชวนให้หลงไหลเหลือเกิน
ฮ่าฮ่า ตอนนี้ปืนฉันกลายเป็นไฟฉายที่ไม่ว่าจะเล็งไปทางให้ทางนั้นก็สว่างเจิดจรัส ฉันกำลังเพลินกับของเล่นใหม่ด้วยอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
นายจะรู้รึป่าวน๊าว่านายคือไอดอลของชั้น....

"อี่เอ่อากเอยอ่า" น้องเอ็มหันมาพูดอะไรก็ไม่รู้ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ฉัน ชมใช่ไหม?.. ฉันจึงได้แต่ทำคิ้วขมวดเพราะงงกับท่าทางของน้องเค้า
และดูเหมือนว่าเขาคงจะรู้ว่าฉันไม่เข้าใจในคำพูดจึงได้แง้มผ้าปิดจมูกขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่จะได้พูดชัดๆแล้วปิดมันลงอย่างเดิม
"พี่เท่ห์มากครับ" ^^~
แหมๆไม่บอกก็รู้ คนมันสวยอ่ะนะ ใครจะมาเฟอเฟคเท่าฉ๊านเป็นทั้งคุณหมอเป็นทั้งมือปืนสาว โฮ๊ะๆ > <
ฉันรู้สึกภูมิใจในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าตัวเองดูภูมิฐานละเท่ห์ม๊ากกกอย่างที่น้องเค้าบอกนั้นแหละ
"เป็นอะไรยัยเน่า ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่!" อยู่ๆพี่ปายก็พูดขึ้นเรียกเอาสติฉันคืนมา
พวกเราหยุดพักระหว่างทางเพื่อผ่อนคลายความล้าหลังจากที่ทนเดินท่ามกลิ่นเหม็นอับในอุโมงท่อระบายน้ำมาได้พักนึง
ฉันได้แต่ทอดสายตามองไปข้างหน้ามันซึ่งมันเป็นทางยาวไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน

"พี่เอิงระวัง!!!!!!" น้องเอ็มกระโจนเข้ามาผลักฉันอย่างจังจนฉันต้องล้มถลาลงก้นกระแทกพื้นทั้งที่ยังไม่ได้ระวังตัว
ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก!  ผลั่ก!  ผลั่ก!
เสียงไม้เบสบอลกระแทกเข้ากับสิ่งมีชีวิตชนิดนึงหลายครั้งจนร่างนั้นแหลกคามือเลือดนองเต็มพื้น
ฉันเองที่ก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้นได้แต่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"พี่เอิงโดนมันกัดรึป่าว!!!" เขาพยายามเขย่าฉันอย่างแรง
"หลบไป!" พี่ปายกรู่เข้ามาทันทีและพยายามยกแขนชูขาของฉันเพื่อหาร่องรอยอะไรบางอย่าง
ฉันที่กำลังจ้องเจ้าสิ่งที่น่าเกลียดที่น้องเอ็มพึ่งทุบมันตายคามือไปเมื่อกี้อยู่อย่างไม่กระพริบตานั้น พยายามพิจารณาว่ามันคือตัวอะไร
"เอิง .. เอิง!!" พี่ปายพยายามเรียกฉันหลายทีโดยใช้สองมือของเขาโอบที่แก้มฉันเบาๆ
"เอ่อ..คือเอิงไม่เป็นไรค่ะ ไม่โดนอะไร ขอบคุณนะค่ะ" ฉันรีบพูดขึ้นเพื่อบอกให้ทุกคนหายห่วงท่ามกลางสายตาของใครอีกคนที่
ฉันรับรู้ได้ว่ากำลังเพ่งมองมาได้รังสีอำมหิตริษยา
ฉันเก็บปืนที่ร่วงลงพื้นอย่างไม่ได้ตั้งใจก่อนน่านี้และรีบลุกขึ้น แต่เอ๊ะ! ฉันรู้สึกเจ็บที่ก้นและลำตัวมากๆ จนทำให้ฉันไม่มีแรงที่จะ
ยืนได้นานๆ
"พี่เอิงไหวไหม" น้องเอ็มยังคงเอ่ยถามฉันอยู่เรื่อยๆ
"เป็นกับปลาด้วยหรอเนี้ย!" อยู่ๆพี่ปายก็เอ่ยขึ้น สายตาเขายังคงจ้องเจ้าสิ่งที่เราพึ่งฆ่าไปนั้น
"อะไรนะพี่" น้องเอ็มเอ่ยถามขึ้นทันที
"ก็ที่นายทุบไปเมื่อกี้มันปลา ปลาอะไรไม่รู้ แต่ขนาดตัวมันใหญ่มาก"
ใช่ ลักษณะลำตัวมันเท่าหมอนใบนึงเลยจากที่ฉันสังเกตุ
"มันเกิดอะไรขึ้นหรอน้องเอ็ม" ฉันพยายามถามเขาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"ก็ตอนที่พี่เอิงเหมออยู่ เอ็มเห็นเหมือนตัวอะไรลอยตามลำน้ำนี้มา แต่ไม่นึกว่ามันจะกระโดดโผล่พ้นน้ำมาเพื่อที่จะงับพี่อ่ะ เอ็มตกใจไม่รู้
จะทำยังไงเลยต้องผลักพี่ให้พ้นตรงนั้น เอ็มขอโทษนะ" ว่าแล้วเขาก็ทำน่าตาน่าสงสารขอโทษฉันใหญ่
"อย่าขอโทษพี่เลยค่ะ พี่เองซิต้องขอบใจเรา" ฉันตอบและมองไปยังไม้เบสบอลที่ตอนนี้มันเปื้อนเลือดไปทั้งด้าม
"เอ็มเป็นห่วงพี่เอิงมากนะ" คำพูดนี้ทำเอาฉันอึ้งไปสักพักเพราะสายตาที่เขามองฉันนั้นมันดูจริงจังจนฉันไม่กล้าพูดอะไรต่อ
"รีบๆไปเถอะ ในนี้ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่" พี่ปายพูดแทรกขึ้นก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อไป
"โอ๊ย! ไม่ไหว" ฉันพยายามจะก้าวเดินแต่ข้อเท้าฉันตึงและมันก็เจ็บเอามากๆ จนน้องเอ็มต้องมาพยุงฉันเอาไหว
"พี่เอิงไหวไหม"
"ไหนดูซิ" พี่ปายเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างเราและประคองฉันให้นั่งลงแล้วนวดเท้าฉันทันที "ข้อเท้าแพลง!" เขาพูดขึ้น
เบาๆและยังคงนวดเท้าฉันต่อ จนฉันรู้สึกเคลิ้มไปเลย
"อ่ะ เอาปืนนี้ไป ส่วนไม้เบสบอลให้แจมถือไว้" เขายื่นปืนพกของตัวเองให้น้องเอ็มแล้วเอื่อมตัวมากระชากปืนลูกซองที่ฉันพาย
ไว้ที่หลังมาตลอดแล้วชักลำเตรียมพร้อม
"ใช้ไม่ยาก เล็งแล้วก็เหนี่ยวไกล หนักหน่อยแต่เดี่ยวก็ชิน" เขายังพูดต่อ
น้องเอ็มรับปืนไปอย่างว่าง่ายในท่าทางเก้ๆกังๆเหมือนไม่ถนัด "นายไปอยู่ข้างหน้าดูต้นทาง ดูแลแจมด้วย ส่วนฉันกับยัยนี้จะอยู่
ระวังหลัง" ว่าแล้วเขาก็หันหลังย่อตัวลงเพื่อให้ฉันขึ้นหลังเขา "เร็วดิ๊ ถ้าเดินไม่ไหวก็ต้องขี่หลังไป สักพักเดี่ยวก็หาย" เขาย้ำอีก
ฉันเองก็ปฎิเสธใครไม่เป็นด้วยซิ เลยต้องจำใจทำให้เขาลำบากเลยแล้วกัน
"โอ้ นมใหญ่ใช่เล่นเลยนิ" คำพูดของเขาทำเอาฉันเขินจนไม่รู้จะมองไปที่ไหน จนต้องตบไปที่ไหล่ของเขาทีนึง
และคิดว่าคนอะไรตัวเล็กๆผอมๆ แต่ถึกชะมัด
"พี่ปายมีคนอยู่ข้างหน้า!!!!" อยู่ดีๆน้องเอ็มร้องลั่นหน้าตาตื่น พี่ปายจึงรีบเร่งฝีเท้าอย่างทุรักทุกเรเพราะแบกฉันอยู่เข้าไปหา
น้องเค้าอย่างรวดเร็ว
"ยิงมันเซ่"
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
สรุปคือไม่โดนคนพวกนั้นเลย วิถีกระสุนพุ่งไปด้านบนบ้างด้านล่างบ้าง
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อจากนี้ไอ้พี่ปายพาฉันจ้ำอ้าววิ่งตรงเข้าไปยังพวกมันทันที
'จะทำอะไรกันเนี้ย ฉันยังไม่อยากตายน๊าาา' ><  ฉันได้แต่หลับตาปี้คิดในใจว่าทำใมต้องพาฉันวิ่งเข้าไปใกล้พวกมันได้ขนาดนี้
บึ้ม! เสียงปืนลูกซองดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหวเพียงแค่นัดเดียว...
"โห สุดยอด!!" สิ้นเสียงอุทานของพี่ปายฉันลืมตาขึ้นทันทีภาพที่ปรากฎตรงหน้าทำเอาฉันตะลึงไปเหมือนกัน คือมีบุรุษเน่า
อยู่สามตนยืนจังก้าอยู่แบบไม่มีหัว! ก่อนจะคุกเข่าล้มลงไปนอนกองกับพื้นไปตามๆกัน มองไปรอบๆจะเจอชิ้นส่วนประกอบของ
สมองเกลื่นกลาดติดเต็มพนังและบริเวณแถวนั้นแลดูน่าขยะแขยงชวนให้อยากจะอ้วกยิงนัก
'นี้คือผลจากอนุภาพของปืนลูกซองหรอเนี้ยแรงโคตรๆนัดเดียวระเบิดหัวคนได้ถึงสามคน!'
"ลงก่อนได้ไหม" เขาบอกให้ฉันลงจากหลังก่อนที่เขาจะทำท่าทีเหมือนเจ็บเนื้อเจ็บตัว
จากเหตุการณ์เมื่อกี้มันทำให้สงสัยอยากรู้ว่าพวกนั้นตายจริงรึป่าวฉันจึงได้เดินเข้าไกล้ๆ
"เดินได้แล้วนิ"
"อ๊ะ จะจริงด้วย...แฮ่ะๆ" ฉันยิ้มและยอมรับออกไปตามความเป็นจริง ไม่รู้ตัวเองเหมือนว่าหายตั้งแต่เมื่อไหร่


"โอเคใช่ไหม" ฉันเดินเข้าไปจับไหล่น้องเอ็มเบาๆเพื่อถามความพร้อมเพราะฉันเห็นสีหน้าน้องเค้าซี๊ดมากมือที่ถือปืนอยู่นั้นก็สั่นไม่หยุด
คงจะตกใจตื่นกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้จนทำอะไรถูกละซินะ และทันใดนั้นเองเขาก็รีบตวัดตัวกลับมากอดฉันอย่างรวดเร็ว
"เอ็มไม่เคยเจอพวกมันใกล้ๆขนาดนี้เลยอ่ะ" เขาร้องให้สะอึกสะอื้นยังกับเด็กอนุบาลพรางกอดฉันแน่นเหมือนจะไม่มีวันปล่อย
"ใจเย็นนะ ไม่มีอะไรแล้ว"ฉันลูบหัวเขาด้วยความเห็นใจ ลูกคุณหนูอย่างเขาคงไม่เคยเจอเหตุการณ์ระทึกเฉียดตายแบบนี้มาก่อน
ฉันพยายามผลักเขาออกแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับเลย เขายังคงร้องให้อยู่อย่างนั้นท่ามกลางความรู้สึกของฉันที่เหมือนกำลังโดนใครสักคน
จ้องมองอยู่ด้วยสายตาที่ไม่พอใจนัก และก็จริงอย่างที่คิดฉันหันไปเจอสายตาที่สามารถฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็นได้จากไอ้พี่ปาย เขาจ้อง
มองฉันเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้ก่อนที่เขาจะนั่งลงแล้วพยายามนวดหลังให้ตัวเอง
"ตอนนี้เราหายกันแล้วนะ เมื่อกี้เอ็มก็ช่วยพี่ไว้" ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักเขาจนหลุดออกมาได้และลุกขึ้นทันทีกะจะไป
ช่วยพี่ปายที่ตอนนี้ดูเขาลำบากมากจากการที่ต้องเอี่ยวตัวเพื่อนวดตัวเองซึ่งมีฉันที่เป็นต้นเหตุ
"ม่ะพี่ปาย แจมนวดให้น๊ะ" ว่าแล้วสาวแจมก็รีบจ้ำอ้าวตัดหน้าฉันไปก่อนที่ฉันจะถึงตัวพี่ปายด้วยซ้ำ ทำให้ฉันต้องหยุดชะงักทันที
คราวนี้กลายเป็นสายตาของฉันเองที่จ้องเขาอย่างพิโรธในใจก็เจ็บแค้นยิ่งนักที่โดนยัยนี้ตัดหน้าไปซะได้ เหมือนเขาจะรู้ตัวว่าฉัน
มองอยู่ "เอ้อพอแค่นี้แหละ เรารีบเดินทางต่อดีกว่า" ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นแบกปืนเดินเลี่ยงๆศพพวกนั้นไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉันที่ต้องคอยประคับประคองอาการของน้องเอ็มไม่ให้จิตเตลิดเปิดเปิงไปนั้นได้แต่เก็บอาการและมองตามหลังพวกเขา
"อีกไกลไหมฮะพี่เอิง"น้องเอ็มถามขึ้นระหว่างทาง
"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ๊ะ"ฉันตอบแบบขอไปที
"หน้าตาพี่ไม่สู้ดีเลยนะครับ ยังเจ็บตรงไหนอยู่รึเปล่า"
"พี่ไม่เป็นไรแล้วละจ๊ะ พี่โอเค" ว่าแล้วฉันก็ยิ้มให้เขาไปทีนึง
"มีอะไรเล่าให้เอ็มฟังก็ได้นะเผื่อเอ็มช่วยได้"
".........." ฉันไม่ได้ตอบอะไรออกไปในใจได้แต่คิดถึงแต่ไอ้คนที่เดินอยู่ข้างหน้าสุดที่ไม่เคยแม้แต่จะสนใจหรือพูดดีๆกับฉันเลย

แกร๊ง! เสียงเหมือนใครแตะอะไรเข้าสักอย่างเพราะเราอยู่ในอุโมงเสียงมันเลยก้องและค่อนข้างมืด แม้แต่เสียงกระซิบยังได้ยินได้โดยทั่วกัน
ฉันจึงรีบหันไปดูถึงได้รู้ว่ายัยแจมนั้นดันไปสะดุดแตะเข้ากับท่อนอะไรสักอย่างสีขาวๆ เหมือนกระดูก! และทันใดนั้นเอง!!
จี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!
เสียงเหมือนหนูฝูงใหญ่กำลังตรงเข้ามาทางเรา
"ถอยไป!!!" เสียงพี่ปายตะโกนขึ้นก่อนจะวิ่งมาประชิดตัวฉันอย่างเร็วก่อนจะคว้าระเบิดที่เอวของฉันปลดสลักและคว้างไป
ทางกลุ่มพวกมันทันที!
บึ๊ม! เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนพวกเราต้องปิดหูและหาที่กำบัง เศษซากชิ้นส่วนพวกมันที่กระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วทำให้พื้น
ที่บริเวณนั้นทำให้รกไปด้วยเศษซากหนูตายเกลือนจนไม่มีที่ว่างให้ได้เดิน พี่ปายที่ทำตัวเป็นโล่กำบังพวกเราไว้
และนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่ฉันรู้สึกว่าถูกเขาโอบกอดอยู่..
สิ้นเสียงดังกังวานกลุ่มควันกลุ่มใหญ่เริ่มจะคลายตัวลงแต่ก็ยังไม่วายที่สัตว์ประหลาดพวกนั้นจะหมดไปมันยังคงวิ่งตรงมายัง
พวกเราอย่างไม่คิดชีวิต พี่ปายพยายามแบกปืนลูกซองที่หนักอึ้งอันนี้ขึ้นพยายามชักลำและยิงใส่พวกมันอย่างไม่ลดละ เขาพยายาม
อย่างหนักเพื่อไม่ให้พวกมันเข้ามาใกล้พวกเราไปมากกว่านี้ อีกคนคือน้องเอ็มเขาพยายามเล็งปืนไปที่พวกมันก่อนจะเหนี่ยวไกล
โดนบ้างไม่โดนบ้าง ส่วนยัยแจมก็ได้แต่ยืนง้างไม้เบสบอลขาแข็งทำอะไรไม่ถูก พวกมันมีจำนวนไม่น้อย ขนาดลำตัวของพวกมัน
เท่าแม่ไก่ได้มั้ง  ฉันเองก็คงต้องตั้งสติให้มั่นก่อนจะใช้ปืนที่กำอยู่ในมือมาตลอด
เล็งไปทางพวกมันที่กำลังวิ่งเข้ามาและเหนี่ยวไกล เป็นความเหลือเชื่อที่ยากจะเข้าใจ ทุกนัดที่ฉันเหนี่ยวไกลออกไปนั้นไม่เคยพลาดเลยแม้
พวกมันจะมาเป็นสิบๆตัวก็ไม่มีตัวไหนที่รอดจากวิถีกระสุนของฉันไปได้ ฉันเปลี่ยนแมกส์กระสุนปืนอย่างช่ำชองก่อนจะละเลง
กระสุนสาดใส่พวกมัน พวกเราทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างดี จะมีก็แต่ยัยคุณนายแจมนั้นแหละที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ทำได้ก็แค่ยืนปิดหูปิดตาเกาะชายเสื้อของพี่ปายเอาไว้ก็เท่านั้น
ชั่วะ!
ฉันดึงมืดสั้นที่พกติดมากับข้อเท้าของฉันเขวี่ยงไปยังหนูปีศาจตัวหนึ่งที่กำลังจะง้าบเข้าที่ขาของคุณนายนั้นพอดี ซึ่งมันหลุดรอดมา
ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ แรงของมีดที่เขวี่ยงไปนั้นส่งผลให้ปลายมืดแทงทะลุลำตัวมันเข้าอย่างจังและตายคาที่ พอเหมาะกับในตอนนั้นเองที่
สายตาของฉันเหลือบไปเห็นเหมือนเหล็กเส้นเล็กๆบางๆที่ถูกยึดติดเรียงกันกับผนังทอดยาวขึ้นไปทำให้ดูเหมือนเป็นบันได!ขึ้นสู่ด้านบน
"มีบันได มีบันได!" ฉันตะโกนเรียกทุกคนให้หันไปมอง แต่เหมือนจะไม่มีใครเห็น "อยู่ด้านหลังพี่แจมไง!" ใช่ซิ ก็ยัยนั้นยืนบังไว้
ซะมิดเลยนี้นาถ้าฉันไม่ได้ช่วยชีวิตหล่อนไว้ก่อนหน้านี้ก็คงจะไม่ได้เห็นเหมือนกัน ก็ข้างในนี้มันค่อนข้างมืดและอับนี้นา
"งั้นรีบไปเลย!" พี่ปายร้องบอกพวกเราก่อนจะพยายามดันยัยนั้นที่ใส่ชุดนักศึกษาให้ปีนขึ้นไปก่อนอย่างทุรักทุเรพร้อมทั้งรีบหันกลับ
ไปยิงต้านพวกหนูมหาประลัยนั้นไม่ให้เข้ามาใกล้พวกเราไปได้มากกว่านี้ "เอ็ม นายตามขึ้นไป เธอกับฉันต้านไว้ก่อน" เขาส่งสัญญาณ
บอกอย่างเป็นขึ้นเป็นตอน "พอฉันบอก เธอก็รีบปีนตามพวกนั้นขึ้นไปเลยน๊า!" เขาหันมาย้ำกับฉันเสียงดัง
พวกเรากระหน่ำสาดกระสุนใส่พวกมันได้สักพักเขาจึงส่งสัญญาณให้ฉันโดยการพยักหน้า ฉันจึงรีบทำตามที่เขาบอกทันที ฉันยังไม่ลืมที่จะส่ง
กระสุนปืนลูกซองที่อยู่ในปลอกที่ฉันพกติดไว้กับข้อมือให้เขาก่อนจะปีนบันไดตามพวกนั้นไป เขาใส่กระสุนอย่างเร็วพลันพร้อมกับ
ยิงใส่พวกมันอีกสองสามนัดก่อนจะสะพายปืนเก็บให้เข้าที่แล้วรีบปีนตามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว..

แทนที่เราจะได้ออกไปจากท่อน้ำทิ้งนี้เสียตั้งนานแล้ว แต่ไม่เลย..
พวกเรามาติดอยู่อีกชั้นของอุโมงน้ำเน่าแห่งนี้ ช่างเป็นเวรของกรรม กรรมของเวรแท้ๆ ห้องที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ได้ตอนนี้คือห้อง
สำหรับเปิดปิดวาล์วน้ำหรือเปล่า ที่คิดอย่างนั้นเพราะมันมีอย่างนึงที่ดูคล้ายพวกมาลัยรถยนต์มากเลยแต่บางและเล็กสีแดงประมาณ
สามถึงสี่ตัวเรียงกันอยู่อย่างสวยงาม มันเป็นห้องขนาดเล็กกระทัดรัดมืดๆอับๆบนโต๊ะไม้มีเอกสารวางอยู่ดูรกตาสุดๆ
ฉันเห็นพี่ปายเดินลูบๆคลำๆจนไปเจอกล่องอะไรสักอย่างที่อยู่ติดกับผนังห้องก่อนจะมีเสียง แกร๊ก! พร้อมทั้งไฟที่สว่างขึ้นทั่ว
ทั้งบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นในห้องที่เราติดอยู่หรือทั้งอุโมง เขาพยายามมองลอดหน้าต่างที่กั้นด้วยเหล็กหนาหลายแท่งลงไปยังเบื้องล่าง
อย่างให้ความสนใจสุดๆกับภาพที่เห็น ฉันที่เฝ้าสังเกตุอยู่จึงได้แต่เอะใจ
"มองอะไรอยู่หรอค่ะ" ฉันเดินเข้าไปหาและพยายามคุยกับเขา แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลยสายตายังคงมองลงไปข้างล่างอย่างตั้งอกตั้งใจ
จนมันทำให้ฉันอยากรู้จึงได้ชะเงื้อออกไปดูบ้าง และสิ่งที่เห็นคือ..!!
มีหนูผีหลายสิบตัวหรืออาจเป็นร้อยได้ พวกมันเดินวนเวียนกันไปมาเพื่อแทะเลมศพและทุกอย่างที่สนองความหื่นกระหายของมันได้
มันเป็นภาพที่ชวนให้หน้าขยะแขยงที่สุด พวกมันมีเยอะมากอีกทั้งยังอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนยั่วแยะเต็มไปหมดเหมือนฝูงมด เล่น
เอาฉันขนลุกขนตั้งในความขยะแขยงของพวกมันทันที
สรุปคือเราติดอยู่ที่นี้จริงๆ..
"พี่ปาย เอิงของดูแผลได้ไหม" ฉันพูดขึ้นพร้อมทั้งเปิดแขนเสื้อข้างที่เขาได้รับบาดเจ็บ
"นี้เธอเป็นหมอรึไง" เขาพูดขึ้นอย่างสงสัย
"ตอนนี้ยังไม่ใช่ค่ะ พี่อยู่เฉยๆนะ" ว่าแล้วก็วิ่งตรงไปยังเป้ที่น้องเอ็มพายอยู่แล้วหยิบกระปุกปฐมพยาบาลออกมา
จัดการล้างแผลให้เขาเสร็จสรรพก่อนจะยื่นขวดน้ำให้เขา เขายกมันดื่มอย่างหื่นกระหายหมดไปภายในชั่วพริบตา
จากนั้นฉันก็นำขวดน้ำดื่มไปยื่นให้กับน้องเอ็ม เขายิ้มและรับขวดน้ำนั้นไปอย่างรวดเร็ว
"อ๊ะ ของพี่" ฉันยื่นขวดน้ำให้ยัยพี่แจม
"ขอบจัยนะที่ช่วยพี่ไว้" หล่อนพูดออกมาก่อนจะรับขวดน้ำจากมือฉันไป "แต่ขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้ไหมค่ะ"
ว่าแล้วหล่อนก็จูงแขนฉันไปยังอีกมุมนึงของห้อง
"เราชอบพี่ปายใช่ไหม" คำถามนี้วิ่งเข้าชนหัวใจฉันอย่างจังจนทำให้ฉันเกิดอาการจุกขึ้นมาทันที
"ปะ ป่าวนี้ค่ะ" ฉันโกหกออกไปอย่างกระตุกกระตักราวกับเหมือนมีคนมาล่วงรู้ความลับระดับชาติของฉัน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ติดตามต่อไปนะ