TaewaG
วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ZOMBIE OUTDISTANCE 21
Chapter 21
มือข้างนึงของผมกำปืนไว้แน่นส่วนอีกข้างก็จับมือเธอไว้เหมือนจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดมือไปได้..
ผมพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆทั่วท้องถนนแต่มันกลับว่างเปล่า แม้แต่สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ไม่มี แต่ในความว่างเปล่านั้นกลับเต็มไป
ด้วยคราบเลือดและเศษซากปรักหักพักของเครื่องจักรกลและอาคารบ้านเรือน เศษขยะ เศษกระดาษลอยเกลื่อนกลาดดูทุเรศทุรังสุดๆ ท้อง
ฟ้าตั้งแต่เกิดเรื่องมาก็ไม่เคยปลอดโปร่งอีกเลยนับจากนั่นและก็เหมือนจะมีฝนรินปรอยๆด้วยในตอนนี้
"พี่ปายค่ะนั่นกล่องอะไร?" อยู่ๆเอิงก็ถามขึ้นพรางชี้ไปยังจุดที่เจ้าของสิ่งนั้นวางอยู่ ทำให้เราต้องรีบวิ่งไปดูกันอย่างรวดเร็ว
ผมยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลงมือเปิดกล่องนั้น ลักษณะกล่องมันเป็นเหล็กรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่น้ำหนักราวๆสามสิบกว่าโลได้
มันถูกออกแบบมาให้เปิดได้ง่ายเพราะตรงที่เปิดมันดูคล้ายๆเข็มขัดที่เราๆใส่กันแล้วก็ปลดล๊อกง่ายๆอีกสองฝั่ง ผมค่อยๆบรรจงยกฝา
มันขึ้นเพื่อจะดูด้านใน
"ระวังนะค่ะพี่ปาย.." เอิงยังคงเตือนผมอยู่ไม่ห่าง
และแล้วผมก็เปิดฝากล่องใบนั้นออกมาจนสุดเผยให้เห็นถึงของภายใน มีอาหารกระป๋องและยา ซึ่งมองโดยรวมแล้วมันน่าจะเป็นกล่องยังชีพ
"โถ่เอ่ยนึกว่าอะไร" ผมอุทานออกมาอย่างผิดหวังสุดๆ ตอนแรกนึกว่าจะเป็นพวกอาวุธร้ายแรงหายากซะอีก "มีอะไรจำเป็นต้องใช้ไหมเนี้ย"
ผมยืนขึ้นท้าวสะเอวแล้วหันไปถามเอิงที่ยืนอยู่ข้างๆ
"อืม.. ไม่ น่า จะ.. มี ห๊า!!" ว่าแล้วเธอก็หยิบห่อเข็มฉีดยาและห่อใสๆที่มีขวดยาเล็กๆอยู่ข้างในขึ้นมา ทำเอาผมถึงกับงงว่ามันคืออะไร เอาไป
ทำใมกัน "อินซูลีนพร้อมไซริ้งค่ะ อืม.. งงหรอค่ะ" เธอตอบพร้อมถามในประโยคเดียว คงจะเห็นผมทำหน้าตาฉงนถึงได้พยายามจะอธิบาย
"นี้คือไซริ้ง.." เธอยกห่อที่ถืออยู่ในมือซ้ายขึ้นมาให้ดูพร้อมกำลังจะอธิบาย
"พี่รู้ว่ามันคือเข็มฉีดยา แต่อันเนี้ยจะเอาไปทำอะไร?" ผมพยายามถามถึงของอีกสิ่งที่เธอถืออยู่ในมือข้างขวา
"อ๋อ นี้คืออินซูลีนค่ะใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน"
"......................?!?"
"คือใช้รักษาอาการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้"
"ห๊ะ??"
"เอาเป็นว่าถ้าพี่รู้สึกหน้ามืด ใจสั่น หิว ง่วงซึม ไม่มีแรง เหงื่อออกเยอะ อารมณ์หงุดหงิดง่าย สับสน ตาพร่า เหงื่อออกขณะหลับ
ปวดศีรษะและมึนงง ตัวนี้มันช่วยได้ค่ะ"
"อะ อะไรนะ??"
"ใช้วิธีฉีดเข้าใต้ผิวหนัง จบ!!"
"อึ๋ย น่ากลัว~"
"พี่เคยเป็นแบบนี้รึป่าวค่ะ"
"เหอะๆบ่อย"
"นั่นแหละ อาจมีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวาน!"
"นี้เราจะรู้มากไปป่ะเนี้ย ไปรู้มากจากไหน!!"
"มันเป็นพื้นฐานวิชาหมอค่ะ"
เหอะ! เหลือเชื่อเลยผู้หญิงคนนี้พึ่งอยู่มอหกเองไม่ใช่หรอ..
"และนี้ น้ำเกลือบริสุทธิ์" ^^ เธอชูถุงน้ำใสๆขึ้นอย่างดีใจสุดๆเหมือนนักฟุตบอลได้โล่รางวัล
"เอาไปเยอะเดียวก็หนักหรอก"
"ไม่หนักค่ะ เพราะพี่เป็นคนสะพาย" ว่าแล้วเธอก็จับผมให้หันหลังให้เธอเพื่อที่จะได้ยัดของที่ต้องการลงในเป้ ซึ่งผมเองก็ได้แค่ทำตามที่เธอบอก
"อืม.. ของอย่างอื่นที่ฐานเราก็มีหมดแล้ว ไปกันเถอะค่ะ" เธอพูดขึ้นหลังจากสำรวจกล่องนั้นจนถี่ถ้วน
คงไม่แปลกหรอกใช่ไหม ที่กล่องยังชีพจะมีเครื่องนุ่งห่ม อาหารและยา แต่มันจะมีอินซูลีนรักษาเบาหวานมาด้วยทำใม!!
ผมได้แต่สงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปให้เสียเวลา นอกซะจากเดินตามเธอไปก็เท่านั้น..
---------------------
ตี๊ดๆๆๆๆๆ....
เสียงสวิตย์สัญญาณอะไรบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลังกล่องที่ดูเหมือนถูกติดตั้งมาด้วยหลังจากที่กล่องถูกเปิดออกโดยที่ไม่ทันได้มีใคร
สนใจ สัญญาณนั้นดังเป็นจังหวะพร้อมกับแสงไฟที่กระพริบอยู่ตลอดเวลา..
----------------------
"ระวังนะ.." ผมบอกเอิงให้ระวังตัวเมื่อพวกเราเดินทางมาถึงสี่แยกกลางเมือง บรรยากาศสภาพแวดล้อมยังคงไม่เปลี่ยน ยังคงเงียบและอึ้ม
ครึ้มเหมือนเดิม พวกเราได้แต่ซุ่มหลบอยู่หลังถังขยะสีเขียวใบใหญ่ก่อนที่ผมจะกวาดสายตาไปรอบๆบริเวณเพื่อหาสิ่งผิดปกติ
เพราะบริเวณนี้มันเป็นลานกว้าง ถ้าขืนเดินดุ่มๆออกไปอาจจะเจอพวกมันวิ่งมาจากทั่วทุกสารทิศก็เป็นได้
แพล้ง!!!
จู่ๆกระจกหน้าร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นแห่งหนึ่งก็แตกออกเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยพร้อมกับร่าง!!!
ร่างใครบางคนที่มีลักษณะหัวที่โตมาก มองไกลๆเหมือนป๊อปคอนที่เรากินกันเวลาดูหนังในโรงอ่ะ อีกทั้งอะไรที่ดูคล้ายหนวดปลาหมึกขนาด
ใหญ่ที่ยาวเฟื้อยออกมาแทนช่วงแขนทั้งสองข้าง ซึ่งสังเกตุชัดๆจะเห็นว่าช่วงขากับลำตัวเป็นคนแต่หัวกับแขนไม่ใช่คนซะงั้น
งานเข้า!!..
"พี่ปายเป็นไร!!" เอิงเธอถามขึ้นทันทีหลังจากที่ผมหันกลับเข้ามาทำท่าทางเตรียมตัวเตรียมใจ
มันทำให้ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เกิดมายังไม่เคยเจออะไรน่าเกลียดน่ากลัวแบบนี้เลย ผมเป่าปากตัวเองอยู่สองสามทีก่อนจะตอบออกไป
"มนุษย์กลายพันธุ์!"
"อะไรน๊ะ!"
"ลองชะโงกหน้าออกไปดูดิ" ว่าแล้วเธอก็ทำตามที่ผมพูดทันที ไม่นานนักเธอก็กลับเข้ามานั่งในท่าเดิมพร้อมทำหน้าตาขยะแขยงสุดๆ
"ยังมีอะไรที่แย่ไปกว่านี้อีกไหมเนี้ย"
"คงจะเป็นคนที่ติดเชื้อขั้นรุนแรงหรือโดนเอาไปทดลองเพิ่มอะ"
"แล้วเราจะฆ่ามันยังไงค่ะ"
"ไม่รุ" เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมไม่สามารถสรรหาคำตอบมาตอบได้จริงๆ ทุกอย่างมันตื้อตันไปหมด นี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี้ย!!
แล้วมันก็เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ที่ผมอุทานคำนี้ออกมา..
"ไม่เป็นไรนะค่ะพี่ปาย พี่ตาย! เอิงตาย!" เธอพูดพร้อมเอาสองมือเล็กๆมาโอบที่แก้มทั้งสองข้างของผม
เราสบตากันอยู่สักพักหนึ่งจนผมรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นและความไม่กลัวอะไรเลยในดวงตาของเธอ
มือเย็นๆที่โอบแก้มผมอยู่นั้นมันทำให้ผมตระหนักได้ว่า เรามาไกลถึงขั้นนี้แล้ว ทำใมผมถึงต้องมาป๊อดอะไรง่ายๆเอาตอนนี้ด้วย
"พี่มีแผนอะไรไหม" และจู่ๆเธอก็ถามแทรกความคิดของผมขึ้นมา จนผมต้องสบัดหน้าออกจากอุ้งมือของเธออย่างเร็วพลัน
"เอ่อ.. คือ"
"ฮืม.. ใจเย็นๆค่ะ ค่อยๆคิด ไอ้ตัวประหลาดนั้นมันอยู่ห่างจากเราไปไกลพอสมควรอยู่เหมือนกัน"
"งั้นพี่ขอดูก่อนนะ" ว่าแล้วผมก็ชะโงกหน้าออกไปดูอีกที
ผมเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของมันอยู่สักพักจึงได้รู้ว่า มันไม่มีลูกกะตา ปาก และจมูก บวกกับท่าทางที่วิ่งพร่านชนนั้นชนนี้ไปทั่วของมันจนทำให้ข้าวของ
ในระแวกนั้นพังกระจัดกระจายเสียหายไปหมด ยิ่งแขนที่ดูเหมือนหนวดปลาหมึกของมันยังสามารถยื่นยาวออกมาได้อีกเท่าตัวดูแล้วน่าสยดสยองยิ่งนัก
และถ้าผมเดาไม่ผิด ...
แพล้ง!!
ผมเขวี้ยงขวดแก้วที่วางอยู่แถวๆนั้นไปยังฝั่งตรงข้ามกับจุดที่มันยืนอยู่ พร้อมกับลุกพรวดขึ้นทันทีไปยืนจังก้าเท้าสะเอวต่อหน้ามันใน
จุดที่มันจะสามารถมองเห็นผมได้อย่างชัดเจน ใช่ผมใช้ตัวเองเป็นเป้าล่อมัน!
ในมือยังคงกำปืนไว้แน่นเตรียมพร้อมจะเหนี่ยวไกลได้ทุกเมื่อ..
เอิงที่ตอนนี้หลบอยู่อีกฝั่งถนนได้แต่กวักมือเรียกผมอย่างคนตกใจสุดขีด เธอคงจะเป็นห่วงกับท่าทางของผมที่ไม่ได้นัดหมายหรือ
เตรี้ยมกันไว้ก่อนจนทำให้เธอเกือบจะวิ่งตามผมมา ผมจึงรีบส่งสัญญาณให้เธอเงียบและนิ่งที่สุดโดยการเอานิ้วชี้บังไว้ที่ปากพร้อม
กับคำว่า "ชู่ว์" ทันที เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงได้แค่ทำตามที่ผมบอก..
ผมยืนอยู่กลางถนนประจันหน้ากับมันไอ้ตัวปลาหมึกหัวโตที่ตอนนี้มันก็ยืนหันซ้ายหันขวาหาต้นเสียงของขวดที่ผมเขวี้ยงไปเมื่อกี้
และแล้วมันก็หันมาทางผม มันเห็นผม !!! แต่มันไม่ได้วิ่งตรงมาทางผม!!
กลับวิ่งพร่านชนนั้นโน่นนี้ของมันเหมือนเดิม เป็นไปอย่างที่ผมคิด มันมองไม่เห็น ไม่ได้กลิ่น แต่รับรู้ได้ด้วยเสียง!!
ผมเขวี้ยงก้อนอิฐแถวๆนั้นเพื่อล่อให้มันไปไกลๆจากจุดนี้แล้วหาโอกาสวิ่งกลับเข้ามายังจุดที่เราใช้แอบซุ่มก่อนหน้านี้
"นี้พี่คิดจะทำอะไรค่ะ ไม่ปรึกษากันก่อนเลย รู้ไหมว่ามันอันรา.." เอิงเธอร่ายยาวออกมาเป็นหางว่าว ซึ่งผมเองก็เข้าใจความรู้สึกนี้ดี จึงได้แค่..
"ชู่ว์ เบาๆหน่อยซิ มันมองไม่เห็นแต่มันมีประสาสัมผัสรับรู้ได้ด้วยเสียงน๊า" ผมรีบใช้นิ้วชี้สัมผัสไปที่ริมฝีปากของเธอและ
คำพูดนี้เองที่ทำให้เธอหยุดชะงักไปได้ครู่นึง
"แต่มันอันตรายมากเลยรู้ป่าว ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกเข้าใจหม๊ายย!!" ><
สุดท้ายผมก็ต้องรีบเอามือปิดปากเธอให้เงียบอีกครั้ง จนเธอต้องตีมาที่มือผมเบาๆ
"พี่พอรู้แล้วแหละ ว่าควรจะจัดการกับมันยังไง!"
"อังไออ่า.." (ยังไงอ่ะ)
"เห็นไหมว่าเมื่อกี้มันเห็นพี่ แต่มันไม่วิ่งเข้ามา"
"อืมมม.."
"เพราะงั้นถ้าเราจะฆ่าหรือหนีมันก็ควรจะทำแบบที่เงียบและเบาที่สุด"
"อะอืม.." เธอพยักหน้าตอบรับผมทันทีราวกับว่าเธอจะเข้าใจที่ผมอธิบาย
ผมคลายจึงมืออกจากปากเธอโดยเร็วแล้วรีบหันกลับไปมองยังจุดที่ไอ้ตัวสัตว์ประหลาดนั้นมันวิ่งรนรานชนนั้นชนนี้ไปทั่ว
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
อีกฝั่งนึง...
แพล้ง!!
"นี้มันตัวบ้าอะไรเนี้ย ทุกโคนวิ่งงงงง ปัง! ปัง!" สาวห้าวมาดแมนนาม นายบอล พยายามตะโกนบอกพวกพ้องด้วยน้ำเสียงตกใจสุดขีดเมื่อเห็น
แขกที่ไม่ได้รับเชิญวิ่งทะลุกระจกใสเข้ามายังภายในที่พำนักของตน พร้อมกับเหนี่ยวไกลใส่ไอ้ตัวนั้นไม่ยั้ง..
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! เสียงปืนหลายชนิดดังขึ้นไม่ขาดสาย
"ทุกคนรีบวิ่งไปชั้นสองเร็ว ลุงเอียนนำไปเปิดประตูด่านฟ้าก่อนเร็ว !" เสียงสั่งการยังคงเด็ดขาดพร้อมกับเสียงปืนที่ระรัวใส่ตัวประหลาดตัวนั้น
แต่ทว่า.. มันกลับไม่เป็นอะไรเลย แถมยังยื่นแขนให้ยาวเฟื้อยออกมาได้อีกเหมือนหนวดปลาหมึกแล้วสบัดไปมาทำให้ของกินของใช้ที่เคยจัดเรียง
เป็นระเบียบแถวนั้นพังกระจัดกระจายไม่เป็นท่า อีกทั้งแขนของมันยังทำความเสียหายให้กับหลอดไฟที่ติดอยู่เพดานจนดูเหมือนดับบ้างติดบ้าง
และมันยังคงวิ่งตามสองคนที่รั้งท้ายตามมาติดๆ ทั้งสองจึงได้แค่ทั้งวิ่งทั้งยิงอลมาน..
"ยิงหัวมันซิบอล!" เสียงใหญ่ๆเข้มๆนาม ลุงหวัง ร้องตะโกนบอกสาวห้าวที่เป็นหลานเพื่อนของตนให้ลองใช้วิธีที่ตัวเองถนัดดู
ทั้งสองละเลงกระสุนสาดไปที่ส่วนหัวของสัตว์ประหลาดนั่น เป็นผลให้เศษเนื้อที่หัวของมันขาดหลุดลุ่ยกระจุยกระจายไปทั่วสารทิศ แต่กระนั้น
ก็ยังไม่วายที่มันจะแน่นิ่งเหมือนซอมบี้ตัวอื่นๆ และมันยังคงวิ่งตามมาเรื่อยๆ..
"ทุกคนขึ้นมากันเร็ว!" ชายวัยกลางคนนามลุงเอียน พยายามตะโกนและกวาดมือเรียกสมาชิกทุกคนให้เข้าไปยังประตูที่เขาเปิดรอไว้
บึ้ม!! ลุงหวังขว้างลูกระเบิดไปยังจุดที่ไอ้ตัวน่าเกลียดนั้นวิ่งตามมาก่อนจะรีบกรู่เข้าประตูไปสู่ด่านฟ้าของห้างแห้งนี้เป็นคนสุดท้าย!
ประตูแห่งนี้ถูกล๊อกสนิทโดยลุงเอียน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ออกห่างจากประตูนั้น
ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!
เสียงกระแทกประตูดังขึ้นหลายครั้งติดต่อกันจนเขาต้องสะดุ้งและรีบวิ่งที่มายังจุดที่ทุกคนชักปืนเตรียมพร้อมรออยู่
ก่อนที่เสียงนั้นจะค่อยๆหายไป..
"พี่บอล.. นั้นมันตัวอะไร" สาวหน้าลูกครึ่งเจ้าของทรงผมยุ่งเหยิงเอ่ยขึ้นพรางกอดคนที่ตัวเองไว้ใจและคิดฝากชีวิตไว้นั้นพร้อมกับเนื้อตัวที่
สั่นระริกของเจ้าหล่อน
"ไม่เป็นไร มันเข้ามาไม่ได้หรอก" เขาพูดปลอบใจพร้อมกับลูบเบาๆไปที่หัวของเธอทันที
"ตัวอะไรหว่ะไม่เคยเห็นมาก่อน โดนยิงหัว โดนระเบิด เสือกไม่ตาย" ลุงหวังพูดแทรกขึ้นพร้อมวางปืนไรเฟิลอันหนักอึ้งของแกลงกับพื้นเสียงดัง ผลึ่ก!
ด้วยอาการจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างเห็นได้ชัด
"ใจเย็นลุง มันอาจจะไม่ใช่ซอมบี้ธรรมดา แต่มันก็ต้องมีจุดอ่อนที่ไหนสักจุด" บอลพูดขึ้นทันที
เขายังคงอาการใจเย็น ไม่ตื่น ไม่พลีผลามไว้ได้ดีเหมือนเดิม ในขณะที่เจ้าตัวหันไปยังชายอีกคนที่เป็นลุงแท้ๆที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรก่อนจะเอ่ยถาม
"จะเอายังไงต่อไปดีหล่ะลุง"
"..........." คนที่ถูกถามไม่ตอบยังคงนั่งเงียบก้มหน้าก้มตาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลานั้น
เมื่อรู้ว่าไม่มีเสียงตอบกลับใดๆจากลุงของตนเขาจึงหันไปถามไถ่สมาชิกอีกสองคนที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นไม่ต่างไปจากคนที่อยู่ในอ้อมอกเขาตอนนี้
"ไม่เป็นไรใช่ไหม แจม เอ็ม"
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากคนทั้งสองเช่นกันนอกซะจากท่าทางที่ดูเหมือนจะใช้การพยักหน้าแทนคำตอบที่ว่า ..ไม่เป็นไร..
เหตุการณ์ตอนนี้มันน่ากลัวกว่าตอนไหนๆที่ผ่านมา ปืนไม่สามารถใช้ได้กับไอ้ตัวที่พึ่งเจอมาเมื่อกี้ แม้แต่ระเบิดยังทำอะไรมันไม่ได้
ทุกคนอยู่ในท่วงท่าที่หวาดระแวงกันสุดๆไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย จนเวลาล่วงเลยมาได้สักพัก..
"ถ้าปายอยู่คงจะบอกเราได้.." ลุงเอียนเอ่ยขึ้น หลังจากที่นั่งเงียบมานาน
"ปาย.." บอลอุทานขึ้น
'หวังว่ามันคงจะไม่เจอเรื่องเลวร้ายเหมือนพวกเรานะ...'
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สม! จบแล้ว รออ่านต่อ 55+
มือข้างนึงของผมกำปืนไว้แน่นส่วนอีกข้างก็จับมือเธอไว้เหมือนจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดมือไปได้..
ผมพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆทั่วท้องถนนแต่มันกลับว่างเปล่า แม้แต่สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ไม่มี แต่ในความว่างเปล่านั้นกลับเต็มไป
ด้วยคราบเลือดและเศษซากปรักหักพักของเครื่องจักรกลและอาคารบ้านเรือน เศษขยะ เศษกระดาษลอยเกลื่อนกลาดดูทุเรศทุรังสุดๆ ท้อง
ฟ้าตั้งแต่เกิดเรื่องมาก็ไม่เคยปลอดโปร่งอีกเลยนับจากนั่นและก็เหมือนจะมีฝนรินปรอยๆด้วยในตอนนี้
"พี่ปายค่ะนั่นกล่องอะไร?" อยู่ๆเอิงก็ถามขึ้นพรางชี้ไปยังจุดที่เจ้าของสิ่งนั้นวางอยู่ ทำให้เราต้องรีบวิ่งไปดูกันอย่างรวดเร็ว
ผมยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลงมือเปิดกล่องนั้น ลักษณะกล่องมันเป็นเหล็กรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่น้ำหนักราวๆสามสิบกว่าโลได้
มันถูกออกแบบมาให้เปิดได้ง่ายเพราะตรงที่เปิดมันดูคล้ายๆเข็มขัดที่เราๆใส่กันแล้วก็ปลดล๊อกง่ายๆอีกสองฝั่ง ผมค่อยๆบรรจงยกฝา
มันขึ้นเพื่อจะดูด้านใน
"ระวังนะค่ะพี่ปาย.." เอิงยังคงเตือนผมอยู่ไม่ห่าง
และแล้วผมก็เปิดฝากล่องใบนั้นออกมาจนสุดเผยให้เห็นถึงของภายใน มีอาหารกระป๋องและยา ซึ่งมองโดยรวมแล้วมันน่าจะเป็นกล่องยังชีพ
"โถ่เอ่ยนึกว่าอะไร" ผมอุทานออกมาอย่างผิดหวังสุดๆ ตอนแรกนึกว่าจะเป็นพวกอาวุธร้ายแรงหายากซะอีก "มีอะไรจำเป็นต้องใช้ไหมเนี้ย"
ผมยืนขึ้นท้าวสะเอวแล้วหันไปถามเอิงที่ยืนอยู่ข้างๆ
"อืม.. ไม่ น่า จะ.. มี ห๊า!!" ว่าแล้วเธอก็หยิบห่อเข็มฉีดยาและห่อใสๆที่มีขวดยาเล็กๆอยู่ข้างในขึ้นมา ทำเอาผมถึงกับงงว่ามันคืออะไร เอาไป
ทำใมกัน "อินซูลีนพร้อมไซริ้งค่ะ อืม.. งงหรอค่ะ" เธอตอบพร้อมถามในประโยคเดียว คงจะเห็นผมทำหน้าตาฉงนถึงได้พยายามจะอธิบาย
"นี้คือไซริ้ง.." เธอยกห่อที่ถืออยู่ในมือซ้ายขึ้นมาให้ดูพร้อมกำลังจะอธิบาย
"พี่รู้ว่ามันคือเข็มฉีดยา แต่อันเนี้ยจะเอาไปทำอะไร?" ผมพยายามถามถึงของอีกสิ่งที่เธอถืออยู่ในมือข้างขวา
"อ๋อ นี้คืออินซูลีนค่ะใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน"
"......................?!?"
"คือใช้รักษาอาการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้"
"ห๊ะ??"
"เอาเป็นว่าถ้าพี่รู้สึกหน้ามืด ใจสั่น หิว ง่วงซึม ไม่มีแรง เหงื่อออกเยอะ อารมณ์หงุดหงิดง่าย สับสน ตาพร่า เหงื่อออกขณะหลับ
ปวดศีรษะและมึนงง ตัวนี้มันช่วยได้ค่ะ"
"อะ อะไรนะ??"
"ใช้วิธีฉีดเข้าใต้ผิวหนัง จบ!!"
"อึ๋ย น่ากลัว~"
"พี่เคยเป็นแบบนี้รึป่าวค่ะ"
"เหอะๆบ่อย"
"นั่นแหละ อาจมีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวาน!"
"นี้เราจะรู้มากไปป่ะเนี้ย ไปรู้มากจากไหน!!"
"มันเป็นพื้นฐานวิชาหมอค่ะ"
เหอะ! เหลือเชื่อเลยผู้หญิงคนนี้พึ่งอยู่มอหกเองไม่ใช่หรอ..
"และนี้ น้ำเกลือบริสุทธิ์" ^^ เธอชูถุงน้ำใสๆขึ้นอย่างดีใจสุดๆเหมือนนักฟุตบอลได้โล่รางวัล
"เอาไปเยอะเดียวก็หนักหรอก"
"ไม่หนักค่ะ เพราะพี่เป็นคนสะพาย" ว่าแล้วเธอก็จับผมให้หันหลังให้เธอเพื่อที่จะได้ยัดของที่ต้องการลงในเป้ ซึ่งผมเองก็ได้แค่ทำตามที่เธอบอก
"อืม.. ของอย่างอื่นที่ฐานเราก็มีหมดแล้ว ไปกันเถอะค่ะ" เธอพูดขึ้นหลังจากสำรวจกล่องนั้นจนถี่ถ้วน
คงไม่แปลกหรอกใช่ไหม ที่กล่องยังชีพจะมีเครื่องนุ่งห่ม อาหารและยา แต่มันจะมีอินซูลีนรักษาเบาหวานมาด้วยทำใม!!
ผมได้แต่สงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปให้เสียเวลา นอกซะจากเดินตามเธอไปก็เท่านั้น..
---------------------
ตี๊ดๆๆๆๆๆ....
เสียงสวิตย์สัญญาณอะไรบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลังกล่องที่ดูเหมือนถูกติดตั้งมาด้วยหลังจากที่กล่องถูกเปิดออกโดยที่ไม่ทันได้มีใคร
สนใจ สัญญาณนั้นดังเป็นจังหวะพร้อมกับแสงไฟที่กระพริบอยู่ตลอดเวลา..
----------------------
"ระวังนะ.." ผมบอกเอิงให้ระวังตัวเมื่อพวกเราเดินทางมาถึงสี่แยกกลางเมือง บรรยากาศสภาพแวดล้อมยังคงไม่เปลี่ยน ยังคงเงียบและอึ้ม
ครึ้มเหมือนเดิม พวกเราได้แต่ซุ่มหลบอยู่หลังถังขยะสีเขียวใบใหญ่ก่อนที่ผมจะกวาดสายตาไปรอบๆบริเวณเพื่อหาสิ่งผิดปกติ
เพราะบริเวณนี้มันเป็นลานกว้าง ถ้าขืนเดินดุ่มๆออกไปอาจจะเจอพวกมันวิ่งมาจากทั่วทุกสารทิศก็เป็นได้
แพล้ง!!!
จู่ๆกระจกหน้าร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นแห่งหนึ่งก็แตกออกเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยพร้อมกับร่าง!!!
ร่างใครบางคนที่มีลักษณะหัวที่โตมาก มองไกลๆเหมือนป๊อปคอนที่เรากินกันเวลาดูหนังในโรงอ่ะ อีกทั้งอะไรที่ดูคล้ายหนวดปลาหมึกขนาด
ใหญ่ที่ยาวเฟื้อยออกมาแทนช่วงแขนทั้งสองข้าง ซึ่งสังเกตุชัดๆจะเห็นว่าช่วงขากับลำตัวเป็นคนแต่หัวกับแขนไม่ใช่คนซะงั้น
งานเข้า!!..
"พี่ปายเป็นไร!!" เอิงเธอถามขึ้นทันทีหลังจากที่ผมหันกลับเข้ามาทำท่าทางเตรียมตัวเตรียมใจ
มันทำให้ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เกิดมายังไม่เคยเจออะไรน่าเกลียดน่ากลัวแบบนี้เลย ผมเป่าปากตัวเองอยู่สองสามทีก่อนจะตอบออกไป
"มนุษย์กลายพันธุ์!"
"อะไรน๊ะ!"
"ลองชะโงกหน้าออกไปดูดิ" ว่าแล้วเธอก็ทำตามที่ผมพูดทันที ไม่นานนักเธอก็กลับเข้ามานั่งในท่าเดิมพร้อมทำหน้าตาขยะแขยงสุดๆ
"ยังมีอะไรที่แย่ไปกว่านี้อีกไหมเนี้ย"
"คงจะเป็นคนที่ติดเชื้อขั้นรุนแรงหรือโดนเอาไปทดลองเพิ่มอะ"
"แล้วเราจะฆ่ามันยังไงค่ะ"
"ไม่รุ" เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมไม่สามารถสรรหาคำตอบมาตอบได้จริงๆ ทุกอย่างมันตื้อตันไปหมด นี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี้ย!!
แล้วมันก็เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ที่ผมอุทานคำนี้ออกมา..
"ไม่เป็นไรนะค่ะพี่ปาย พี่ตาย! เอิงตาย!" เธอพูดพร้อมเอาสองมือเล็กๆมาโอบที่แก้มทั้งสองข้างของผม
เราสบตากันอยู่สักพักหนึ่งจนผมรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นและความไม่กลัวอะไรเลยในดวงตาของเธอ
มือเย็นๆที่โอบแก้มผมอยู่นั้นมันทำให้ผมตระหนักได้ว่า เรามาไกลถึงขั้นนี้แล้ว ทำใมผมถึงต้องมาป๊อดอะไรง่ายๆเอาตอนนี้ด้วย
"พี่มีแผนอะไรไหม" และจู่ๆเธอก็ถามแทรกความคิดของผมขึ้นมา จนผมต้องสบัดหน้าออกจากอุ้งมือของเธออย่างเร็วพลัน
"เอ่อ.. คือ"
"ฮืม.. ใจเย็นๆค่ะ ค่อยๆคิด ไอ้ตัวประหลาดนั้นมันอยู่ห่างจากเราไปไกลพอสมควรอยู่เหมือนกัน"
"งั้นพี่ขอดูก่อนนะ" ว่าแล้วผมก็ชะโงกหน้าออกไปดูอีกที
ผมเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของมันอยู่สักพักจึงได้รู้ว่า มันไม่มีลูกกะตา ปาก และจมูก บวกกับท่าทางที่วิ่งพร่านชนนั้นชนนี้ไปทั่วของมันจนทำให้ข้าวของ
ในระแวกนั้นพังกระจัดกระจายเสียหายไปหมด ยิ่งแขนที่ดูเหมือนหนวดปลาหมึกของมันยังสามารถยื่นยาวออกมาได้อีกเท่าตัวดูแล้วน่าสยดสยองยิ่งนัก
และถ้าผมเดาไม่ผิด ...
แพล้ง!!
ผมเขวี้ยงขวดแก้วที่วางอยู่แถวๆนั้นไปยังฝั่งตรงข้ามกับจุดที่มันยืนอยู่ พร้อมกับลุกพรวดขึ้นทันทีไปยืนจังก้าเท้าสะเอวต่อหน้ามันใน
จุดที่มันจะสามารถมองเห็นผมได้อย่างชัดเจน ใช่ผมใช้ตัวเองเป็นเป้าล่อมัน!
ในมือยังคงกำปืนไว้แน่นเตรียมพร้อมจะเหนี่ยวไกลได้ทุกเมื่อ..
เอิงที่ตอนนี้หลบอยู่อีกฝั่งถนนได้แต่กวักมือเรียกผมอย่างคนตกใจสุดขีด เธอคงจะเป็นห่วงกับท่าทางของผมที่ไม่ได้นัดหมายหรือ
เตรี้ยมกันไว้ก่อนจนทำให้เธอเกือบจะวิ่งตามผมมา ผมจึงรีบส่งสัญญาณให้เธอเงียบและนิ่งที่สุดโดยการเอานิ้วชี้บังไว้ที่ปากพร้อม
กับคำว่า "ชู่ว์" ทันที เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงได้แค่ทำตามที่ผมบอก..
ผมยืนอยู่กลางถนนประจันหน้ากับมันไอ้ตัวปลาหมึกหัวโตที่ตอนนี้มันก็ยืนหันซ้ายหันขวาหาต้นเสียงของขวดที่ผมเขวี้ยงไปเมื่อกี้
และแล้วมันก็หันมาทางผม มันเห็นผม !!! แต่มันไม่ได้วิ่งตรงมาทางผม!!
กลับวิ่งพร่านชนนั้นโน่นนี้ของมันเหมือนเดิม เป็นไปอย่างที่ผมคิด มันมองไม่เห็น ไม่ได้กลิ่น แต่รับรู้ได้ด้วยเสียง!!
ผมเขวี้ยงก้อนอิฐแถวๆนั้นเพื่อล่อให้มันไปไกลๆจากจุดนี้แล้วหาโอกาสวิ่งกลับเข้ามายังจุดที่เราใช้แอบซุ่มก่อนหน้านี้
"นี้พี่คิดจะทำอะไรค่ะ ไม่ปรึกษากันก่อนเลย รู้ไหมว่ามันอันรา.." เอิงเธอร่ายยาวออกมาเป็นหางว่าว ซึ่งผมเองก็เข้าใจความรู้สึกนี้ดี จึงได้แค่..
"ชู่ว์ เบาๆหน่อยซิ มันมองไม่เห็นแต่มันมีประสาสัมผัสรับรู้ได้ด้วยเสียงน๊า" ผมรีบใช้นิ้วชี้สัมผัสไปที่ริมฝีปากของเธอและ
คำพูดนี้เองที่ทำให้เธอหยุดชะงักไปได้ครู่นึง
"แต่มันอันตรายมากเลยรู้ป่าว ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกเข้าใจหม๊ายย!!" ><
สุดท้ายผมก็ต้องรีบเอามือปิดปากเธอให้เงียบอีกครั้ง จนเธอต้องตีมาที่มือผมเบาๆ
"พี่พอรู้แล้วแหละ ว่าควรจะจัดการกับมันยังไง!"
"อังไออ่า.." (ยังไงอ่ะ)
"เห็นไหมว่าเมื่อกี้มันเห็นพี่ แต่มันไม่วิ่งเข้ามา"
"อืมมม.."
"เพราะงั้นถ้าเราจะฆ่าหรือหนีมันก็ควรจะทำแบบที่เงียบและเบาที่สุด"
"อะอืม.." เธอพยักหน้าตอบรับผมทันทีราวกับว่าเธอจะเข้าใจที่ผมอธิบาย
ผมคลายจึงมืออกจากปากเธอโดยเร็วแล้วรีบหันกลับไปมองยังจุดที่ไอ้ตัวสัตว์ประหลาดนั้นมันวิ่งรนรานชนนั้นชนนี้ไปทั่ว
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
อีกฝั่งนึง...
แพล้ง!!
"นี้มันตัวบ้าอะไรเนี้ย ทุกโคนวิ่งงงงง ปัง! ปัง!" สาวห้าวมาดแมนนาม นายบอล พยายามตะโกนบอกพวกพ้องด้วยน้ำเสียงตกใจสุดขีดเมื่อเห็น
แขกที่ไม่ได้รับเชิญวิ่งทะลุกระจกใสเข้ามายังภายในที่พำนักของตน พร้อมกับเหนี่ยวไกลใส่ไอ้ตัวนั้นไม่ยั้ง..
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! เสียงปืนหลายชนิดดังขึ้นไม่ขาดสาย
"ทุกคนรีบวิ่งไปชั้นสองเร็ว ลุงเอียนนำไปเปิดประตูด่านฟ้าก่อนเร็ว !" เสียงสั่งการยังคงเด็ดขาดพร้อมกับเสียงปืนที่ระรัวใส่ตัวประหลาดตัวนั้น
แต่ทว่า.. มันกลับไม่เป็นอะไรเลย แถมยังยื่นแขนให้ยาวเฟื้อยออกมาได้อีกเหมือนหนวดปลาหมึกแล้วสบัดไปมาทำให้ของกินของใช้ที่เคยจัดเรียง
เป็นระเบียบแถวนั้นพังกระจัดกระจายไม่เป็นท่า อีกทั้งแขนของมันยังทำความเสียหายให้กับหลอดไฟที่ติดอยู่เพดานจนดูเหมือนดับบ้างติดบ้าง
และมันยังคงวิ่งตามสองคนที่รั้งท้ายตามมาติดๆ ทั้งสองจึงได้แค่ทั้งวิ่งทั้งยิงอลมาน..
"ยิงหัวมันซิบอล!" เสียงใหญ่ๆเข้มๆนาม ลุงหวัง ร้องตะโกนบอกสาวห้าวที่เป็นหลานเพื่อนของตนให้ลองใช้วิธีที่ตัวเองถนัดดู
ทั้งสองละเลงกระสุนสาดไปที่ส่วนหัวของสัตว์ประหลาดนั่น เป็นผลให้เศษเนื้อที่หัวของมันขาดหลุดลุ่ยกระจุยกระจายไปทั่วสารทิศ แต่กระนั้น
ก็ยังไม่วายที่มันจะแน่นิ่งเหมือนซอมบี้ตัวอื่นๆ และมันยังคงวิ่งตามมาเรื่อยๆ..
"ทุกคนขึ้นมากันเร็ว!" ชายวัยกลางคนนามลุงเอียน พยายามตะโกนและกวาดมือเรียกสมาชิกทุกคนให้เข้าไปยังประตูที่เขาเปิดรอไว้
บึ้ม!! ลุงหวังขว้างลูกระเบิดไปยังจุดที่ไอ้ตัวน่าเกลียดนั้นวิ่งตามมาก่อนจะรีบกรู่เข้าประตูไปสู่ด่านฟ้าของห้างแห้งนี้เป็นคนสุดท้าย!
ประตูแห่งนี้ถูกล๊อกสนิทโดยลุงเอียน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ออกห่างจากประตูนั้น
ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!
เสียงกระแทกประตูดังขึ้นหลายครั้งติดต่อกันจนเขาต้องสะดุ้งและรีบวิ่งที่มายังจุดที่ทุกคนชักปืนเตรียมพร้อมรออยู่
ก่อนที่เสียงนั้นจะค่อยๆหายไป..
"พี่บอล.. นั้นมันตัวอะไร" สาวหน้าลูกครึ่งเจ้าของทรงผมยุ่งเหยิงเอ่ยขึ้นพรางกอดคนที่ตัวเองไว้ใจและคิดฝากชีวิตไว้นั้นพร้อมกับเนื้อตัวที่
สั่นระริกของเจ้าหล่อน
"ไม่เป็นไร มันเข้ามาไม่ได้หรอก" เขาพูดปลอบใจพร้อมกับลูบเบาๆไปที่หัวของเธอทันที
"ตัวอะไรหว่ะไม่เคยเห็นมาก่อน โดนยิงหัว โดนระเบิด เสือกไม่ตาย" ลุงหวังพูดแทรกขึ้นพร้อมวางปืนไรเฟิลอันหนักอึ้งของแกลงกับพื้นเสียงดัง ผลึ่ก!
ด้วยอาการจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างเห็นได้ชัด
"ใจเย็นลุง มันอาจจะไม่ใช่ซอมบี้ธรรมดา แต่มันก็ต้องมีจุดอ่อนที่ไหนสักจุด" บอลพูดขึ้นทันที
เขายังคงอาการใจเย็น ไม่ตื่น ไม่พลีผลามไว้ได้ดีเหมือนเดิม ในขณะที่เจ้าตัวหันไปยังชายอีกคนที่เป็นลุงแท้ๆที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรก่อนจะเอ่ยถาม
"จะเอายังไงต่อไปดีหล่ะลุง"
"..........." คนที่ถูกถามไม่ตอบยังคงนั่งเงียบก้มหน้าก้มตาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลานั้น
เมื่อรู้ว่าไม่มีเสียงตอบกลับใดๆจากลุงของตนเขาจึงหันไปถามไถ่สมาชิกอีกสองคนที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นไม่ต่างไปจากคนที่อยู่ในอ้อมอกเขาตอนนี้
"ไม่เป็นไรใช่ไหม แจม เอ็ม"
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากคนทั้งสองเช่นกันนอกซะจากท่าทางที่ดูเหมือนจะใช้การพยักหน้าแทนคำตอบที่ว่า ..ไม่เป็นไร..
เหตุการณ์ตอนนี้มันน่ากลัวกว่าตอนไหนๆที่ผ่านมา ปืนไม่สามารถใช้ได้กับไอ้ตัวที่พึ่งเจอมาเมื่อกี้ แม้แต่ระเบิดยังทำอะไรมันไม่ได้
ทุกคนอยู่ในท่วงท่าที่หวาดระแวงกันสุดๆไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย จนเวลาล่วงเลยมาได้สักพัก..
"ถ้าปายอยู่คงจะบอกเราได้.." ลุงเอียนเอ่ยขึ้น หลังจากที่นั่งเงียบมานาน
"ปาย.." บอลอุทานขึ้น
'หวังว่ามันคงจะไม่เจอเรื่องเลวร้ายเหมือนพวกเรานะ...'
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สม! จบแล้ว รออ่านต่อ 55+
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ZOMBIE OUTDISTANCE 20
Chapter 20
"เอิง!!" ไม่รู้ว่าอะไรดลใจผมให้โผลเข้ากอดเธอทันทีอย่างที่ไม่ต้องรอให้สมองสั่งการ ทุกอย่างมันดำเนินไปแบบอัตโนมัติ
"ไม่เป็นไรแล้วนะค่ะ เอิงจะไม่ทิ้งพี่อีกแล้ว" เธอพูดพร้อมกับลูบหลังผมเบาๆ
มันช่างเป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นสุดจะหาคำบรรยาย ความสบายใจความคิดถึงมันโหมกระหนำเข้ามาอบอวนอยู่ในตัวของผม ณ เวลานี้
ผมกอดเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปและไม่มีวันกลับคืนมา..
..............................
"แอ้วเอิงมาอี่อี้อ้ายยังไง อู้ได้ไงว่าพี่อู่นี้" ผมพยายามซักไซร์เธอขณะที่กำลังตักอาหารกระป๋องเข้าปากตัวเองอย่างมูมมาม
"ก็พี่บอลกับลุงหวังเป็นคนบอกค่ะ"
"แล้วเธอก็ฝ่าเจ้าพวกนี้มาคนเดียวเนี้ยอ่ะน่ะ!!"
"ค่ะ" ^^
"ฮู้ เหลือเชื่อ!" o.O ผมอุทานออกไปทั้งที่ในปากยังเต็มไปด้วยอาหารที่กินเข้าไป
และคนที่ไม่ได้ต่างไปจากผมตอนนี้เลยคือคุณลุงที่คอยอยู่เป็นเพื่อนผมมาตลอดตั้งแต่ที่ผมมาติดอยู่ที่นี้
ผมลืมแกไปซะสนิทเลยแหะ พอเห็นเอิงจ้องแกอยู่แบบอึ้งๆเลยนึกขึ้นมาได้ว่าเราอยู่กับสามคน
"เอ่อ.. นี้คุณลุงเอ่อ..." ผมพยายามจะแนะนำคุณลุงคนนี้ให้เธอรู้จัก แต่มันติดปัญหาตรงที่ ผมไม่รู้จักชื่อแก.. +.+ "
"ลุงชื่อแดง เรียกลุงว่าลุงแดงก็ได้" เหมือนลุงแกจะรู้หน้าที่แกรีบตอบขึ้นมาทันที
"ค่ะ ยินดีที่ได้พบค่ะ หนูชื่อ.."
"หนูเอิงใช่ไหม คงจะสนิทกันกับเจ้าปายมากเลยเนอะ เห็นกอดกันกลมซะขนาดนั้น" ว่าแล้วแกก็ขำเล็กๆออกมาอย่างพอใจ ทำเอาเราสอง
คนหลบหน้ากันไม่ทันเลย นี้ถ้าเธอรู้ว่าผมแอบมีใจให้มีหวังผมได้มุดดินหนีเพราะความอายแน่ และก่อนที่มันจะนำทางไปสู่จุดนั้นไปได้มาก
กว่านี้ ผมคงต้องทำอะไรสักอย่าง
"เอ่อ..แล้วบอลกับลุงหวังรู้ได้ไงว่าพี่อยู่นี้" ผมรีบเข้าเรื่องทันที
"อืม..พี่บอลคงจะรู้ตอนที่พี่วิทยุสื่อสารไปบอกอ่ะมั้ง ส่วนลุงหวังก็คงจะเห็นจุดที่พวกพี่อยู่จากด้านบนของตึกคงส่องกล้องดู"
แหม ผมรู้สึกว่าเธอพูดได้ฉะฉานและฉลาดขึ้นมาเป็นกองเลย ดูมั่นใจและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย ตามลำตัวเธอนั้นมีแต่อาวุธทำลายล้างเต็มไป
หมด อาจจะเยอะกว่าเที่ยวก่อนด้วยซ้ำ แถมยังแบกเป้หนักๆมาได้ไม่มีท่าทีว่าจะเหนื่อย นี้มันคนรึอะไรเนี้ย..
"เอิงทำอะไรผิดหรอค่ะ!" อยู่ๆเธอก็เอ่ยถามขึ้น คงจะสังเกตุผมว่าจ้องเธออยู่นาน จะไม่ให้จ้องได้ไงหล่ะ ผู้หญิงอะไรทั้งเท่ห์ทั้งเก่งแถมยัง
ทึกได้อีก เปลี่ยนไปมากพัฒนาได้ไว ซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะไปเร็วได้ขนาดนี้
"อ่ะๆคิดอะไรอยู่พ่อหนุ่มน้อย" ลุงแดงเอนตัวมากระซิบเบาๆกับผมก่อนจะทำสายตาแบบมีเลศนัย
"ฮึ๊ยอะไรเล่าลุง.." ผมจึงได้แต่ทำท่าทางเก้ๆกังๆก่อนจะโซ่ยอาหารกระป๋องเข้าปากอย่างตะกะตะกามเหมือนเดิม
.............................
ซี่~ ซี่~
"ทำอะไรอยู่อะ" ผมเอ่ยถามขึ้นเพราะเห็นว่าเธอกำลังงุ่นง่านอยู่กับเจ้าวิทยุสื่อสารสีแดง
"หาสัญญาณนะค่ะ จะวอลกลับไปบอกทุกคนว่าเอิงเจอพี่แล้ว"
"อืม.. ให้พี่ช่วยไหม"
"ไม่เป็นไรค่ะ พี่พักผ่อนเถอะ" เธอปฏิเสธทันทีก่อนจะทำท่างเดินไปเดินมายกแขนขึ้นลงเพื่อหาคลื่นสัญญาณ
ผมจึงได้แต่ยักไหล่แล้วหันหลังกลับมานั่งกับลุงแดงเหมือนเดิม
"ชอบเอิงอะดิ๊" ลุงแกพูดขึ้นพร้อมท่าทางขี้เล่น
"เฮ้ย ป๊าววว"
"เสียงสูงเลยนะ"
"จริงจริ๊ง สเปคปายไม่ใช่แบบนี้" ผมตอบออกไปพร้อมเบี่ยงหน้าไปทางอื่น
"หนูเอิงท่าทางเก่งเอาการนะ ดูซิผู้หญิงตัวเล็กๆสะพายเป้ใบใหญ่ตามตัวก็มีทั้งระเบิดกระสุนปืนมีด เกิดมาลุงก็พึ่งเคยเจอนี้แหละ"
"ใช่ค่ะ ปายก็คิดอย่างนั้น"
"อย่าปล่อยเธอให้หลุดมือไปหล่ะ คนดีๆแบบนี้"
"ลุงเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยหรอค่ะ" คือที่ผมหมายถึงคือเรื่องความรักแบบผู้หญิงกับผู้หญิงไรทำนองนี้อ่ะ
"เฮ้ หลานลุงก็เป็นแบบเธอสองคนนี้แหละ" ^^
"คือปายทำนิสัยไม่ดีไว้กับน้องเค้าเยอะอ่ะลุง" อะไรดลใจให้ผมคิดที่จะสารภาพออกไปก็ไม่รู้
"เฮ้อ.. ถ้าเราชอบใครสักคนเราก็จะเรียกร้องความสนใจจากเค้าโดยการทำให้เค้าเกลียดทั้งนั้นแหละและลุงก็คิดว่าหนูเอิงเค้าก็คงจะมีใจให้
เราด้วยเหมือนกันหล่ะไอ้ตัวเล็ก..." ลุงแกพูดซะยาวแล้วก็ยิ้มอีกที
"พี่ปาย!!" อยู่ๆเธอก็เรียกผมขึ้นมาซะงั้น เล่นเอาผมกับลุงแดงสะดุ้งไปพร้อมๆกัน "แขนพี่เลือดออกอีกนิ"น้ำเสียงคำพูดของเธอเปลี่ยนไป
ทันทีหลังจากมองมาที่แขนของผมข้างที่ผมประสบอุบัติเหตุซึ่งตอนนี้มันเป็นแค่รอยเลือดแห้งๆไหลลงเป็นทางก็เท่านั้น
"โอ๊ย ซื้ดดด!!"
"อยู่นิ่งๆก่อนซี่ เดี่ยวก็ไม่หายหรอก"
"ก็มันแสบนี้นามือหนักเป็นบ้า" ผมโอดครวญออกมาขณะที่เธอกำลังเอาสำลีจุ่มแอลกอฮอล์แล้วมาเช็ดที่แผลของผม
"กรุณาอย่าเถียงคุณหมอนะค่ะ" เธอพูดออกมาแค่นั้นแล้วก้มหน้าทำแผลต่อ ซึ่งผมก็ได้แต่ซี๊ดซ๊าดอยู่หลายรอบก่อนจะหันไปหาลุงแดงที่
มองเราสองคนอยู่อย่างไม่ละสายตาพรางยกนิ้วโป้งขึ้นมาเพื่อบ่งบอกว่ากำลังชื่นชมในตัวหญิงเหล็กที่กำลังทำแผลให้ผมอยู่ในตอนนี้
"คุณลุงมีบาดแผลตรงไหนไหมค่ะ ได้รับบาดเจ็บอะไรบ้างรึป่าว" เอิงเธอพูดขึ้นหลังจากทำแผลให้ผมเสร็จ
"ไม่มีจ้า" ^^
"เอิง มากับพี่หน่อย" ผมนึกอะไรได้ก่อนจะแทรกขึ้นพรางจูงแขนเธอออกมา
"พี่ปายเป็นอะไร" เธอเอ่ยถามขึ้นพร้อมเลิกคิ้วอย่างสงสัย
"คือพี่เป็นคนฆ่าเมียแก!!"
"ห๊ะ!!" เธอร้องออกมาซะเสียงดังเลยจนผมต้องรีบเอามือไปปิดปากเธอไว้แทบจะไม่ทัน
"คือพี่เจอเมียลุงแกตอนที่เป็นซอมบี้แล้วอ่ะก่อนที่เอิงจะมา คือตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง กลัวมาก รู้แต่ว่าต้องฆ่าไม่อย่างนั้นเค้าจะฆ่าพวกเรา "
"น่าสงสารลุงแกจัง.. แล้วแกรู้เรื่องนี้รึยังค่ะ" เธอเอ่ยออกมาก่อนจะทำหน้าสลด
"ยังอ่ะ พี่บอกแค่ว่าไม่มีใครรอดชีวิตนอกจากพวกเรา" จากนั้นผมก็มีสีน่าท่าทางไม่ต่างไปจากเธอ
ผมคิดว่าคืนนี้คงต้องพักกันที่นี้แหละเพราะมันมืดมากแล้ว พรุ่งนี้เราค่อยหาทางออกไปทางที่นี้
คืนนั้นทั้งคืนพวกเรานอนท่ามกลางท้องฟ้าที่ร่ายร้อมไปด้วยดวงดาวมากมายสลับกับเสียงร้องครวญครางของพวกคนตายที่ยังไม่ตายจาก
ด้านล่างของตึกมาเป็นหย่อมๆ มันทำให้ผมหลับๆตื่นๆและนั้นผมถึงได้รู้ว่ามีเด็กน้อยคนนึงนอนตัวขดอยู่ข้างๆผม ใช่ซิก็พวกเรา
นอนตากหมอกกันนี้นา ผมพยายามจะให้ความอบอุ่นแก่เธอทั้งใจนึงก็กลัวเธอไม่สบายจึงได้ถือวิสาสะและโอกาสนี้ กอดเธอซะเลย...
-------------------------------
"เอิง!!" ไม่รู้ว่าอะไรดลใจผมให้โผลเข้ากอดเธอทันทีอย่างที่ไม่ต้องรอให้สมองสั่งการ ทุกอย่างมันดำเนินไปแบบอัตโนมัติ
"ไม่เป็นไรแล้วนะค่ะ เอิงจะไม่ทิ้งพี่อีกแล้ว" เธอพูดพร้อมกับลูบหลังผมเบาๆ
มันช่างเป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นสุดจะหาคำบรรยาย ความสบายใจความคิดถึงมันโหมกระหนำเข้ามาอบอวนอยู่ในตัวของผม ณ เวลานี้
ผมกอดเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปและไม่มีวันกลับคืนมา..
..............................
"แอ้วเอิงมาอี่อี้อ้ายยังไง อู้ได้ไงว่าพี่อู่นี้" ผมพยายามซักไซร์เธอขณะที่กำลังตักอาหารกระป๋องเข้าปากตัวเองอย่างมูมมาม
"ก็พี่บอลกับลุงหวังเป็นคนบอกค่ะ"
"แล้วเธอก็ฝ่าเจ้าพวกนี้มาคนเดียวเนี้ยอ่ะน่ะ!!"
"ค่ะ" ^^
"ฮู้ เหลือเชื่อ!" o.O ผมอุทานออกไปทั้งที่ในปากยังเต็มไปด้วยอาหารที่กินเข้าไป
และคนที่ไม่ได้ต่างไปจากผมตอนนี้เลยคือคุณลุงที่คอยอยู่เป็นเพื่อนผมมาตลอดตั้งแต่ที่ผมมาติดอยู่ที่นี้
ผมลืมแกไปซะสนิทเลยแหะ พอเห็นเอิงจ้องแกอยู่แบบอึ้งๆเลยนึกขึ้นมาได้ว่าเราอยู่กับสามคน
"เอ่อ.. นี้คุณลุงเอ่อ..." ผมพยายามจะแนะนำคุณลุงคนนี้ให้เธอรู้จัก แต่มันติดปัญหาตรงที่ ผมไม่รู้จักชื่อแก.. +.+ "
"ลุงชื่อแดง เรียกลุงว่าลุงแดงก็ได้" เหมือนลุงแกจะรู้หน้าที่แกรีบตอบขึ้นมาทันที
"ค่ะ ยินดีที่ได้พบค่ะ หนูชื่อ.."
"หนูเอิงใช่ไหม คงจะสนิทกันกับเจ้าปายมากเลยเนอะ เห็นกอดกันกลมซะขนาดนั้น" ว่าแล้วแกก็ขำเล็กๆออกมาอย่างพอใจ ทำเอาเราสอง
คนหลบหน้ากันไม่ทันเลย นี้ถ้าเธอรู้ว่าผมแอบมีใจให้มีหวังผมได้มุดดินหนีเพราะความอายแน่ และก่อนที่มันจะนำทางไปสู่จุดนั้นไปได้มาก
กว่านี้ ผมคงต้องทำอะไรสักอย่าง
"เอ่อ..แล้วบอลกับลุงหวังรู้ได้ไงว่าพี่อยู่นี้" ผมรีบเข้าเรื่องทันที
"อืม..พี่บอลคงจะรู้ตอนที่พี่วิทยุสื่อสารไปบอกอ่ะมั้ง ส่วนลุงหวังก็คงจะเห็นจุดที่พวกพี่อยู่จากด้านบนของตึกคงส่องกล้องดู"
แหม ผมรู้สึกว่าเธอพูดได้ฉะฉานและฉลาดขึ้นมาเป็นกองเลย ดูมั่นใจและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย ตามลำตัวเธอนั้นมีแต่อาวุธทำลายล้างเต็มไป
หมด อาจจะเยอะกว่าเที่ยวก่อนด้วยซ้ำ แถมยังแบกเป้หนักๆมาได้ไม่มีท่าทีว่าจะเหนื่อย นี้มันคนรึอะไรเนี้ย..
"เอิงทำอะไรผิดหรอค่ะ!" อยู่ๆเธอก็เอ่ยถามขึ้น คงจะสังเกตุผมว่าจ้องเธออยู่นาน จะไม่ให้จ้องได้ไงหล่ะ ผู้หญิงอะไรทั้งเท่ห์ทั้งเก่งแถมยัง
ทึกได้อีก เปลี่ยนไปมากพัฒนาได้ไว ซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะไปเร็วได้ขนาดนี้
"อ่ะๆคิดอะไรอยู่พ่อหนุ่มน้อย" ลุงแดงเอนตัวมากระซิบเบาๆกับผมก่อนจะทำสายตาแบบมีเลศนัย
"ฮึ๊ยอะไรเล่าลุง.." ผมจึงได้แต่ทำท่าทางเก้ๆกังๆก่อนจะโซ่ยอาหารกระป๋องเข้าปากอย่างตะกะตะกามเหมือนเดิม
.............................
ซี่~ ซี่~
"ทำอะไรอยู่อะ" ผมเอ่ยถามขึ้นเพราะเห็นว่าเธอกำลังงุ่นง่านอยู่กับเจ้าวิทยุสื่อสารสีแดง
"หาสัญญาณนะค่ะ จะวอลกลับไปบอกทุกคนว่าเอิงเจอพี่แล้ว"
"อืม.. ให้พี่ช่วยไหม"
"ไม่เป็นไรค่ะ พี่พักผ่อนเถอะ" เธอปฏิเสธทันทีก่อนจะทำท่างเดินไปเดินมายกแขนขึ้นลงเพื่อหาคลื่นสัญญาณ
ผมจึงได้แต่ยักไหล่แล้วหันหลังกลับมานั่งกับลุงแดงเหมือนเดิม
"ชอบเอิงอะดิ๊" ลุงแกพูดขึ้นพร้อมท่าทางขี้เล่น
"เฮ้ย ป๊าววว"
"เสียงสูงเลยนะ"
"จริงจริ๊ง สเปคปายไม่ใช่แบบนี้" ผมตอบออกไปพร้อมเบี่ยงหน้าไปทางอื่น
"หนูเอิงท่าทางเก่งเอาการนะ ดูซิผู้หญิงตัวเล็กๆสะพายเป้ใบใหญ่ตามตัวก็มีทั้งระเบิดกระสุนปืนมีด เกิดมาลุงก็พึ่งเคยเจอนี้แหละ"
"ใช่ค่ะ ปายก็คิดอย่างนั้น"
"อย่าปล่อยเธอให้หลุดมือไปหล่ะ คนดีๆแบบนี้"
"ลุงเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยหรอค่ะ" คือที่ผมหมายถึงคือเรื่องความรักแบบผู้หญิงกับผู้หญิงไรทำนองนี้อ่ะ
"เฮ้ หลานลุงก็เป็นแบบเธอสองคนนี้แหละ" ^^
"คือปายทำนิสัยไม่ดีไว้กับน้องเค้าเยอะอ่ะลุง" อะไรดลใจให้ผมคิดที่จะสารภาพออกไปก็ไม่รู้
"เฮ้อ.. ถ้าเราชอบใครสักคนเราก็จะเรียกร้องความสนใจจากเค้าโดยการทำให้เค้าเกลียดทั้งนั้นแหละและลุงก็คิดว่าหนูเอิงเค้าก็คงจะมีใจให้
เราด้วยเหมือนกันหล่ะไอ้ตัวเล็ก..." ลุงแกพูดซะยาวแล้วก็ยิ้มอีกที
"พี่ปาย!!" อยู่ๆเธอก็เรียกผมขึ้นมาซะงั้น เล่นเอาผมกับลุงแดงสะดุ้งไปพร้อมๆกัน "แขนพี่เลือดออกอีกนิ"น้ำเสียงคำพูดของเธอเปลี่ยนไป
ทันทีหลังจากมองมาที่แขนของผมข้างที่ผมประสบอุบัติเหตุซึ่งตอนนี้มันเป็นแค่รอยเลือดแห้งๆไหลลงเป็นทางก็เท่านั้น
"โอ๊ย ซื้ดดด!!"
"อยู่นิ่งๆก่อนซี่ เดี่ยวก็ไม่หายหรอก"
"ก็มันแสบนี้นามือหนักเป็นบ้า" ผมโอดครวญออกมาขณะที่เธอกำลังเอาสำลีจุ่มแอลกอฮอล์แล้วมาเช็ดที่แผลของผม
"กรุณาอย่าเถียงคุณหมอนะค่ะ" เธอพูดออกมาแค่นั้นแล้วก้มหน้าทำแผลต่อ ซึ่งผมก็ได้แต่ซี๊ดซ๊าดอยู่หลายรอบก่อนจะหันไปหาลุงแดงที่
มองเราสองคนอยู่อย่างไม่ละสายตาพรางยกนิ้วโป้งขึ้นมาเพื่อบ่งบอกว่ากำลังชื่นชมในตัวหญิงเหล็กที่กำลังทำแผลให้ผมอยู่ในตอนนี้
"คุณลุงมีบาดแผลตรงไหนไหมค่ะ ได้รับบาดเจ็บอะไรบ้างรึป่าว" เอิงเธอพูดขึ้นหลังจากทำแผลให้ผมเสร็จ
"ไม่มีจ้า" ^^
"เอิง มากับพี่หน่อย" ผมนึกอะไรได้ก่อนจะแทรกขึ้นพรางจูงแขนเธอออกมา
"พี่ปายเป็นอะไร" เธอเอ่ยถามขึ้นพร้อมเลิกคิ้วอย่างสงสัย
"คือพี่เป็นคนฆ่าเมียแก!!"
"ห๊ะ!!" เธอร้องออกมาซะเสียงดังเลยจนผมต้องรีบเอามือไปปิดปากเธอไว้แทบจะไม่ทัน
"คือพี่เจอเมียลุงแกตอนที่เป็นซอมบี้แล้วอ่ะก่อนที่เอิงจะมา คือตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง กลัวมาก รู้แต่ว่าต้องฆ่าไม่อย่างนั้นเค้าจะฆ่าพวกเรา "
"น่าสงสารลุงแกจัง.. แล้วแกรู้เรื่องนี้รึยังค่ะ" เธอเอ่ยออกมาก่อนจะทำหน้าสลด
"ยังอ่ะ พี่บอกแค่ว่าไม่มีใครรอดชีวิตนอกจากพวกเรา" จากนั้นผมก็มีสีน่าท่าทางไม่ต่างไปจากเธอ
ผมคิดว่าคืนนี้คงต้องพักกันที่นี้แหละเพราะมันมืดมากแล้ว พรุ่งนี้เราค่อยหาทางออกไปทางที่นี้
คืนนั้นทั้งคืนพวกเรานอนท่ามกลางท้องฟ้าที่ร่ายร้อมไปด้วยดวงดาวมากมายสลับกับเสียงร้องครวญครางของพวกคนตายที่ยังไม่ตายจาก
ด้านล่างของตึกมาเป็นหย่อมๆ มันทำให้ผมหลับๆตื่นๆและนั้นผมถึงได้รู้ว่ามีเด็กน้อยคนนึงนอนตัวขดอยู่ข้างๆผม ใช่ซิก็พวกเรา
นอนตากหมอกกันนี้นา ผมพยายามจะให้ความอบอุ่นแก่เธอทั้งใจนึงก็กลัวเธอไม่สบายจึงได้ถือวิสาสะและโอกาสนี้ กอดเธอซะเลย...
-------------------------------
พึ่บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เสียงเหมือนใบบัดเฮลิคอปเตอร์ดังมาจากทิศทางใดทิศหนึ่งที่ไม่ไกลจากที่นี้นัก มันทำให้ผมรีบลืมตาแล้วลุกขึ้นจากตรงที่เรานอนอย่างรวดเร็ว
และมันก็ใช่จริงๆมีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินผ่านมาพร้อมกล่องอะไรสักอย่าง..
"เฮ้ๆๆๆ ช่วยด้วย พวกเราอยู่นี้!!!!" ผมพยายามกระโดดโบกไม้โบกมือสุดแรงกำลังเพื่อให้เครื่องบินลำนั้นหันกลับมา
"เดี่ยวก่อน / เฮ้ยยย พวกเรายังไม่ตาย" ทั้งเอิงและลุงแดงต่างลุกขึ้นมาช่วยกันเรียกอีกแรง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีวี่แววการหันลำกลับของ
เครื่องบินนั้น แต่ก่อนที่มันจะลับสายตาเราไปนั้นผมเห็นเหมือนมันทิ้งกล่องที่มันแบกมาด้วยลงที่ไหนสักที่ซึ่งไม่ไกลจากที่นี้นัก
เพื่ออะไร...
มันไม่ไกล ถ้าเราเดินไปโดยไม่มีพวกซอมบี้!..
05.01
ผมมองไปที่นาฬิกาข้อมือที่ผมใส่ไว้ตลอด มันพึ่งจะตีห้ามิน่าหล่ะเครื่องบินนั้นถึงมองไม่เห็นพวกเรา หรือเห็น! แต่ไม่ยอมมาช่วย..
"ทำใมเค้าถึงไม่ยอมมาช่วยเรา.." เอิงพูดขึ้นพรางก้มหน้าด้วยอาการผิดหวังสุดๆ
"นั่นซิ ตัวหนังสือก็เขียนไว้ตัวบะเริ่มเทิ่ม"ลุงแดงแทรกขึ้นอย่างหัวเสีย
ส่วนผมเองก็เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดอะไร ในใจก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างมันมืดไปหมด เมื่อกี้พวกเราเกือบจะรอดตายอยู่แล้ว...
"เอาไงต่อละทีนี้" ลุงแดงยังคงถามต่อ
"เราก็ต้องรีบกลับไปที่ฐานของเราให้เร็วที่สุด" ผมตอบแบบรวบรัดตัดตอนพร้อมกับลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัว
"ห๊ะ ที่ห้างนั้นอ่ะนะ"
"ใช่ค่ะ ที่นั้นมีครบทุกอย่าง"
-------------------------------
06.15
"อ๊ะนี้ของพี่" เอิงยื่นปืนพกที่ผมถนัดที่สุดมาให้
ซึ่งมันทำให้ถึงกับตาวาวแบบดีใจสุดๆ นี้ถ้าไม่ติดวาอยู่กันสามคน ผมคงกระโดดกอดเธอไปนานแล้ว
"ขอบใจนะ" ^^
หลังจากนั้นพวกเราก็รับประทานอาหารกระป๋อง วางแผนและเตรียมพร้อมที่จะเดินทางกลับฐาน
"ตามนั้นนะ ปายจะอยู่หน้า เอิงอยู่หลัง ส่วนลุงแดงอยู่ระหว่างกลางของพวกเรา" ทุกคนพยักหน้าตอบรับสิ่งที่ผมย้ำอีกทีก่อนจะนำ
หน้าปีนบันไดฉุกเฉินนั้นลงไปอีกครั้ง..
ผมพึ่งรู้ ว่าการปีนบันโดยพายกระเป๋าอยู่มันเป็นยังไงก็คราวนี้แหละ มันลำบากมากเพราะตอนนี้ผมดันอาสาแบกเป้นั้นแทนเอิงซะเอง
ฮึ๊บ! เราลงมาถึงชั้นล่างสุดของอาพาร์ทแห่งนี้อย่างปลอดภัยและเป็นไปแบบเหตุการณ์ปกติจนหน้าเหลือเชื่อ
"ทำใมตรงนี้มันเงียบอย่างนี้หละลุง" ผมถามขึ้นเพราะไม่อยากให้มันเงียบไปกว่านี้
"ลุงก็ไม่รู้เหมือนกันหว่ะ น้องเอิงละว่าไง"
"ตอนเอิงมาถึงมันก็เงียบอยู่แบบนี้แล้วอ่ะค่ะ"
"ทุกคนระวังตัวไว้ให้ดีๆนะ มันเงียบผิดปกติ" สัญชาตญาณของผมมันบอกว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเมื่อถึงเวลานี้ทีไรจะมีตัวประหลาดโผล่
ออกมาทำให้เราหัวใจวายเล่นๆได้ทุกที
พวกเราค่อยๆย่างก้าวเดินอย่างไม่เร่งรีบพร้อมกับกลิ่นคาวเลือด กลิ่นอับที่ตลบอบอวนอยู่รอบๆตัว ตามพื้นทางเดิน ตามผนังเต็มไปได้ด้วย
สิ่งสกปรกน่าเกลียดน่าขยะแขยงจนทำให้มีความรู้สึกราวกับว่าอยู่ในบ้านผีสิงก็ยังไม่ปาน..
ปึ้ง! เสียงนี้ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของผม ซึ่งมันทำให้ผมตกใจจนต้องรีบหันไปดู ก็พบว่า..
มีประตูปานนึงล้มลงมาทับตัวลุงแดงพร้อมกับไอ้ตัวหน้าเกลียดตัวนึงที่มันพยายามจะกัดกินลุงแดงให้ได้ แต่โชคดีที่มีแผ่นประตูกลั่นอยู่
มันจึงได้แค่ตะเกียกตะกายบนแผ่นประตูที่ทับตัวลุงแดงอยู่เท่านั้น
ปัง ปัง! สองนัดที่ผมกับเอิงเหนี่ยวไกลพร้อมๆกัน เป็นผลให้สมองของไอ้ผีตัวนั้นกระจุยกระจายไปคนละทิศ สภาพของมันทำให้ผมอยากจะ
อ้วกแตกออกมาให้ได้เลย
"เฮ้อ ขอบจัยนะ" ลุงแดงรีบพลักแผ่นประตูนั้นออกจากตัวก่อนจะรีบลุกขึ้นอย่างเร็วพลัน
"แบบเนี้ย มันไม่ต่างไปจากตายทั้งเป็นนี้หว่า นี้มันเกิดอะไรขึ้นเนี้ย จะตายเมื่อไหร่ก้ไม่รู้!!" แล้วแกก็บ่นออกมาด้วยอาการหวาดกลัวก่อนจะ
ชักลำปืนลูกซองของแกแล้วพยักหน้าให้ผมด้วยท่าทางกลัวๆกล้าๆ
พวกเราเดินทางกันต่อเรื่อยๆจนตกลงกันได้ว่า เราจะออกไปจากที่นี้โดยใช้เส้นทางลัดคือทางออกประตูฉุกเฉินซึ่งมันอยู่สุดทางเดินอีกฝั่งด้าน
นึงของจุดที่เราเดินอยู่ ซึ่งพวกเราต้องเดินผ่านบันไดขึ้นสู่ชั้นสองของตึกแห่งนี้เพื่อนไปยัง
ครื่นนนน!! เสียงผลักประตูฉุกเฉินสีเขียวออกอย่างช้าๆ ลุงแดงพยักหน้าให้พวกเราหลังจากที่ชะโงกออกไปนอกปานประตูเพื่อสำรวจความ
ปลอดภัย ทันทีที่เรากำลังจะก้าวผ่านประตูนั้นไป
อื้ออออ อื้ออออ แฮ่ฮฮฮ เสียงของพวกมันฝูงใหญ่ก็ดังตามมา!!
"ไปเร็ว!" ลุงแดงพยายามส่งเสียงเตือนพวกเราให้ไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุดเพราะพวกมันมากันเยอะมาก ลงมาตามทางบันไดจากชั้นสอง
แว็บนึงที่ผมหนกลับไปดูก็ได้รู้ว่าพวกมันมีจำนวนไม่น้อยพร้อมการเคลื่อนไหวที่ไม่อึดอาดเหมือนเดิมซะแล้ว...
ปัง ปัง ปัง! ลุงแดงพยายามยิงต้านเพื่อให้พวกเราได้วิ่งหาทางออก แต่ก็ไม่มีท่าที่ที่พวกมันจะลดน้อยลง
"ทางนี้!" ผมพยายามตะโกนเรียกทุกคนให้วิ่งตามผมมาให้เร็วที่สุดเหมือนกัน ซึ่งทางที่เชื่อมต่อไปที่ไหนก็ไม่รู้เป็นตอกเป็นซอยแคบๆมืดๆ
ซึ่งมีแสงสว่างจากไฟฉายที่ติดกับกระบอกปืนของผมที่นำพาทุกคนไปยังที่ที่วิ่งไปเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
"โอ๊ย!" เสียงลุงแดงร้องขึ้น ทำให้พวกเราต้องหยุดฝีเท้าแล้วรีบหันไปดู ภาพที่เห็นคือ ลุงแกล้มหัวขมำไม่เป็นท่า
"ลุงแดงไหวไหมค่ะ"
"เร็วเข้าลุง!" ผมกับเอิงรีบวิ่งกลับไปพยุงแกคนละข้าง
"ดะ เดี่ยวก่อน ละลุงไม่ไหว!!"
"ไม่นะค่ะลุง ลุงต้องไหว"
"อีกไม่ไกลจะเจอทางออก พอพ้นประตูนั้นจะเจอถนนหลังเมือง มันจะนำพาพวกเธอไปถึงห้างนั้นได้" ลุงแกพยายามอธิบายทั้งที่ตัวเองหาย
ใจแทบจะไม่ทันอยู่แล้ว สภาพแกตอนนี้ทำให้ผมแทบน้ำตาร่วงยิ่งไปกว่านั้นมันทำให้ผมนึกถึงเมียแกที่ผมเป็นคนลงมือฆ่าเองกับมือ หันหลัง
กลับไปมองยังเส้นทางที่เราวิ่งผ่านมาก็เจอพวกผีนรกนั้นวิ่งตามมาแบบไม่มีท่าทีว่าจะเหน็ดเหนื่อย
พวกมันเป็นเครื่องจักรสังหารกันหรือยังไง..
"ไป!!!" ลุงแกตะโกนก่อนขว้าเอาเระเบิดชนิดรุนแรงที่เอิงพกติดตัวมาด้วยอย่างเร็วพลันแล้วพยายามผลักพวกเราสุดแรงสุดท้ายของแก
ตาลุงแก่หัวหงอกคนนึงที่ซึ่งรู้ว่าตัวเองว่าไปไหนไม่รอดด้วยร่างกายที่ชราแขนขาอ่อนแรงพยายามจะช่วยชีวิตเด็กวัยรุ่นสองคนที่มีกำลังดี
อย่างสุดกำลังโดยไม่ห่วงชีวิตของตน น้ำตาเขาไหลอาบสองแก้มตาลี่ตาลานตะโกนไล่พวกเราให้ไปให้ไกลๆในมือก็เตรียมดึงสลักระเบิด
"ไม่น๊าาลุงแดง!!" ผมพยายามฉุดกระชากดึงเอิงให้หลุดจากการปล่อยมือจากลุงแดง เพราะรู้ดีถึงจุดประสงค์ของแก
"ลุง!!!!!" ปากผมได้แต่ตะโกนเรียกแก แต่ขากับแขนยังคงทำหน้าที่ของมันคือต้องช่วยชีวิตอีกคนไว้ให้ได้
"รีบไป อย่าหันหลังกลับมา!!!!" ผมได้ยินเสียงสุดท้ายของลุงแกก่อนจะ..
บึ๊ม!!!!!!!!!
เปลวไฟมหึมาลอยตามหลังพวกเรามาอย่างรวดเร็วพร้อมความร้อนระอุที่ทำให้ทุกอย่างในระแวกนั้นลุกไหม้แหลกสลายไปเป็นจุนให้
ไม่เหลือแม้แต่เศษซากภายในพริบตาเดียว และในขณะที่มันกำลังจะถลาโถมเข้ามาฆ่าชีวิตเรานั้นประตูสีเขียวบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าจึง
เป็นทางเลือกสุดท้าย..
เราสองคนกระโจนออกมาจากประตูนั้นอย่างสุดกำลังโดยที่ผมพยายามจะผลักร่างของเอิงให้นำไปก่อน
แรงระเบิดทำให้ตัวเราสองคนกระเด็นลอยพ้นออกจากตึกนั้นไปได้ไกลโขเหมือนกัน!
อึ๊บ! ผมได้ยินเสียงร่างกายตัวเองหล่นกระแทกลงพื้นอย่างจังไม่ต่างไปจากเอิง รู้สึกถึงความร้อนที่ตามมาจากด้านหลัง
ตอนนี้รู้สึกแผ่นหลังของผมมันชาเหมือนโดนไหม้
"ฮื้ออออ ลุงแดง..."
ตามมาด้วยเสียงสะอึ๊กสะอื้นของหญิงสาวอีกคนที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นร้ายแรงแค่ไหนเธอก็ยังอยู่ข้างๆผม..
ผมพยายามใช้แรงที่เหลือทั้งหมดพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็นสลัดเป้ที่พายมาทิ้งไป ก่อนจะเอี่ยวตัวเข้าไปกอดเธอที่นั่งกอดเข่า
ปิดหน้าปิดตาตัวเองร้องให้อย่างหมดหนทาง
"ลุงพยายามช่วยชีวิตพวกเรา.." ผมพูดออกมาก่อนจะร้องให้ออกมากอดเธอไว้แน่นเช่นกัน
ทุกอย่างเงียบลงพร้อมกับเปลวไฟอันร้อนระอุยังคงเผาใหม้สิ่งต่างๆที่อยู่ในตึกนั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นควันสีดำที่ลอยออกมาจากช่องรู
หรือหน้าต่างของตึกเป็นหย่อมๆเหมือนตึกที่โดนไฟไหม
"ไปกันเถอะพี่ปาย.." เอิงเธอยื่นมือมาให้ผมเพื่อที่จะดึงตัวผมให้ลุกขึ้น ดูท่าทางเหมือนเธอจะพร้อมแล้วในมือเธอถือปืนพร้อมสะพายเป้ที่ก่อน
หน้านี้ผมเป็นคนพาย "ตัวพี่มอมแมมไปหมดเลยนะค่ะ" เธอพูดพร้อมกับป้าดน้้ำและพยายามบัดเศษคราบเขม่าควันสีดำที่ติดตามตัวผม
"เราเองก็ไม่ต่างหรอก เจ็บตรงไหนบ้างไหม"
"เอิงไม่เป็นไรค่ะ ไม่เจ็บ แล้วพี่โอเคไหม"
"พี่ไม่เป็นไรหรอก แต่ร้อนหลังเป็นบ้า นี้ผมไหม้รึเปล่าก็ไม่รู้" ผมตอบพร้อมจับไปที่ผมของตัวเองนึกไปถึงตอนนั้นถ้าเราช้าแม้แต่วินาที
เดียวมีหวังเราได้กลายเป็นศพย่างไฟในนั้นแน่ๆ
"แกคงจะไปอยู่กับเมียแกแล้วใช่ไหมค่ะ.." เอิงเธอพูดขึ้นสายตาก็ยังคงจ้องไปที่ประตูนั้น
"ไปกันเถอะนะ.. ^^ " ผมเลือกที่จะไม่ตอบอะไรมากนอกจากจะชวนเธอให้รีบไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุดพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้กำลังใจเธอก่อนที่เธอ
จะหันมากุมมือผมไว้แน่นแล้วรีบเดินทางออกมาจากตรงนั้นโดยที่ไม่ได้หันหลังกลับไปมองอีกเลย...
++++++++++++++++++++++++
ZOMBIE OUTDISTANCE 19
Chapter 19
เป็นโชคดีของผมที่ค้นเจอวิทยุสื่อสารและไฟฉายจากซอมบี้รปภ.คนเมื่อกี้ก่อนที่ผมจะออกมาจากห้องนั้น ด้านนอกมีพวกมัน
เต็มไปหมดทุกทั่วสารทิศ ผมเดินตรงเข้าไปยังส่วนในของอาพาร์ทเม้นแห่งนี้ด้านซ้ายกับด้านขวาเป็น
ห้องสำหรับให้คนมาเช่า ตรงไปอีกนิดจะเจอบันไดอยู่ฝั่งด้านซ้ายทางขึ้นไปยังชั้นสอง ส่วนที่อยู่ข้างหน้าสุดทางเดิน
คงจะเป็นลิฟล์โดยสารซินะ ผมติดต่อเพื่อนทางวิทยุสื่อสารได้แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเพราะผมไม่ค่อยได้ยินที่เพื่อนพูด
เท่าไหร่นักแล้วอยู่ๆสัญญาณก็ขาดหายไป ผมพยายามแล้วพยายามเล่าก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก
แต่เอาเถอะอย่างน้อยพวกเขาก็รู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่..
นี้ก็เกือบจะบ่ายสามโมงแล้วโชคดีที่มันไม่ใชเวลากลางคืนเพราะงั้นผมคงมองอะไรไม่เห็นแน่ๆ จุดหมายปลายทางของ
ผมคราวนี้คือ ด่านฟ้า เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะติดต่อกับพวกของเราได้อย่างน้อยลุงหวังก็อยู่บนด่านฟ้าของ
ห้างที่พวกเราอยู่ บางทีลุงแกอาจจะเห็นผมจากตึกนี้ก็ได้...
ผมเดินไปอย่างช้าๆพร้อมกับแสบแปล๊บๆที่แผล อาจจะเป็นตอนที่ผมล้มก่อนหน้านี้ที่มีพวกมันตัวนึงจู่โจมจนทำให้แผลเปิด
ตอนนี้ผมรู้สึกหิวและกระหายมาก สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือไปให้ถึงด่านฟ้าให้เร็วที่สุด..
ทำใมต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ เป็นครั้งแรกเลยจริงๆที่ผมต้องเผชิญอะไรๆด้วยตัวเองตามลำพัง ทุกอย่างรอบตัวนอกจากพวกเราแล้วก็
กลายเป็นซากศพเดินได้กันไปหมดและมาจวบจนตอนนี้ ผมเองยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..
แอ๊ดดดดดดด
ผมค่อยๆแง้มประตูห้องสองศูนย์หนึ่งเข้าไปอย่างช้าๆเพราะเห็นว่าประตูมันปิดไม่สนิท
"ยกมือขึ้น!!...ชั้นมีปืน!!" มีเสียงผู้ชายดังขึ้นพร้อมกับมีท่อนอะไรสักอย่างจ่ออยู่ที่ท้ายทอยของผมและมันคงจะเป็น
ปืนอย่างที่เขาบอก เป็นเหตุให้ผมต้องทำตามทันที "พูดซิ" เขาพูดขึ้นอีกที
"เอ่อ.. หนูเป็นคนค่ะ หลงมา"
"จริงหรอ ติดเชื้อรึป่าว"
"ห๊ะ?"
"ชั้นถามว่าติดเชื้อรึป่าว!!" เขาพยายามถามซ้ำเสียงดังพร้อมเน้นจ่อปลายกระบอกมาที่สมองของผม
"อะ..เอ่อ.. ไม่ค่ะ ไม่น่าจะไม่" ผมรีบตอบแบบกระตุกกะตัก
"งั้นค่อยๆหันมา"
ผมค่อยๆหันไปตามที่เขาบอกทันทีและก็พบว่าผู้ชายคนนี้เป็นตาแก่ตัวอ้วนหัวหยิกที่ในมือถือปืนลูกซองจ่อหน้าผม
อยู่จริงๆด้วย
"เข้ามาในนี้ได้ไง"
"คือหนูพลัดหลงกับเพื่อนน่ะค่ะแล้วก็มีพวกมันเต็มไปหมดเลยถือวิสาสะเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาติ"
ผมพยายามหาเหตุผลต่างๆนามาอธิบายเพราะถ้าเกิดเขาไม่เชื่อขึ้นมาแล้วลั่นไกล ผมคง...
"ห๊ะ ยังมีคนรอดชีวิตอยู่หรอแล้วอยู่ที่ไหนกัน!!"
"เอ่อ.. อยู่ที่ห้างสรรพสินค้าไม่ไกลจากที่นี้ค่ะ"
"งั้นหรอ อืม.." เขาฮึมฮัมในลำคอแล้วลดปืนลงทันทีก่อนจะก้มหน้าลงเหมือนนึกอะไรสักอย่าง
ผมเองก็เมื่อยแขนที่ต้องยกอยู่อย่างนั้นตั้งนาน
"แล้วลุงมาอยู่ที่นี้ได้ยังไงละค่ะ" ผมเอ่ยถามขึ้นเพราะนับว่าโชคดีมากที่ยังมีคนเป็นๆให้ได้เห็นอยู่อีก
"ชั้นทำงานที่นี้เป็นพ่อบ้าน ส่วนเมียชั้นทำงานอยู่ที่ห้างที่พวกเธออยู่นั่นแหละ" เขาเล่าหลังจากที่เดิน
ไปปิดประตูและจัดการล๊อคมัน "แต่ฉันว่าเธอคงไม่รอดแล้วหล่ะ" แล้วเขาก็ทำสีหน้าเศร้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"ภรรยาของลุงทำงานเกี่ยวกับอะไรหรอค่ะ"
"เป็นแม่บ้านทำความสะอาดน่ะอยู่โซนชั้นล่างของห้างนั้นแหละ"
"ลักษณะของเธอเป็นยังไงค่ะ!!" ผมรีบถามขึ้นทันที
เขาเล่าถึงลักษณะท่าทางรวมทั้งบอกชื่อให้ผมฟัง ซึ่งไม่ผิดแน่ เธอเป็นผู้หญิงที่ผมฆ่าตอนนั้น ตอนที่อยู่ในห้องน้ำ
ผมรู้สึกผิดและระอายใจมากอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าคนที่ผมฆ่าไปนั้นเป็นญาติพี่น้องเป็นที่รักของใครบ้าง
"ที่นั้นไม่มีใครเลยค่ะ นอกจากพวกเรา.." ผมพยายามตอบแบบตัดปัญหาทั้งที่ในใจละอายเป็นที่สุด
"อืม..." เขาพยักทั้งน้ำตา คงจะกลั้นไว้ไม่ไหวจริงๆ
"แล้วปืนนี้ลุงได้มายังไงค่ะ"
"อ๋อของเจ้าของตึกนี้หน่ะ มันอยู่ในตู้ที่ลุงเป็นคนถือกุญแจก่อนจะหลบเข้ามาอยู่ที่นี้"
"แล้วทำใมต้องเป็นห้องนี้ค่ะ"
"............" ลุงแกไม่ตอบอะไรกลับมา เอาแต่นั่งเงียบ
"เดี่ยวหนูจะพาลุงออกไปจากที่นี้นะค่ะ แต่ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือต้องขึ้นไปบ้านด่านฟ้าของตึก"
"ฮื้ม ทำใมต้องขึ้นไป" เขาเงยหน้าขึ้นมาถามอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักผมก็อธิบายทุกอย่างให้ลุงแกฟังจนหมด รวมทั้งข้อสงสัยเรื่องที่ผมมาต้องอยู่ในสภาพนี้
"เธออยู่มอไหนหรอ"
"เอ่อ.. ไม่ได้เรียนค่ะ ทำงานแล้ว"
"โอ้ ทำใมตัวเล็กจัง" ^^
คำตอบที่ผมได้ยินนั้นทำให้ผมขำเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มกลับไปก็เท่านั้น..
"ทำใมมันเงียบผิดปกติจังเลยละค่ะ" ผมถามขึ้นระหว่างทางที่เราพลัดเดินพลัดวิ่ง
"ลุงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าที่นี้มีคนเช่าอยู่เต็มทุกห้อง"
"แล้วทำใมลุงถึงได้ถามว่าติดเชื้อไหมละค่ะ"
"ก็ลุงเห็นเจ้าของตึกนะซิ ท่าทางเหมือนผีดิบกำลังทำร้ายเมียตัวเองอยู่ลุงพยายามจะเข้าไปช่วย สู้กันอยู่นาน
ยิงยังไงก็ไม่หยุดจนต้องยิงที่หัวถึงหยุด จากนั้นลุงก็เข้าไปกะจะพาเมียเขาไปหาหมอแต่เธอดันกลายเป็นเหมือนกัน
กับสามีของเธอแบบเดียวกับเป๊ะ พูดจาไม่รู้เรื่องคอยจะตรงเข้ามาทำร้ายเราอย่างเดียว ลุงก็เลยยิงเธอเหมือนกับ
ที่ยิงสามีเธอจากนั้นทุกคนก็กลายเป็นผีดิบเหมือนกันหมด บ้าคลั่งแล้วก็เหมือนจะกระหายอยู่ตลอดเวลา"
"ใช่ค่ะ เพราะพวกเค้าเป็นซากศพที่เดินได้ แบบตายไปแล้วแต่ดันกลับมามีชีวิตและเดินได้"
"อั๊ยย๊า คนที่โดนทำร้ายเลยกลายเป็นแบบนั้นในท้ายที่สุดน่ะหรอ"
"ค่ะ เราควรระวังตัวเองให้ดีที่สุด"
ปึ้ง!!
จู่ๆก็มีประตูห้องบานนึงถูกพังออก
"ชะ ชะช่วย ดะ ด้วย..!!" มีผู้ชายคนนึงใบหน้าเขาหายไปครึ่งซีกลำตัวก็ดูเหมือนถูกแทะจนเนื้อหนังหลุดหลุ่ยไป
ทั้งตัว ก่อนที่เขาจะล้มทั้งยืนและพยายามครานมายังจุดที่พวกเรายืนอยู่และทันใดนั้นเอง ก็มีผู้หญิงอีกคนนึง
เดินตามออกมา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเลือดตรงปากก็ดูเหมือนมีเศษเนื้อติดอยู่
ปัง! ปัง! สองนัดที่ผมเหนี่ยวไกล..
และเป็นอีกสองนัดที่ไม่พลาดเป้าเลย ทั้งคู่นอนตายจมกองเลือดของตัวเองอยู่แบบไม่ไหวติง
"โห ไอ้หนูเธอเจ๋งสุดๆ ยิงแม่นสมกับท่าทางห้าวๆของเธอจริงๆ ลุงเพิ่งเคยเห็นเด็กเก่งก็ตอนนี้ละ"
"เอ่อ.. คือหนูโตแล้วค่ะ ไม่ใช่เด็กแล้ว" ผมยิ้มหยี่ๆให้แกก่อนจะออกเดินทางต่อ
เราขึ้นมาถึงชั้นสามของอาคาร...
"เอ่อ..ลุงค่ะ ตึกนี้มีบันไดฉุกเฉินหรือบันไดลิงไหมค่ะ"
"อ๋อมีซิ ตามมา" ว่าแล้วแกก็พาวิ่งไปยังสุดทางเดิน
"แบบนี้ใช่ไหม"
"ใช่แล้วค่ะ" ผมยิ้มอย่างดีอกดีใจสุดๆ บันไดที่เห็นมันเป็นบันไดแบบเดียวกันกับตอนที่อยู่โรงเรียนเลย
แตกต่างกันที่สีเท่านั้นเอง
ผมกับลุงพากันปีนบันไดนี้ขึ้นไปยังชั้นบนสุดของอาคาร ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก เราก็พากันมาถึง..
เวลาตอนนี้สี่โมงกว่าๆท้องฟ้ายังคงดูไม่ปลอดโปร่งแลดูน่ากลัวเหมือนเดิม ผมพยายามชะเง้อมองไปยัง
ตึกที่เป็นห้างสรรพสินค้าที่เป็นฐานทัพของพวกเรา แต่มันอยู่ในระยะที่ไกลกันพอสมควรมองด้วยตาเปล่าจะไม่
เห็นอะไรเลย ผมพยายามโบกไม้โบกมือไปเพื่อให้มีใครสักคนเห็น แต่ก็ไม่มีสัญญาณใดๆตอบกลับมา
หรือว่าผมต้องตายอยู่ที่นี้จริงๆ..
+++++++++++++++++
อีกด้านนึง..
ซี่~ ซี่~ "เอิง ได้ยินแล้วตอบด้วย!!"
"ได้ยินค่ะ" ซี่~
"ลุงหวังบอกว่าไอ้ปายอยู่บนด่านฟ้าของตัวอาคารพร้อมกับผู้ชายอีกคนนึง" ซี่~
"รับทราบค่ะ" ซี่~
"รีบๆหน่อยละ อีกไม่นานก็จะมืดแล้ว" ซี่~ ซี่~
"ค่ะ จวนจะถึงแล้ว เฮ้ย!!!!!" ซี่~~~~~
สิ้นเสียงนั้น คลื่นสัญญาณก็หลุดไปทันที..
+++++++++++++++
"เฮ้อ.. เราจะทำยังไงดีละไอ้หนู"
"ใจเย็นๆก่อนนะค่ะ ถ้าไม่รอให้คนมาช่วยเราก็ต้องฝ่าพวกมันออกไปเอง"
"แล้วใครจะมาช่วยเรากันหล่ะ"
"เอ่อ... ตำรวจ ทหารหรือไม่ก็นาวิก" ผมตอบออกไปแบบสงสัยเหมือนกันว่านี้มันก็หลายวันแล้ว
ทำใมไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเลย ทั้งเมืองเกิดเรื่องขนาดนี้ทำใมรัฐบาลไม่ทำอะไรสักอย่าง ผมไม่เห็นทหารตำรวจเลย
สักนาย เป็นศพเป็นซอมบี้ก็ไม่เห็น
"แล้วยังมีใครที่เก่งเหมือนเธออีกรึป่าวเนี้ย" จู่ๆลุงแกก็ถามขึ้น
"อ๋อ มีค่ะ เราถูกฝึกมาเหมือนๆกันที่ใช้อาวุธเป็นจริงๆก็มีอยู่อีกสองคนคือเพื่อนหนูและ..." ว่าแล้วก็ทำให้ผมก็นึกถึง
ยัยเอิงเอยนั้น เธอเก่งใช้ได้และก็คอยช่วยชีวิตผมไว้หลายต่อหลายครั้ง ผมอาจปฎิเสธไม่ได้เลยว่าผมเกิดชอบเธอขึ้นมาจริงๆ
แต่ที่ผมทำเป็นบึ้งตึงหงุดหงิดใส่เธอก็เพราะผมอายและกลัวเธอจะรู้ว่าผมแอบชอบ เธอทำให้ผมลืมเรื่องของมินไป
เลย เด็กสาวที่ชอบยิ้มและร่าเริงอยู่ตลอดเวลาแต่ทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่างชอบทำตัวเด็กไม่รู้จักโต ไม่มีความคิดที่
เป็นผู้ใหญ่เลยสักนิดและนี้แหละมั้งอาจจะเป็นเสน่ห์ดึงดูดของเธอที่ทำให้ผมเกลียดตั้งแต่แรกเห็นจนสุดท้ายผมก็
ทนไม่ไหว..
"และอะไรหรอ" ลุงแกเขย่ามาที่ไหล่ผม ทำให้ความคิดของผมที่เตลิดเปิดเปิงไปกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"เอ่อ..และ และเพื่อนอีกคนค่ะ แล้วก็มีคุณลุงที่เป็นตำรวจอีกสองคนเป็นญาติของเพื่อนปาย"
"อ๋อ.."
ในขณะที่ความเงียบก่อตัวขึ้นผมก็เหลือบไปเห็นกระป๋องสีพร้อมกับแปลงวางอยู่ข้างๆห้องที่เป็นประตูขึ้นมาสู่ด่าน
ฟ้านี้ ซึ่งดูแล้วเหมือนมันจะถูกล๊อกเอาไว้จากด้านใน ผมเกิดไอเดียอะไรขึ้นบางอย่างก่อนจะวิ่งไปหยิบกระป๋องสีและ
วิ่งไปพื้นที่ที่มันโล่งๆ
"เราจะเขียนข้อความของความช่วยเหลือค่ะ"
"ห๊ะ"
"จะเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดีค่ะ" ฉันถามขึ้นอีกทีเมื่อเห็นว่าลุงแกมีสีหน้าเหมือนงงๆ
"ก็ปายเห็นในหนังเค้าเอาสีมาเขียนข้อความช่วยเหลือบนหลังคาบ้าง บนพื้นที่ว่างของด่านฟ้าบ้าง เผื่อมีเครื่องบิน
หรือเฮลิค๊อปเตอร์ผ่านมาเค้าจะได้รู้ว่ามีคนรอดชีวิตอยู่ที่นี้ไงค่ะ"
"อ๋ออออออ งั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษดีกว่า สั้นดีไม่เปลืองสีด้วย" ว่าแล้วลุงแกก็ยิ้มอย่างปลื้มปิติอะไรสักอย่าง
ผมกับลุงแกช่วยกันเขียนข้อความนั้นจนเสร็จก่อนที่ฟ้าจะมืด และนั้นมันยิ่งทำให้ผมเหนื่อยและหิวมากๆซึ่งลุงแกเอง
ก็มีสภาพไม่ต่างไปจากผมสักเท่าไหร่
"ลุงค่ะ ปายไม่ไหวแล้ว"
"ทนหน่อย เราเขียนข้อความไว้แล้วเดี่ยวก็มีคนมาช่วย.."
พูดยังกะนิยายไปได้ พอเขียนปุ๊ปจะให้มีเฮลิค๊อปเตอร์พร้อมทหารลงมารับเราเลยรึไง โถ่.. อีกอย่างมันจะมืดแล้วด้วย จาก
บนท้องฟ้ามองลงมาคงไม่เห็นตัวหนังที่เราเขียนหรอก ผมหมดหนทางจนปัญญาคิดอะไรไม่ออกแล้วจริงๆสภาพเหมือน
คนขาดน้ำขาดอาหารมาหลายปี ปากซี๊ดตัวสั่น เหงื่อไหลท่วมตัว นี้ถ้าชาติหน้ามีจริงขออย่าได้เกิดมาเป็นคนเลยนะถ้าจะ
มาลำบากเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายขนาดนี้
เธออยู่ที่ไหนนะเอิง......
ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!!!! ปัง! ปัง! ปัง!!!!!
มีคนกำลังพยายามพังประตูด่านฟ้าออกมา! ผมได้ยินทั้งเสียงปืนและเสียงพังประตู!!
นี้ยังมีคนรอดชีวิตอยู่อีกหรอเนี้ย!!! ผมพยายามลืมตาและใช้แรงเฮื้อกสุดท้ายวิ่งไปที่ประตูนั้นและทันทีที่ผมวิ่งไปถึง
ประตูนั้นก็ถูกพังออกมาพร้อมกับร่างคนคนนึงซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นผู้หญิง ผมกับเธอจึงช่วยกันดันประตูให้ปิด
ไว้เหมือนเดิมอย่างทุรักทุเร เพราะตอนนี้ได้มีพวกซอมบี้ฝูงใหญ่พยายามจะดันประตูออกมาเช่นกันและก่อนที่พวกเราจะด้าน
มันไว้ไม่ไหวนั้น ปึ้ง! คุณลุงที่อยู่กับผมแกเอาแรงมาจากไหนไม่รู้ผลักประตูให้ปิดเข้าจนได้ภายในทีเดียวพร้อมกับลงกอน
ล๊อกจากด้านนี้ ทำให้ได้ยินแค่เสียงพวกมันที่พยายามจะพังประตูเข้ามาเท่านั้น...
"พี่ปายๆ!!" ผมได้ยินเสียงใครคนนึงร้องเรียกชื่อผม ก่อนที่ตาผมจะปิดและล้มลงไปนอนกองกับพื้น
ทุกอย่างมืดไปหมด ความเงียบทำให้ดูเหมือนว่าผมอยู่คนเดียวที่ไหนสักแห่ง...
"พี่ปายค่ะ" เสียงนั้นเรียกผมอีกแล้ว!!
นี้ผมยังไม่ตายใช่ไหม!! ผมพยายามเบิกเปลือกตาอันหนักอึ้งนี้ขึ้นให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้จนทำให้มองเห็นภาพเห็นตรงหน้าได้
อย่างชัดเจน..
"เอิง!!"
+++++++++++++++++++++++++
เป็นโชคดีของผมที่ค้นเจอวิทยุสื่อสารและไฟฉายจากซอมบี้รปภ.คนเมื่อกี้ก่อนที่ผมจะออกมาจากห้องนั้น ด้านนอกมีพวกมัน
เต็มไปหมดทุกทั่วสารทิศ ผมเดินตรงเข้าไปยังส่วนในของอาพาร์ทเม้นแห่งนี้ด้านซ้ายกับด้านขวาเป็น
ห้องสำหรับให้คนมาเช่า ตรงไปอีกนิดจะเจอบันไดอยู่ฝั่งด้านซ้ายทางขึ้นไปยังชั้นสอง ส่วนที่อยู่ข้างหน้าสุดทางเดิน
คงจะเป็นลิฟล์โดยสารซินะ ผมติดต่อเพื่อนทางวิทยุสื่อสารได้แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเพราะผมไม่ค่อยได้ยินที่เพื่อนพูด
เท่าไหร่นักแล้วอยู่ๆสัญญาณก็ขาดหายไป ผมพยายามแล้วพยายามเล่าก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก
แต่เอาเถอะอย่างน้อยพวกเขาก็รู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่..
นี้ก็เกือบจะบ่ายสามโมงแล้วโชคดีที่มันไม่ใชเวลากลางคืนเพราะงั้นผมคงมองอะไรไม่เห็นแน่ๆ จุดหมายปลายทางของ
ผมคราวนี้คือ ด่านฟ้า เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะติดต่อกับพวกของเราได้อย่างน้อยลุงหวังก็อยู่บนด่านฟ้าของ
ห้างที่พวกเราอยู่ บางทีลุงแกอาจจะเห็นผมจากตึกนี้ก็ได้...
ผมเดินไปอย่างช้าๆพร้อมกับแสบแปล๊บๆที่แผล อาจจะเป็นตอนที่ผมล้มก่อนหน้านี้ที่มีพวกมันตัวนึงจู่โจมจนทำให้แผลเปิด
ตอนนี้ผมรู้สึกหิวและกระหายมาก สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือไปให้ถึงด่านฟ้าให้เร็วที่สุด..
ทำใมต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ เป็นครั้งแรกเลยจริงๆที่ผมต้องเผชิญอะไรๆด้วยตัวเองตามลำพัง ทุกอย่างรอบตัวนอกจากพวกเราแล้วก็
กลายเป็นซากศพเดินได้กันไปหมดและมาจวบจนตอนนี้ ผมเองยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..
แอ๊ดดดดดดด
ผมค่อยๆแง้มประตูห้องสองศูนย์หนึ่งเข้าไปอย่างช้าๆเพราะเห็นว่าประตูมันปิดไม่สนิท
"ยกมือขึ้น!!...ชั้นมีปืน!!" มีเสียงผู้ชายดังขึ้นพร้อมกับมีท่อนอะไรสักอย่างจ่ออยู่ที่ท้ายทอยของผมและมันคงจะเป็น
ปืนอย่างที่เขาบอก เป็นเหตุให้ผมต้องทำตามทันที "พูดซิ" เขาพูดขึ้นอีกที
"เอ่อ.. หนูเป็นคนค่ะ หลงมา"
"จริงหรอ ติดเชื้อรึป่าว"
"ห๊ะ?"
"ชั้นถามว่าติดเชื้อรึป่าว!!" เขาพยายามถามซ้ำเสียงดังพร้อมเน้นจ่อปลายกระบอกมาที่สมองของผม
"อะ..เอ่อ.. ไม่ค่ะ ไม่น่าจะไม่" ผมรีบตอบแบบกระตุกกะตัก
"งั้นค่อยๆหันมา"
ผมค่อยๆหันไปตามที่เขาบอกทันทีและก็พบว่าผู้ชายคนนี้เป็นตาแก่ตัวอ้วนหัวหยิกที่ในมือถือปืนลูกซองจ่อหน้าผม
อยู่จริงๆด้วย
"เข้ามาในนี้ได้ไง"
"คือหนูพลัดหลงกับเพื่อนน่ะค่ะแล้วก็มีพวกมันเต็มไปหมดเลยถือวิสาสะเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาติ"
ผมพยายามหาเหตุผลต่างๆนามาอธิบายเพราะถ้าเกิดเขาไม่เชื่อขึ้นมาแล้วลั่นไกล ผมคง...
"ห๊ะ ยังมีคนรอดชีวิตอยู่หรอแล้วอยู่ที่ไหนกัน!!"
"เอ่อ.. อยู่ที่ห้างสรรพสินค้าไม่ไกลจากที่นี้ค่ะ"
"งั้นหรอ อืม.." เขาฮึมฮัมในลำคอแล้วลดปืนลงทันทีก่อนจะก้มหน้าลงเหมือนนึกอะไรสักอย่าง
ผมเองก็เมื่อยแขนที่ต้องยกอยู่อย่างนั้นตั้งนาน
"แล้วลุงมาอยู่ที่นี้ได้ยังไงละค่ะ" ผมเอ่ยถามขึ้นเพราะนับว่าโชคดีมากที่ยังมีคนเป็นๆให้ได้เห็นอยู่อีก
"ชั้นทำงานที่นี้เป็นพ่อบ้าน ส่วนเมียชั้นทำงานอยู่ที่ห้างที่พวกเธออยู่นั่นแหละ" เขาเล่าหลังจากที่เดิน
ไปปิดประตูและจัดการล๊อคมัน "แต่ฉันว่าเธอคงไม่รอดแล้วหล่ะ" แล้วเขาก็ทำสีหน้าเศร้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"ภรรยาของลุงทำงานเกี่ยวกับอะไรหรอค่ะ"
"เป็นแม่บ้านทำความสะอาดน่ะอยู่โซนชั้นล่างของห้างนั้นแหละ"
"ลักษณะของเธอเป็นยังไงค่ะ!!" ผมรีบถามขึ้นทันที
เขาเล่าถึงลักษณะท่าทางรวมทั้งบอกชื่อให้ผมฟัง ซึ่งไม่ผิดแน่ เธอเป็นผู้หญิงที่ผมฆ่าตอนนั้น ตอนที่อยู่ในห้องน้ำ
ผมรู้สึกผิดและระอายใจมากอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าคนที่ผมฆ่าไปนั้นเป็นญาติพี่น้องเป็นที่รักของใครบ้าง
"ที่นั้นไม่มีใครเลยค่ะ นอกจากพวกเรา.." ผมพยายามตอบแบบตัดปัญหาทั้งที่ในใจละอายเป็นที่สุด
"อืม..." เขาพยักทั้งน้ำตา คงจะกลั้นไว้ไม่ไหวจริงๆ
"แล้วปืนนี้ลุงได้มายังไงค่ะ"
"อ๋อของเจ้าของตึกนี้หน่ะ มันอยู่ในตู้ที่ลุงเป็นคนถือกุญแจก่อนจะหลบเข้ามาอยู่ที่นี้"
"แล้วทำใมต้องเป็นห้องนี้ค่ะ"
"............" ลุงแกไม่ตอบอะไรกลับมา เอาแต่นั่งเงียบ
"เดี่ยวหนูจะพาลุงออกไปจากที่นี้นะค่ะ แต่ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือต้องขึ้นไปบ้านด่านฟ้าของตึก"
"ฮื้ม ทำใมต้องขึ้นไป" เขาเงยหน้าขึ้นมาถามอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักผมก็อธิบายทุกอย่างให้ลุงแกฟังจนหมด รวมทั้งข้อสงสัยเรื่องที่ผมมาต้องอยู่ในสภาพนี้
"เธออยู่มอไหนหรอ"
"เอ่อ.. ไม่ได้เรียนค่ะ ทำงานแล้ว"
"โอ้ ทำใมตัวเล็กจัง" ^^
คำตอบที่ผมได้ยินนั้นทำให้ผมขำเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มกลับไปก็เท่านั้น..
"ทำใมมันเงียบผิดปกติจังเลยละค่ะ" ผมถามขึ้นระหว่างทางที่เราพลัดเดินพลัดวิ่ง
"ลุงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าที่นี้มีคนเช่าอยู่เต็มทุกห้อง"
"แล้วทำใมลุงถึงได้ถามว่าติดเชื้อไหมละค่ะ"
"ก็ลุงเห็นเจ้าของตึกนะซิ ท่าทางเหมือนผีดิบกำลังทำร้ายเมียตัวเองอยู่ลุงพยายามจะเข้าไปช่วย สู้กันอยู่นาน
ยิงยังไงก็ไม่หยุดจนต้องยิงที่หัวถึงหยุด จากนั้นลุงก็เข้าไปกะจะพาเมียเขาไปหาหมอแต่เธอดันกลายเป็นเหมือนกัน
กับสามีของเธอแบบเดียวกับเป๊ะ พูดจาไม่รู้เรื่องคอยจะตรงเข้ามาทำร้ายเราอย่างเดียว ลุงก็เลยยิงเธอเหมือนกับ
ที่ยิงสามีเธอจากนั้นทุกคนก็กลายเป็นผีดิบเหมือนกันหมด บ้าคลั่งแล้วก็เหมือนจะกระหายอยู่ตลอดเวลา"
"ใช่ค่ะ เพราะพวกเค้าเป็นซากศพที่เดินได้ แบบตายไปแล้วแต่ดันกลับมามีชีวิตและเดินได้"
"อั๊ยย๊า คนที่โดนทำร้ายเลยกลายเป็นแบบนั้นในท้ายที่สุดน่ะหรอ"
"ค่ะ เราควรระวังตัวเองให้ดีที่สุด"
ปึ้ง!!
จู่ๆก็มีประตูห้องบานนึงถูกพังออก
"ชะ ชะช่วย ดะ ด้วย..!!" มีผู้ชายคนนึงใบหน้าเขาหายไปครึ่งซีกลำตัวก็ดูเหมือนถูกแทะจนเนื้อหนังหลุดหลุ่ยไป
ทั้งตัว ก่อนที่เขาจะล้มทั้งยืนและพยายามครานมายังจุดที่พวกเรายืนอยู่และทันใดนั้นเอง ก็มีผู้หญิงอีกคนนึง
เดินตามออกมา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเลือดตรงปากก็ดูเหมือนมีเศษเนื้อติดอยู่
ปัง! ปัง! สองนัดที่ผมเหนี่ยวไกล..
และเป็นอีกสองนัดที่ไม่พลาดเป้าเลย ทั้งคู่นอนตายจมกองเลือดของตัวเองอยู่แบบไม่ไหวติง
"โห ไอ้หนูเธอเจ๋งสุดๆ ยิงแม่นสมกับท่าทางห้าวๆของเธอจริงๆ ลุงเพิ่งเคยเห็นเด็กเก่งก็ตอนนี้ละ"
"เอ่อ.. คือหนูโตแล้วค่ะ ไม่ใช่เด็กแล้ว" ผมยิ้มหยี่ๆให้แกก่อนจะออกเดินทางต่อ
เราขึ้นมาถึงชั้นสามของอาคาร...
"เอ่อ..ลุงค่ะ ตึกนี้มีบันไดฉุกเฉินหรือบันไดลิงไหมค่ะ"
"อ๋อมีซิ ตามมา" ว่าแล้วแกก็พาวิ่งไปยังสุดทางเดิน
"แบบนี้ใช่ไหม"
"ใช่แล้วค่ะ" ผมยิ้มอย่างดีอกดีใจสุดๆ บันไดที่เห็นมันเป็นบันไดแบบเดียวกันกับตอนที่อยู่โรงเรียนเลย
แตกต่างกันที่สีเท่านั้นเอง
ผมกับลุงพากันปีนบันไดนี้ขึ้นไปยังชั้นบนสุดของอาคาร ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก เราก็พากันมาถึง..
เวลาตอนนี้สี่โมงกว่าๆท้องฟ้ายังคงดูไม่ปลอดโปร่งแลดูน่ากลัวเหมือนเดิม ผมพยายามชะเง้อมองไปยัง
ตึกที่เป็นห้างสรรพสินค้าที่เป็นฐานทัพของพวกเรา แต่มันอยู่ในระยะที่ไกลกันพอสมควรมองด้วยตาเปล่าจะไม่
เห็นอะไรเลย ผมพยายามโบกไม้โบกมือไปเพื่อให้มีใครสักคนเห็น แต่ก็ไม่มีสัญญาณใดๆตอบกลับมา
หรือว่าผมต้องตายอยู่ที่นี้จริงๆ..
+++++++++++++++++
อีกด้านนึง..
ซี่~ ซี่~ "เอิง ได้ยินแล้วตอบด้วย!!"
"ได้ยินค่ะ" ซี่~
"ลุงหวังบอกว่าไอ้ปายอยู่บนด่านฟ้าของตัวอาคารพร้อมกับผู้ชายอีกคนนึง" ซี่~
"รับทราบค่ะ" ซี่~
"รีบๆหน่อยละ อีกไม่นานก็จะมืดแล้ว" ซี่~ ซี่~
"ค่ะ จวนจะถึงแล้ว เฮ้ย!!!!!" ซี่~~~~~
สิ้นเสียงนั้น คลื่นสัญญาณก็หลุดไปทันที..
+++++++++++++++
"เฮ้อ.. เราจะทำยังไงดีละไอ้หนู"
"ใจเย็นๆก่อนนะค่ะ ถ้าไม่รอให้คนมาช่วยเราก็ต้องฝ่าพวกมันออกไปเอง"
"แล้วใครจะมาช่วยเรากันหล่ะ"
"เอ่อ... ตำรวจ ทหารหรือไม่ก็นาวิก" ผมตอบออกไปแบบสงสัยเหมือนกันว่านี้มันก็หลายวันแล้ว
ทำใมไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเลย ทั้งเมืองเกิดเรื่องขนาดนี้ทำใมรัฐบาลไม่ทำอะไรสักอย่าง ผมไม่เห็นทหารตำรวจเลย
สักนาย เป็นศพเป็นซอมบี้ก็ไม่เห็น
"แล้วยังมีใครที่เก่งเหมือนเธออีกรึป่าวเนี้ย" จู่ๆลุงแกก็ถามขึ้น
"อ๋อ มีค่ะ เราถูกฝึกมาเหมือนๆกันที่ใช้อาวุธเป็นจริงๆก็มีอยู่อีกสองคนคือเพื่อนหนูและ..." ว่าแล้วก็ทำให้ผมก็นึกถึง
ยัยเอิงเอยนั้น เธอเก่งใช้ได้และก็คอยช่วยชีวิตผมไว้หลายต่อหลายครั้ง ผมอาจปฎิเสธไม่ได้เลยว่าผมเกิดชอบเธอขึ้นมาจริงๆ
แต่ที่ผมทำเป็นบึ้งตึงหงุดหงิดใส่เธอก็เพราะผมอายและกลัวเธอจะรู้ว่าผมแอบชอบ เธอทำให้ผมลืมเรื่องของมินไป
เลย เด็กสาวที่ชอบยิ้มและร่าเริงอยู่ตลอดเวลาแต่ทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่างชอบทำตัวเด็กไม่รู้จักโต ไม่มีความคิดที่
เป็นผู้ใหญ่เลยสักนิดและนี้แหละมั้งอาจจะเป็นเสน่ห์ดึงดูดของเธอที่ทำให้ผมเกลียดตั้งแต่แรกเห็นจนสุดท้ายผมก็
ทนไม่ไหว..
"และอะไรหรอ" ลุงแกเขย่ามาที่ไหล่ผม ทำให้ความคิดของผมที่เตลิดเปิดเปิงไปกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"เอ่อ..และ และเพื่อนอีกคนค่ะ แล้วก็มีคุณลุงที่เป็นตำรวจอีกสองคนเป็นญาติของเพื่อนปาย"
"อ๋อ.."
ในขณะที่ความเงียบก่อตัวขึ้นผมก็เหลือบไปเห็นกระป๋องสีพร้อมกับแปลงวางอยู่ข้างๆห้องที่เป็นประตูขึ้นมาสู่ด่าน
ฟ้านี้ ซึ่งดูแล้วเหมือนมันจะถูกล๊อกเอาไว้จากด้านใน ผมเกิดไอเดียอะไรขึ้นบางอย่างก่อนจะวิ่งไปหยิบกระป๋องสีและ
วิ่งไปพื้นที่ที่มันโล่งๆ
"เราจะเขียนข้อความของความช่วยเหลือค่ะ"
"ห๊ะ"
"จะเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดีค่ะ" ฉันถามขึ้นอีกทีเมื่อเห็นว่าลุงแกมีสีหน้าเหมือนงงๆ
"ก็ปายเห็นในหนังเค้าเอาสีมาเขียนข้อความช่วยเหลือบนหลังคาบ้าง บนพื้นที่ว่างของด่านฟ้าบ้าง เผื่อมีเครื่องบิน
หรือเฮลิค๊อปเตอร์ผ่านมาเค้าจะได้รู้ว่ามีคนรอดชีวิตอยู่ที่นี้ไงค่ะ"
"อ๋ออออออ งั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษดีกว่า สั้นดีไม่เปลืองสีด้วย" ว่าแล้วลุงแกก็ยิ้มอย่างปลื้มปิติอะไรสักอย่าง
ผมกับลุงแกช่วยกันเขียนข้อความนั้นจนเสร็จก่อนที่ฟ้าจะมืด และนั้นมันยิ่งทำให้ผมเหนื่อยและหิวมากๆซึ่งลุงแกเอง
ก็มีสภาพไม่ต่างไปจากผมสักเท่าไหร่
"ลุงค่ะ ปายไม่ไหวแล้ว"
"ทนหน่อย เราเขียนข้อความไว้แล้วเดี่ยวก็มีคนมาช่วย.."
พูดยังกะนิยายไปได้ พอเขียนปุ๊ปจะให้มีเฮลิค๊อปเตอร์พร้อมทหารลงมารับเราเลยรึไง โถ่.. อีกอย่างมันจะมืดแล้วด้วย จาก
บนท้องฟ้ามองลงมาคงไม่เห็นตัวหนังที่เราเขียนหรอก ผมหมดหนทางจนปัญญาคิดอะไรไม่ออกแล้วจริงๆสภาพเหมือน
คนขาดน้ำขาดอาหารมาหลายปี ปากซี๊ดตัวสั่น เหงื่อไหลท่วมตัว นี้ถ้าชาติหน้ามีจริงขออย่าได้เกิดมาเป็นคนเลยนะถ้าจะ
มาลำบากเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายขนาดนี้
เธออยู่ที่ไหนนะเอิง......
ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!!!! ปัง! ปัง! ปัง!!!!!
มีคนกำลังพยายามพังประตูด่านฟ้าออกมา! ผมได้ยินทั้งเสียงปืนและเสียงพังประตู!!
นี้ยังมีคนรอดชีวิตอยู่อีกหรอเนี้ย!!! ผมพยายามลืมตาและใช้แรงเฮื้อกสุดท้ายวิ่งไปที่ประตูนั้นและทันทีที่ผมวิ่งไปถึง
ประตูนั้นก็ถูกพังออกมาพร้อมกับร่างคนคนนึงซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นผู้หญิง ผมกับเธอจึงช่วยกันดันประตูให้ปิด
ไว้เหมือนเดิมอย่างทุรักทุเร เพราะตอนนี้ได้มีพวกซอมบี้ฝูงใหญ่พยายามจะดันประตูออกมาเช่นกันและก่อนที่พวกเราจะด้าน
มันไว้ไม่ไหวนั้น ปึ้ง! คุณลุงที่อยู่กับผมแกเอาแรงมาจากไหนไม่รู้ผลักประตูให้ปิดเข้าจนได้ภายในทีเดียวพร้อมกับลงกอน
ล๊อกจากด้านนี้ ทำให้ได้ยินแค่เสียงพวกมันที่พยายามจะพังประตูเข้ามาเท่านั้น...
"พี่ปายๆ!!" ผมได้ยินเสียงใครคนนึงร้องเรียกชื่อผม ก่อนที่ตาผมจะปิดและล้มลงไปนอนกองกับพื้น
ทุกอย่างมืดไปหมด ความเงียบทำให้ดูเหมือนว่าผมอยู่คนเดียวที่ไหนสักแห่ง...
"พี่ปายค่ะ" เสียงนั้นเรียกผมอีกแล้ว!!
นี้ผมยังไม่ตายใช่ไหม!! ผมพยายามเบิกเปลือกตาอันหนักอึ้งนี้ขึ้นให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้จนทำให้มองเห็นภาพเห็นตรงหน้าได้
อย่างชัดเจน..
"เอิง!!"
+++++++++++++++++++++++++
ZOMBIE OUTDISTANCE 18
Chapter 18
แฮ่กๆ ผมที่วิ่งตามหลังคนอื่นมานั้นถูกพวกมันตัวนึงกระโจนเข้าใส่จนล้มลงกระแทกพื้นตีลังกาไปหลายตลบ!
ก่อนที่ผมจะใช้ปืนอันหนักอึ้งกระบอกนี้จ่อไปที่ค้างของมันแล้วจัดการระเบิดสมองมันซะ จนผมสามารถเอาตัว
รอดมาได้ แต่ก็ต้องพลัดหลงจากพวกเขาอยู่ดี
แต่ถึงกระนั้นผมก็หวังว่าพวกเขาทุกคนจะปลอดภัยดี...
ผมวิ่งหลบพวกมันหลายตัวจนหลงเข้ามาในอาพาร์ทเม้นแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าที่เรียกได้ว่าเป็นฐานทัพของ
พวกเรามากนัก ผมอยู่ในห้องที่ดูเหมือนเป็นออฟฟิตขนาดเล็กที่มีคอมพิวเตอร์และเอกสารกระจัดกระจายกันอยู่
เต็มไปหมด พร้อมกับคราบเลือดที่ไหลเป็นทางยาว ความสยดสยองน่าเกลียดน่ากลัวที่ก่อนน่านี้เคยทำให้ผมกลัว
แต่ตอนนี้กลับทำให้ผมเริ่มจะชินกับมันเข้าไปทุกที
ผมรู้สึกเจ็บที่แขนตรงแผลที่เกิดอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ มองดูก็พบว่าผ้าก๊อตที่เคยปิดมันอยู่ได้หลุดหายไป
เหลือทิ้งไว้แต่คราบเลือดสดๆที่ไหลลงเป็นทางและไม่รู้ทำไมผมถึงได้เอาแต่คิดถึงแต่ยัยนั้นนะ!
ผมตัดสินใจทิ้งปืนที่อดทนแบกมันมาตลอดทิ้งไปเพราะลูกกระสุนนัดสุดท้ายที่เหลือถูกใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้
ผมมองดูตัวเองที่ตอนนี้มีแค่มีดสั้นสองเล่มและแม๊กส์กระสุนปืนที่แหนบอยู่ที่เอวจำนวนหนึ่งกับโทรศัพท์มือถือ..
ผมชักมีดสองเล่มนี้ออกมาก่อนจะเตรียมตัวลุกเดินเพื่อหาทางออกไปจากที่นี้ เอออออ!!!!!!
เสียงพวกมันตัวนึงดังขึ้นในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก และทันใดนั้นเอง!! มันก็วิ่งกรู่มาบีบที่คอของผมพร้อมกับอ้าปากกว้างกะจะง้าบคอ
ผมให้ได้ ผมจึงได้แต่ใช้มีดที่ถืออยู่แทงไปที่ท้องของมันหลายทีแล้วทีบมันออกจนล้มลงนอนราบไปกับพื้นก่อนที่ผม
จะง้างมีดสุดแขนกระโจนเข้าไปแทงที่สมองของมันเต็มๆในชั่วพริบตา..
ผมได้แต่นั่งหายใจหอบอีกรอบก่อนเฝ้าพิจารณาถถึงรูปลักษณะของซอมบี้ตัวนี้ คนนี้น่าจะเป็นรปภ.
ชุดที่เขาใส่เป็นชุดสีกากีแถมมีกระบองเหน็บอยู่ที่เอวด้วยและนั้นเองมันทำให้ผมฉุกคิดขึ้นได้ทันที
ผมรีบเก็บมีดเข้าไปในปลอกของมันเหมือนเดิมและเริ่มทำการค้นไปที่ตัวเขาและเจอจริงๆด้วย
ปืน!
ปืนสั้นชนิดหนึ่งที่ผมรู้จักดีเพราะมันสามารถใช้ได้กับลูกกระสุนทั่วไปและกระสุนที่ผมมีอยู่ เป็นความโชคดีอย่าง
บอกไม่ถูก ผมชักแม๊กส์ออกมาดูและก็พบว่ามันยังไม่เคยถูกใช้มาก่อนเพราะลูกกระสุนยังเหลือเต็มแม็กส์
ตู๊ด! ตู๊ด! ตู๊ด! ตู๊ด!
ผมพยายามโทรหาเพื่อนแต่ไม่ก็สามารถติดต่อได้เลย พอมองผ่านกระจกบานเกร็ดจากในนี้ไปสู่ถนนด้านหน้า
ก็พบว่ามีพวกมันยั่วเยี้ยเต็มไปหมด คิดว่าคงต้องหาทางออกทางอื่น...
++++++++++++++++++++++
อีกฝั่งนึง..
"โธ่เว้ย ติดต่อยังไงก็ติดต่อไม่ได้!!" สาวหล่อมาดเท่ห์น่าตาดีกำลังโวยวายให้กับโทรศัพท์ที่เขาพยายามกดปุ่มโทรออก
แล้วโทรออกเล่าก็ไม่สามารถติดต่อได้ก่อนที่เด็กสาววัยน่ารักผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นคนรู้ใจของเขาเข้ามาปลอบทันที
"ใจเย็นก่อนซิค่ะพี่บอล เชอร์รี่ว่า.."
"เอิง! ทำใมถึง.." เขาเอ่ยถามขึ้นทันทีอย่างกังวล
"เอิงก็ไม่รู้ค่ะ เอิงขอโทษ" ยังไม่ทันจะพูดจบสาวร่างเล็กอกตรึมก็รีบพูดขึ้นอย่างสำนึกผิดทันทีพร้อมยก
มือพนมขอโทษขอโพยยกใหญ่
"เฮ้อ!!" เสียงถอนหายใจฟืดฟัดของเขาทำเอาคนที่นั่งล้อมวงอยู่ไม่ห่างนักถึงกับร้อนรนไปด้วย
"เอิงจะไปตามหาพี่ปายเองค่ะ!!"
"............................." ทุกคนเงียบไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมา
"ให้เอิงไปเถอะนะค่ะ ขอร้อง"
คำพูดออ้อนวอนชวนเห็นใจนี้ทำเอาสาวมาดเท่ห์เจ้าของอารมณ์หงุดหงิดต้องหันไปขอความคิดเห็นจากชาย
ฉกรรน์ท่าท่างเป็นมิตรทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะพยักหน้าตอบรับ
"แล้วรู้หรอว่าจะไปตามที่ไหน"
"เอ่อคือ.."
และทันใดนั้นเอง!!
ซี่ ~ ซี่ ~ 'มีคะ..ครายอยู่มะ...หมาย' เสียงขาดๆหายของวิทยุสื่อสารดังขึ้นจากเอวของสาวหล่อมาดเทห์เจ้าของอารมณ์หงุดหงิด
"ไอ้ปายมึงยังไม่ตายใช่ไหม!!" และทันทีที่แน่ใจว่าเป็นเสียงเพื่อนรักของตนเขาจึงเอ่ยถามสารทุกสุกดิบอย่างร้อนรน
'เอ้อ สบายดีแต่กูติดอยู่อา...พา..เม้น ซี่~ ตรงถนนหน้าม..เมืองหว่ะ ซี่~ มะมีพวกมันเต็มปะ..โม..' เสียงสัญญาณ
ขาดๆหายนั้นตอบกลับมาทำให้เขารู้จุดที่เพื่อนรักอยู่ได้ทันที
'เอ่อๆรอที่อยู่นั้นนะ กูจะไปช่วยมึงเดี่ยวนี้!'
"ซี่~ วะ... งะ... นะ ซี่~ .."
"เอ่อ.. ฮัลโหลๆ ตอบด้วย ปายๆ ตอบด้วย!! โถ่เอ้ย สัญญาณหายไปแล้ว เดี่ยวบอลไปตามปายเอง" เขาพูดขึ้นอย่างหัวเสียก่อนจะลุกขึ้นทันควัน
"ไม่นะพี่บอล เอิงจะไปเอง ขอร้อง พี่บอลต้องอยู่ที่นี้คอยดูแลเชอรี่และทุกๆคนนะ ได้โปรดให้เอิงไปเถอะ!!"
สาวร่างเล็กอกตรึมพยายามอ้อนวอนอีกครั้งอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยท่าทางที่ตั้งใจแน่วแน่ยิ่งนักราวกับว่าต่อให้ตายก็ต้องทำให้ได้ จนทำให้
คนที่ถูกอ้อนวอนนั้นถึงกับถอดสีหน้ายอมแพ้อย่างจนใจ แต่ก็ยังไม่วายที่จะอดเป็นห่วงโดยพูดกำชับพร้อมจับไปที่ไหล่สองข้างของเธอด้วย
สายตาจิงจัง "จำไว้นะ ทำยังไงก็ได้พยายามเอาตัวรอดไปถึงไอ้ปายให้ได้จากนั้นพี่เชื่อว่ามันจะพาเรากลับมาที่นี้ได้อย่างปลอดภัยเอง"
"ค่ะ เอิงเข้าใจแล้ว"
"ดีมาก งั้นไปเตรียมตัวได้แล้ว"
ไม่นานนักสาวร่างเล็กอกตรึมก็กลับมาพร้อมเป้สะพายใบใหญ่ใบเก่า
"พี่ขอคุยด้วยหน่อย" สาวสวยน่าตาใสซื่อบริสุทธิ์ในชุดนักศึกษาเดินเข้ามากระซิบกับเธอเบาๆพร้อมกับดึงแขน
เธอไปยังมุมที่ลับสายตาคน
"พี่แจมมีอะไรรึป่าวค่ะ"
"เรื่องที่เราคุยกันไว้ก่อนหน้านี้ เอิงจำได้ใช่ไหม"
"จำได้ขึ้นใจเลยละค่ะ แต่ก็ต้องขอโทษพี่อย่างแรงนะค่ะเพราะเอิงคงไม่สามารถทำตามที่พี่ขอได้ ขอตัวนะค่ะ"
สาวเจ้าตัวรีบตัดบทก่อนจะเดินชนไหล่เบาๆของหล่อนออกไป
"นี้เธอ!!" เพี้ย!! สิ้นคำพูดเล็กๆของสาวซื่อคนนี้หล่อนกระชากแขนคนที่กำลังจะเดินจากไปอย่างไม่ใยดีให้หันกลับ
มาอย่างรวดเร็วแล้วประทับฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าของเธอเต็มๆ ทำให้คนที่โดนตบถึงกลับเอี่ยวตัวไปตามแรงตบอย่าง
ไม่ทันระวังตัว แต่ก็ไม่ถึงกับล้ม ได้แต่จับไปที่แก้มตัวของเองก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน
"ถึงเอิงจะยอมหลีกทางให้พี่แต่โดยดี แต่เอิงก็เชื่อว่าพี่ปายไม่มีทางเลือกคนอย่างพี่แน่นอนค่ะ ครั้งนี้เอิงจะไม่เอาคืน
แต่คราวต่อไปถ้าพี่เตะต้องตัวเอิงอีกเอิงจะเอาคืนให้พี่เจ็บปวดมากกว่าที่พี่ทำกับเอิงเป็นร้อยเท่า!"
"นี้เดี๋ยว!!" ทันทีที่สาวน่าซื่อจะเข้าถึงตัวคนที่ทำให้หล่อนเจ็บช้ำได้อีกครั้งก็พบว่ามีปืนกระบอกนึงได้จ่อมาที่คอของ
ตัวเองเรียบร้อยแล้วทำให้เจ้าตัวถึงกับหยุดชะงักการกระทำนั้นลงทันที
"ขอตัวจริงๆนะค่ะคราวนี้!!"
เมื่อเห็นคนที่กำลังคิดปองร้ายตัวเองได้หยุดการกระทำลงสาวร่างเล็กที่พึ่งโดนตบไปหมาดๆนั้นก็หันหลัง
เดินจากไปพร้อมกับเก็บอาวุธพกของตัวเองเข้าที่อย่างรวดเร็ว ทิ้งให้อีกคนยืนเก็บอาการเคียดแค้นอย่างหาทางออกไม่ได้อยู่คนเดียว
"พร้อมนะ" สาวหล่อมาดเทห์พี่ใหญ่สุดในงานถามกำชับอีกที
"พร้อมที่สุดค่ะ" คนถูกถามพูดพร้อมรอยยิ้มที่แสดงออกมาว่าตื่นเต้นและดีใจสุดๆ
ไม่นานนักเขาก็อธิบายเส้นทางหลักและเส้นทางหลบหลีกให้กับเธอเพื่อให้ไปถึงตัวเป้าหมายของพวกเขาได้
ปลอดภัยและกลับมาอย่างมีชีวิตโดยเร็วที่สุด
"พี่ฝากเราด้วยนะบอกมันด้วยว่าพี่รักมันมาก"
"เอิงก็เหมือนกันค่ะ.." เธอตอบกลับแบบไม่เต้มเสียงด้วยใจที่รู้สึกเป็นห่วงมากมาย
"พี่เอิง เอ็มขอไปด้วยได้ไหม!" และอยู่ๆก็มีสาวผมสั้นซอยน่าตาน่ารักกรู่เข้ามาถามแทรกขึ้นทันที
"น้องเอ็มฟังพี่นะ ข้างนอกนั้นมันอันตรายมากพวกเราไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว อยู่ที่นี้รอพี่กลับมานะ" เธอ
หันกลับไปจับสองไหล่ของเขาและอธิบายเหตุผลด้วยท่าทางที่จริงจังจนเขาต้องจำใจยอมทำตามทั้งที่ไม่อยากทำ
"ขะเข้าใจแล้วครับ" เขาพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าตาน่าสงสารก่อนที่เธอจะลูบหัวเขาเบาๆและยิ้มเพื่อให้กำลังใจ
"เอ็มรักพี่เอิงนะ!!" ทันทีที่พูดจบเขาก็โผลเข้ากอดเธอทันที ทำเอาคนที่ถูกสวมกอดเข้ากระทันหันนั้นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
"อะฮืม ไปได้แล้วมั้งเดี่ยวมันจะค่ำ นี้ก็บ่ายสองแล้ว" พอดีกับเสียงห้าวๆดังขึ้นขัดจังหวะทำให้สาวผมซอยผละตัวออกทันที
"พร้อมนะ!!" เสียงกำชับดังขึ้นอีกทีพร้อมกับที่เธอขวักปืนขึ้นมาถือไว้อย่างมาดมั่นก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างมั่นใจ
ครื่น!!!! เสียงประตูฉุกเฉินบานใหญ่ถูกดันออกอีกครั้งพร้อมกับร่างสาวน้อยผู้กล้าหาญที่พาตัวเองออกมาจาก
ที่หลบภัยเพื่อจุดประสงค์ที่หวังจะไปช่วยคนที่ตัวเองรัก...
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
แฮ่กๆ ผมที่วิ่งตามหลังคนอื่นมานั้นถูกพวกมันตัวนึงกระโจนเข้าใส่จนล้มลงกระแทกพื้นตีลังกาไปหลายตลบ!
ก่อนที่ผมจะใช้ปืนอันหนักอึ้งกระบอกนี้จ่อไปที่ค้างของมันแล้วจัดการระเบิดสมองมันซะ จนผมสามารถเอาตัว
รอดมาได้ แต่ก็ต้องพลัดหลงจากพวกเขาอยู่ดี
แต่ถึงกระนั้นผมก็หวังว่าพวกเขาทุกคนจะปลอดภัยดี...
ผมวิ่งหลบพวกมันหลายตัวจนหลงเข้ามาในอาพาร์ทเม้นแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าที่เรียกได้ว่าเป็นฐานทัพของ
พวกเรามากนัก ผมอยู่ในห้องที่ดูเหมือนเป็นออฟฟิตขนาดเล็กที่มีคอมพิวเตอร์และเอกสารกระจัดกระจายกันอยู่
เต็มไปหมด พร้อมกับคราบเลือดที่ไหลเป็นทางยาว ความสยดสยองน่าเกลียดน่ากลัวที่ก่อนน่านี้เคยทำให้ผมกลัว
แต่ตอนนี้กลับทำให้ผมเริ่มจะชินกับมันเข้าไปทุกที
ผมรู้สึกเจ็บที่แขนตรงแผลที่เกิดอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ มองดูก็พบว่าผ้าก๊อตที่เคยปิดมันอยู่ได้หลุดหายไป
เหลือทิ้งไว้แต่คราบเลือดสดๆที่ไหลลงเป็นทางและไม่รู้ทำไมผมถึงได้เอาแต่คิดถึงแต่ยัยนั้นนะ!
ผมตัดสินใจทิ้งปืนที่อดทนแบกมันมาตลอดทิ้งไปเพราะลูกกระสุนนัดสุดท้ายที่เหลือถูกใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้
ผมมองดูตัวเองที่ตอนนี้มีแค่มีดสั้นสองเล่มและแม๊กส์กระสุนปืนที่แหนบอยู่ที่เอวจำนวนหนึ่งกับโทรศัพท์มือถือ..
ผมชักมีดสองเล่มนี้ออกมาก่อนจะเตรียมตัวลุกเดินเพื่อหาทางออกไปจากที่นี้ เอออออ!!!!!!
เสียงพวกมันตัวนึงดังขึ้นในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก และทันใดนั้นเอง!! มันก็วิ่งกรู่มาบีบที่คอของผมพร้อมกับอ้าปากกว้างกะจะง้าบคอ
ผมให้ได้ ผมจึงได้แต่ใช้มีดที่ถืออยู่แทงไปที่ท้องของมันหลายทีแล้วทีบมันออกจนล้มลงนอนราบไปกับพื้นก่อนที่ผม
จะง้างมีดสุดแขนกระโจนเข้าไปแทงที่สมองของมันเต็มๆในชั่วพริบตา..
ผมได้แต่นั่งหายใจหอบอีกรอบก่อนเฝ้าพิจารณาถถึงรูปลักษณะของซอมบี้ตัวนี้ คนนี้น่าจะเป็นรปภ.
ชุดที่เขาใส่เป็นชุดสีกากีแถมมีกระบองเหน็บอยู่ที่เอวด้วยและนั้นเองมันทำให้ผมฉุกคิดขึ้นได้ทันที
ผมรีบเก็บมีดเข้าไปในปลอกของมันเหมือนเดิมและเริ่มทำการค้นไปที่ตัวเขาและเจอจริงๆด้วย
ปืน!
ปืนสั้นชนิดหนึ่งที่ผมรู้จักดีเพราะมันสามารถใช้ได้กับลูกกระสุนทั่วไปและกระสุนที่ผมมีอยู่ เป็นความโชคดีอย่าง
บอกไม่ถูก ผมชักแม๊กส์ออกมาดูและก็พบว่ามันยังไม่เคยถูกใช้มาก่อนเพราะลูกกระสุนยังเหลือเต็มแม็กส์
ตู๊ด! ตู๊ด! ตู๊ด! ตู๊ด!
ผมพยายามโทรหาเพื่อนแต่ไม่ก็สามารถติดต่อได้เลย พอมองผ่านกระจกบานเกร็ดจากในนี้ไปสู่ถนนด้านหน้า
ก็พบว่ามีพวกมันยั่วเยี้ยเต็มไปหมด คิดว่าคงต้องหาทางออกทางอื่น...
++++++++++++++++++++++
อีกฝั่งนึง..
"โธ่เว้ย ติดต่อยังไงก็ติดต่อไม่ได้!!" สาวหล่อมาดเท่ห์น่าตาดีกำลังโวยวายให้กับโทรศัพท์ที่เขาพยายามกดปุ่มโทรออก
แล้วโทรออกเล่าก็ไม่สามารถติดต่อได้ก่อนที่เด็กสาววัยน่ารักผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นคนรู้ใจของเขาเข้ามาปลอบทันที
"ใจเย็นก่อนซิค่ะพี่บอล เชอร์รี่ว่า.."
"เอิง! ทำใมถึง.." เขาเอ่ยถามขึ้นทันทีอย่างกังวล
"เอิงก็ไม่รู้ค่ะ เอิงขอโทษ" ยังไม่ทันจะพูดจบสาวร่างเล็กอกตรึมก็รีบพูดขึ้นอย่างสำนึกผิดทันทีพร้อมยก
มือพนมขอโทษขอโพยยกใหญ่
"เฮ้อ!!" เสียงถอนหายใจฟืดฟัดของเขาทำเอาคนที่นั่งล้อมวงอยู่ไม่ห่างนักถึงกับร้อนรนไปด้วย
"เอิงจะไปตามหาพี่ปายเองค่ะ!!"
"............................." ทุกคนเงียบไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมา
"ให้เอิงไปเถอะนะค่ะ ขอร้อง"
คำพูดออ้อนวอนชวนเห็นใจนี้ทำเอาสาวมาดเท่ห์เจ้าของอารมณ์หงุดหงิดต้องหันไปขอความคิดเห็นจากชาย
ฉกรรน์ท่าท่างเป็นมิตรทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะพยักหน้าตอบรับ
"แล้วรู้หรอว่าจะไปตามที่ไหน"
"เอ่อคือ.."
และทันใดนั้นเอง!!
ซี่ ~ ซี่ ~ 'มีคะ..ครายอยู่มะ...หมาย' เสียงขาดๆหายของวิทยุสื่อสารดังขึ้นจากเอวของสาวหล่อมาดเทห์เจ้าของอารมณ์หงุดหงิด
"ไอ้ปายมึงยังไม่ตายใช่ไหม!!" และทันทีที่แน่ใจว่าเป็นเสียงเพื่อนรักของตนเขาจึงเอ่ยถามสารทุกสุกดิบอย่างร้อนรน
'เอ้อ สบายดีแต่กูติดอยู่อา...พา..เม้น ซี่~ ตรงถนนหน้าม..เมืองหว่ะ ซี่~ มะมีพวกมันเต็มปะ..โม..' เสียงสัญญาณ
ขาดๆหายนั้นตอบกลับมาทำให้เขารู้จุดที่เพื่อนรักอยู่ได้ทันที
'เอ่อๆรอที่อยู่นั้นนะ กูจะไปช่วยมึงเดี่ยวนี้!'
"ซี่~ วะ... งะ... นะ ซี่~ .."
"เอ่อ.. ฮัลโหลๆ ตอบด้วย ปายๆ ตอบด้วย!! โถ่เอ้ย สัญญาณหายไปแล้ว เดี่ยวบอลไปตามปายเอง" เขาพูดขึ้นอย่างหัวเสียก่อนจะลุกขึ้นทันควัน
"ไม่นะพี่บอล เอิงจะไปเอง ขอร้อง พี่บอลต้องอยู่ที่นี้คอยดูแลเชอรี่และทุกๆคนนะ ได้โปรดให้เอิงไปเถอะ!!"
สาวร่างเล็กอกตรึมพยายามอ้อนวอนอีกครั้งอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยท่าทางที่ตั้งใจแน่วแน่ยิ่งนักราวกับว่าต่อให้ตายก็ต้องทำให้ได้ จนทำให้
คนที่ถูกอ้อนวอนนั้นถึงกับถอดสีหน้ายอมแพ้อย่างจนใจ แต่ก็ยังไม่วายที่จะอดเป็นห่วงโดยพูดกำชับพร้อมจับไปที่ไหล่สองข้างของเธอด้วย
สายตาจิงจัง "จำไว้นะ ทำยังไงก็ได้พยายามเอาตัวรอดไปถึงไอ้ปายให้ได้จากนั้นพี่เชื่อว่ามันจะพาเรากลับมาที่นี้ได้อย่างปลอดภัยเอง"
"ค่ะ เอิงเข้าใจแล้ว"
"ดีมาก งั้นไปเตรียมตัวได้แล้ว"
ไม่นานนักสาวร่างเล็กอกตรึมก็กลับมาพร้อมเป้สะพายใบใหญ่ใบเก่า
"พี่ขอคุยด้วยหน่อย" สาวสวยน่าตาใสซื่อบริสุทธิ์ในชุดนักศึกษาเดินเข้ามากระซิบกับเธอเบาๆพร้อมกับดึงแขน
เธอไปยังมุมที่ลับสายตาคน
"พี่แจมมีอะไรรึป่าวค่ะ"
"เรื่องที่เราคุยกันไว้ก่อนหน้านี้ เอิงจำได้ใช่ไหม"
"จำได้ขึ้นใจเลยละค่ะ แต่ก็ต้องขอโทษพี่อย่างแรงนะค่ะเพราะเอิงคงไม่สามารถทำตามที่พี่ขอได้ ขอตัวนะค่ะ"
สาวเจ้าตัวรีบตัดบทก่อนจะเดินชนไหล่เบาๆของหล่อนออกไป
"นี้เธอ!!" เพี้ย!! สิ้นคำพูดเล็กๆของสาวซื่อคนนี้หล่อนกระชากแขนคนที่กำลังจะเดินจากไปอย่างไม่ใยดีให้หันกลับ
มาอย่างรวดเร็วแล้วประทับฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าของเธอเต็มๆ ทำให้คนที่โดนตบถึงกลับเอี่ยวตัวไปตามแรงตบอย่าง
ไม่ทันระวังตัว แต่ก็ไม่ถึงกับล้ม ได้แต่จับไปที่แก้มตัวของเองก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน
"ถึงเอิงจะยอมหลีกทางให้พี่แต่โดยดี แต่เอิงก็เชื่อว่าพี่ปายไม่มีทางเลือกคนอย่างพี่แน่นอนค่ะ ครั้งนี้เอิงจะไม่เอาคืน
แต่คราวต่อไปถ้าพี่เตะต้องตัวเอิงอีกเอิงจะเอาคืนให้พี่เจ็บปวดมากกว่าที่พี่ทำกับเอิงเป็นร้อยเท่า!"
"นี้เดี๋ยว!!" ทันทีที่สาวน่าซื่อจะเข้าถึงตัวคนที่ทำให้หล่อนเจ็บช้ำได้อีกครั้งก็พบว่ามีปืนกระบอกนึงได้จ่อมาที่คอของ
ตัวเองเรียบร้อยแล้วทำให้เจ้าตัวถึงกับหยุดชะงักการกระทำนั้นลงทันที
"ขอตัวจริงๆนะค่ะคราวนี้!!"
เมื่อเห็นคนที่กำลังคิดปองร้ายตัวเองได้หยุดการกระทำลงสาวร่างเล็กที่พึ่งโดนตบไปหมาดๆนั้นก็หันหลัง
เดินจากไปพร้อมกับเก็บอาวุธพกของตัวเองเข้าที่อย่างรวดเร็ว ทิ้งให้อีกคนยืนเก็บอาการเคียดแค้นอย่างหาทางออกไม่ได้อยู่คนเดียว
"พร้อมนะ" สาวหล่อมาดเทห์พี่ใหญ่สุดในงานถามกำชับอีกที
"พร้อมที่สุดค่ะ" คนถูกถามพูดพร้อมรอยยิ้มที่แสดงออกมาว่าตื่นเต้นและดีใจสุดๆ
ไม่นานนักเขาก็อธิบายเส้นทางหลักและเส้นทางหลบหลีกให้กับเธอเพื่อให้ไปถึงตัวเป้าหมายของพวกเขาได้
ปลอดภัยและกลับมาอย่างมีชีวิตโดยเร็วที่สุด
"พี่ฝากเราด้วยนะบอกมันด้วยว่าพี่รักมันมาก"
"เอิงก็เหมือนกันค่ะ.." เธอตอบกลับแบบไม่เต้มเสียงด้วยใจที่รู้สึกเป็นห่วงมากมาย
"พี่เอิง เอ็มขอไปด้วยได้ไหม!" และอยู่ๆก็มีสาวผมสั้นซอยน่าตาน่ารักกรู่เข้ามาถามแทรกขึ้นทันที
"น้องเอ็มฟังพี่นะ ข้างนอกนั้นมันอันตรายมากพวกเราไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว อยู่ที่นี้รอพี่กลับมานะ" เธอ
หันกลับไปจับสองไหล่ของเขาและอธิบายเหตุผลด้วยท่าทางที่จริงจังจนเขาต้องจำใจยอมทำตามทั้งที่ไม่อยากทำ
"ขะเข้าใจแล้วครับ" เขาพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าตาน่าสงสารก่อนที่เธอจะลูบหัวเขาเบาๆและยิ้มเพื่อให้กำลังใจ
"เอ็มรักพี่เอิงนะ!!" ทันทีที่พูดจบเขาก็โผลเข้ากอดเธอทันที ทำเอาคนที่ถูกสวมกอดเข้ากระทันหันนั้นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
"อะฮืม ไปได้แล้วมั้งเดี่ยวมันจะค่ำ นี้ก็บ่ายสองแล้ว" พอดีกับเสียงห้าวๆดังขึ้นขัดจังหวะทำให้สาวผมซอยผละตัวออกทันที
"พร้อมนะ!!" เสียงกำชับดังขึ้นอีกทีพร้อมกับที่เธอขวักปืนขึ้นมาถือไว้อย่างมาดมั่นก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างมั่นใจ
ครื่น!!!! เสียงประตูฉุกเฉินบานใหญ่ถูกดันออกอีกครั้งพร้อมกับร่างสาวน้อยผู้กล้าหาญที่พาตัวเองออกมาจาก
ที่หลบภัยเพื่อจุดประสงค์ที่หวังจะไปช่วยคนที่ตัวเองรัก...
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ZOMBIE OUTDISTANCE 17
Chapter 17
"งั้นหลีกทางให้พี่นะ!!!!"
คำพูดนี้ทำให้หน้าฉันลุกเป็นไฟและเกลียดยัยนี้เข้ากระดูกดำขึ้นมาทันที หล่อนเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้ ฉันกับคนที่ฉัน
รักร่วมฝ่าฟันอะไรมาด้วยกันตั้งหลายอย่าง เฉียดตายมาก็หลายครั้งอยู่ๆจะมาพูดว่าให้หลีกทางให้ง่ายเนี้ยนะ ถึงฉันจะไม่ค่อยพูด
ไม่แสดงกิริยาห่ามๆออกไปก็ใช่ว่าจะมาหยุดฉันได้นะ เธอรู้จักฉันน้อยไป..
"เอิงก็ไม่ได้ขวางทางอะไรพี่นี้ค่ะ"
"ไม่นะ พี่รู้ว่าเราคิดยังไง" หล่อนพูดพร้อมจับมาที่แขนของฉันอย่างแรงและส่งสายตามารยาจริตออกมาทันที
นี้คงเป็นนิสัยและธาตุแท้ของเธอจริงๆละซินะและก็คงจะไม่มีใครที่มองออกนอกจากฉัน
"โอ๊ยพี่เจ็บนะ!" เธอตะโกนขึ้นพร้อมกับสบัดมือของตัวเองออก ทำเอาฉันงงเป็นไก่ตาแตกว่าหล่อนคิดจะทำอะไรของหล่อนกันแน่
"เกิดอะไรขึ้น!" เสียงพี่ปายดังขึ้นในระยะที่ไม่ไกลกันนัก พลันกับที่ยัยนั้นวิ่งกรู่เข้าไปเกาะแขนเขาทันทีแล้วทำทีเหมือน
ฟ้องอะไรสักอย่างให้เขาฟังอย่างเคร่งเครียด
"นี้เธอคิดจะทำอะไรของเธอ บอกไว้เลยนะ มันไม่ได้ผลหรอก!" เขาเดินมากระแทกเสียงใส่ฉันแล้วเดินกลับไปให้ยัยนั้น
เกาะแขนไว้อย่างเดิม
ฉันที่ตอนนี้เหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรงค่อยๆนั่งทรุดลงอย่างช้าๆ พร้อมกับสายตาเหยียดหยั่นของยัยนั้นที่มองมา..
'ป่าว!!...ฉันไม่ได้ยอมแพ้ แค่หมดแรงไปชั่วขณะเท่านั้น เพราะไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วได้ถึงเพียงนี้'
"พี่เอิงเกิดอะไรขึ้นหรอ ทำใมอยู่ๆพี่ไปหาเรื่องเค้าอย่างนั้น" นั่นไง ขนาดไอ้เจ่านี้ยังมองฉันเป็นแบบนั้นเลย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีเหตุ
ผลมากกว่าอิตาบ้านั้น ที่ยังรู้จักมาถามฉันก่อน
"คือมีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยจ๊ะ ไม่มีอะไร" ฉันตอบออกไปแล้วยิ้มก่อนจะกระดกน้ำในขวดดื่มอย่างกระหาย
ฉันชักอยากจะตบยัยนี้ขึ้นมาซะแล้วละซิ..
เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆจนเราเริ่มรู้สึกว่าเบื่อที่จะอยู่ที่นี้แล้ว ฉันเห็นพี่ปายเดินวนไปวนมาอย่างร้อนล้น
"นี้ก็บ่ายมากแล้ว ถ้าวันนี้เรายังติดอยู่ที่นี้คงอดตายกันแหงๆ" เขาพูดพรางมองนาฬิกาข้อมืออย่างกระสับกระส่าย
"ใช่ โทรศัพท์!" เขาพูดก่อนจะเดินตรงมาที่ฉัน "ขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหม" เสียงเขาเร่งรีบมาก
"มีค่ะแต่แบตหมดทั้งวิทยุสื่อสารและโทรศัพท์ แต่เอิงยังเตรียมมาสำรองอีกเครื่องค่ะ" ว่าแล้วฉันก็ยื่นอีกเครื่องที่ยังเหลือพอใช้
งานได้ให้เขา
"ให้ตายซิ คลื่นก็ไม่มี" เขากระแทกเสียงออกมาด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดสุดๆหลังจากพยายามจะใช้มัน
"เอ็มว่าเราลงไปทางเดิมแล้วสู้กับพวกมันดีไหมฮะอาจจะรอดได้มากกว่าอยู่บนนี้" น้องเอ็มเสริมขึ้น
"ตายเร็วกว่าอยู่บนนี้ละซิไม่ว่า คิดได้ไง พวกมันมีเป็นร้อย แต่ละตัวขนาดใหญ่กว่าสมองเราอีก" เขาค้านทันทีและเดินไปเดินมา
อยู่ประมาณสองสามรอบก่อนจะพูดออกมาเสียงดัง "เฮ้ยนั้น!"
เขาพยายามปีนขึ้นไปยังป่องช่องแอร์ที่อยู่บนผนังเหนือหัวเราและในที่สุดเขาก็เปิดฝามันออกได้ก่อนจะทิ้งตัวลงมายังโต๊ะเอกสารที่
ใช้ปีนขึ้นไปในตอนแรกพร้อมกับค้นหาอะไรบางอย่างอย่างรีบเร่ง เขาหยิบกระดาษแผ่นนึงขึ้นมาแล้วเพ่งพินิจพิจารณาอย่างเป็น
จริงเป็นจัง
"เอาล่ะทุกคน เราจะออกไปตามช่องแอร์นี้ มันสามารถทะลุขึ้นไปยังถนนด้านบนได้และเหมือนเดิมนะ ฉัน แจม เอ็มแล้วก็เอิง"
เขาพูดพร้อมกับพับกระดาษแผ่นนั้นเข้าในกระเป๋ากางเกงก่อนจะพยายามปีนขึ้นไปบนช่องนั้นอีกครั้งโดยไม่สนใจว่าพวกเรา
อยากจะทำตามรึไม่
ในช่องแอร์แห่งนี้มันมีขนาดพอดีกับตัวเราเป๊ะเลย เราต้องค่อยๆคลานตามกันไปอย่างช้าๆโดยมีพี่ปายอยู่หน้าสุดต่อมาก็เป็นยัย
แจมน้องเอ็มและก็ฉัน ในนี้มันแคบๆอับๆไม่น่าอยู่แต่โชคดีที่ยังไม่เหม็นเท่าไหร่
ปู๊ดดดดด!!
เสียงนี้มันคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน และไม่นานนักกลิ่นก็เริ่มโชยมาเตะจมูกโด่งๆของฉันอย่างจัง
"เอ่อ.. ใครมีผ้าปิดจมูกก็สวมซะนะ" พี่ปายพูดแบบกลั้นหัวเราะ
ใช่แล้ว มันเป็นเสียงและกลิ่นตดของอิตาบ้าไร้มารยาทคนนี้เอง ที่ว่าคุ้นๆก็เพราะมันโดนฉันเต็มๆตอนที่นอนอยู่บนด่านฟ้าของ
ตึกที่ไปช่วยพวกนี้ไงหล่ะแต่ตอนนั้นฉันไม่กล้าพูดกลัวเขาจะอาย แต่ตอนนี้นะซิ อยากกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอด... อี๊!!!
จากนั้นพวกเราก็คลานมาเลื่อยๆได้สักพัก
โอ๊ะ! หัวฉันโดนเท้าของน้องเอ็มเต็มๆ ฉันที่มัวแต่มองกลับหลังว่าเรามาได้ไกลแค่ไหนแล้วไม่ได้ดูว่าข้างหน้าเค้าจะหยุดกระทันหัน
"เอ็มของโทษพี่เอิง ข้างหน้าพาหยุดอ่ะ" เขาเอี่ยวตัวมาขอโทษฉันยกใหญ่
"แป๊ปนึงนะทุกคน พอดีเจอทางแยก" พี่ปายตะโกนบอกเราทุกคนพร้อมกับหยิบกระดาษขึ้นมาดูมั้ง ฉันได้ยินเสียงแบบนั้น
"เอ่อ..ซ้ายขวา ซ้ายขวาดีว่ะ เอิงเอยเน่าช่วยพี่ดูหน่อย" ว่าแล้วเขาก็ส่งกระดาษแผ่นนั้นผ่านยัยแจมและน้องเอ็มมาให้ฉัน
ตายหล่ะหว่า!! อย่างนี้มาฆ่ากันเลยดีกว่าไหม
"ไง ไปทางไหน" เขาตะโกนกลับมาอีกที
"เอ่อ.. แปปนึงนะค่ะ" ฉันพยายามกวาดสายตามองไอ้แผนผังท่อระบายน้ำแห่งนี้ มันมีเส้นอะไรก็ไม่รู้พาดเรียงกันมั้วไปหมดจน
ฉันดูไม่ออกจริงๆว่าไปทางไหน ว่าง่ายๆคือดูไม่เป็นนั้นแหละ - -"
ทำใมต้องเป็นฉันด้วยนะที่ต้องเป็นคนตัดสินใจในเรื่องยากๆแบบนี้ ทุกทีเลย T~T
"ว่าไงหล่ะ!!"
"ขวาค่ะ!" อึ๋ย! ฉันตอบออกไปแบบยังไม่ทันได้คิด แต่ก็นะเป็นไงเป็นกันซิ ฉันไม่อยากโดนเขาประจานต่อ
หน้าคนพวกนี้อีกแล้วนี้นา
"แน่ใจนะ!"
"ค่ะ" ฉันตอบออกไปอย่างมั้นใจ ว่าแล้วเขาก็เลื้อยไปทางขวาอย่างรวดเร็วก่อนที่พวกเราจะคลานตามกันไป
"พี่ปายค่ะ อีกนานไหม" เสียงยัยนั้นดังขึ้นมาระหว่างการเดินทางโดยการคลานไปเรื่อยๆของพวกเรา
"นั้นซิ เราก็มาตามทางที่แผนที่บอก มันก็น่าจะถึงแล้วนะ!"
"เอ่อ..คือในแผนที่มันบอกว่าเราต้องคลานต่อไปอีกสักพักค่ะ" ฉันรีบพูดแทรกขึ้นทันทีก่อนที่เขาจะหันมาหาเรื่องฉัน
และไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา เฮ้อ.. โล่งไปที
โอ๊ยอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว! ฉันถอนหายใจออกมาอย่างดังหรือว่าฉันจะบอกทางผิดไปจริงๆ TOT ไม่น๊าาา พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหนูด้วย
หนูยังไม่อยากตาย เมื่อไหร่จะออกไปจากที่นี้ได้สักที!!!!!!!!
ฉันรู้สึกอยากจะร้องให้ขึ้นมาทันที
"เฮ้ยถึงแล้ว!!" พี่ปายตะโกนขึ้นทำให้ฉันต้องชะโงกคอขึ้นไปดูจนพบว่ามีแสงสว่างรำไรอยู่ตรงหน้าไม่ไกลนัก
พวกเราทุกคนพยายามเร่งจังหวะในการคลานเพื่อไปให้ถึงตรงนั้นให้เร็วที่สุด
"งั้นหลีกทางให้พี่นะ!!!!"
คำพูดนี้ทำให้หน้าฉันลุกเป็นไฟและเกลียดยัยนี้เข้ากระดูกดำขึ้นมาทันที หล่อนเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้ ฉันกับคนที่ฉัน
รักร่วมฝ่าฟันอะไรมาด้วยกันตั้งหลายอย่าง เฉียดตายมาก็หลายครั้งอยู่ๆจะมาพูดว่าให้หลีกทางให้ง่ายเนี้ยนะ ถึงฉันจะไม่ค่อยพูด
ไม่แสดงกิริยาห่ามๆออกไปก็ใช่ว่าจะมาหยุดฉันได้นะ เธอรู้จักฉันน้อยไป..
"เอิงก็ไม่ได้ขวางทางอะไรพี่นี้ค่ะ"
"ไม่นะ พี่รู้ว่าเราคิดยังไง" หล่อนพูดพร้อมจับมาที่แขนของฉันอย่างแรงและส่งสายตามารยาจริตออกมาทันที
นี้คงเป็นนิสัยและธาตุแท้ของเธอจริงๆละซินะและก็คงจะไม่มีใครที่มองออกนอกจากฉัน
"โอ๊ยพี่เจ็บนะ!" เธอตะโกนขึ้นพร้อมกับสบัดมือของตัวเองออก ทำเอาฉันงงเป็นไก่ตาแตกว่าหล่อนคิดจะทำอะไรของหล่อนกันแน่
"เกิดอะไรขึ้น!" เสียงพี่ปายดังขึ้นในระยะที่ไม่ไกลกันนัก พลันกับที่ยัยนั้นวิ่งกรู่เข้าไปเกาะแขนเขาทันทีแล้วทำทีเหมือน
ฟ้องอะไรสักอย่างให้เขาฟังอย่างเคร่งเครียด
"นี้เธอคิดจะทำอะไรของเธอ บอกไว้เลยนะ มันไม่ได้ผลหรอก!" เขาเดินมากระแทกเสียงใส่ฉันแล้วเดินกลับไปให้ยัยนั้น
เกาะแขนไว้อย่างเดิม
ฉันที่ตอนนี้เหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรงค่อยๆนั่งทรุดลงอย่างช้าๆ พร้อมกับสายตาเหยียดหยั่นของยัยนั้นที่มองมา..
'ป่าว!!...ฉันไม่ได้ยอมแพ้ แค่หมดแรงไปชั่วขณะเท่านั้น เพราะไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วได้ถึงเพียงนี้'
"พี่เอิงเกิดอะไรขึ้นหรอ ทำใมอยู่ๆพี่ไปหาเรื่องเค้าอย่างนั้น" นั่นไง ขนาดไอ้เจ่านี้ยังมองฉันเป็นแบบนั้นเลย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีเหตุ
ผลมากกว่าอิตาบ้านั้น ที่ยังรู้จักมาถามฉันก่อน
"คือมีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยจ๊ะ ไม่มีอะไร" ฉันตอบออกไปแล้วยิ้มก่อนจะกระดกน้ำในขวดดื่มอย่างกระหาย
ฉันชักอยากจะตบยัยนี้ขึ้นมาซะแล้วละซิ..
เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆจนเราเริ่มรู้สึกว่าเบื่อที่จะอยู่ที่นี้แล้ว ฉันเห็นพี่ปายเดินวนไปวนมาอย่างร้อนล้น
"นี้ก็บ่ายมากแล้ว ถ้าวันนี้เรายังติดอยู่ที่นี้คงอดตายกันแหงๆ" เขาพูดพรางมองนาฬิกาข้อมืออย่างกระสับกระส่าย
"ใช่ โทรศัพท์!" เขาพูดก่อนจะเดินตรงมาที่ฉัน "ขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหม" เสียงเขาเร่งรีบมาก
"มีค่ะแต่แบตหมดทั้งวิทยุสื่อสารและโทรศัพท์ แต่เอิงยังเตรียมมาสำรองอีกเครื่องค่ะ" ว่าแล้วฉันก็ยื่นอีกเครื่องที่ยังเหลือพอใช้
งานได้ให้เขา
"ให้ตายซิ คลื่นก็ไม่มี" เขากระแทกเสียงออกมาด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดสุดๆหลังจากพยายามจะใช้มัน
"เอ็มว่าเราลงไปทางเดิมแล้วสู้กับพวกมันดีไหมฮะอาจจะรอดได้มากกว่าอยู่บนนี้" น้องเอ็มเสริมขึ้น
"ตายเร็วกว่าอยู่บนนี้ละซิไม่ว่า คิดได้ไง พวกมันมีเป็นร้อย แต่ละตัวขนาดใหญ่กว่าสมองเราอีก" เขาค้านทันทีและเดินไปเดินมา
อยู่ประมาณสองสามรอบก่อนจะพูดออกมาเสียงดัง "เฮ้ยนั้น!"
เขาพยายามปีนขึ้นไปยังป่องช่องแอร์ที่อยู่บนผนังเหนือหัวเราและในที่สุดเขาก็เปิดฝามันออกได้ก่อนจะทิ้งตัวลงมายังโต๊ะเอกสารที่
ใช้ปีนขึ้นไปในตอนแรกพร้อมกับค้นหาอะไรบางอย่างอย่างรีบเร่ง เขาหยิบกระดาษแผ่นนึงขึ้นมาแล้วเพ่งพินิจพิจารณาอย่างเป็น
จริงเป็นจัง
"เอาล่ะทุกคน เราจะออกไปตามช่องแอร์นี้ มันสามารถทะลุขึ้นไปยังถนนด้านบนได้และเหมือนเดิมนะ ฉัน แจม เอ็มแล้วก็เอิง"
เขาพูดพร้อมกับพับกระดาษแผ่นนั้นเข้าในกระเป๋ากางเกงก่อนจะพยายามปีนขึ้นไปบนช่องนั้นอีกครั้งโดยไม่สนใจว่าพวกเรา
อยากจะทำตามรึไม่
ในช่องแอร์แห่งนี้มันมีขนาดพอดีกับตัวเราเป๊ะเลย เราต้องค่อยๆคลานตามกันไปอย่างช้าๆโดยมีพี่ปายอยู่หน้าสุดต่อมาก็เป็นยัย
แจมน้องเอ็มและก็ฉัน ในนี้มันแคบๆอับๆไม่น่าอยู่แต่โชคดีที่ยังไม่เหม็นเท่าไหร่
ปู๊ดดดดด!!
เสียงนี้มันคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน และไม่นานนักกลิ่นก็เริ่มโชยมาเตะจมูกโด่งๆของฉันอย่างจัง
"เอ่อ.. ใครมีผ้าปิดจมูกก็สวมซะนะ" พี่ปายพูดแบบกลั้นหัวเราะ
ใช่แล้ว มันเป็นเสียงและกลิ่นตดของอิตาบ้าไร้มารยาทคนนี้เอง ที่ว่าคุ้นๆก็เพราะมันโดนฉันเต็มๆตอนที่นอนอยู่บนด่านฟ้าของ
ตึกที่ไปช่วยพวกนี้ไงหล่ะแต่ตอนนั้นฉันไม่กล้าพูดกลัวเขาจะอาย แต่ตอนนี้นะซิ อยากกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอด... อี๊!!!
จากนั้นพวกเราก็คลานมาเลื่อยๆได้สักพัก
โอ๊ะ! หัวฉันโดนเท้าของน้องเอ็มเต็มๆ ฉันที่มัวแต่มองกลับหลังว่าเรามาได้ไกลแค่ไหนแล้วไม่ได้ดูว่าข้างหน้าเค้าจะหยุดกระทันหัน
"เอ็มของโทษพี่เอิง ข้างหน้าพาหยุดอ่ะ" เขาเอี่ยวตัวมาขอโทษฉันยกใหญ่
"แป๊ปนึงนะทุกคน พอดีเจอทางแยก" พี่ปายตะโกนบอกเราทุกคนพร้อมกับหยิบกระดาษขึ้นมาดูมั้ง ฉันได้ยินเสียงแบบนั้น
"เอ่อ..ซ้ายขวา ซ้ายขวาดีว่ะ เอิงเอยเน่าช่วยพี่ดูหน่อย" ว่าแล้วเขาก็ส่งกระดาษแผ่นนั้นผ่านยัยแจมและน้องเอ็มมาให้ฉัน
ตายหล่ะหว่า!! อย่างนี้มาฆ่ากันเลยดีกว่าไหม
"ไง ไปทางไหน" เขาตะโกนกลับมาอีกที
"เอ่อ.. แปปนึงนะค่ะ" ฉันพยายามกวาดสายตามองไอ้แผนผังท่อระบายน้ำแห่งนี้ มันมีเส้นอะไรก็ไม่รู้พาดเรียงกันมั้วไปหมดจน
ฉันดูไม่ออกจริงๆว่าไปทางไหน ว่าง่ายๆคือดูไม่เป็นนั้นแหละ - -"
ทำใมต้องเป็นฉันด้วยนะที่ต้องเป็นคนตัดสินใจในเรื่องยากๆแบบนี้ ทุกทีเลย T~T
"ว่าไงหล่ะ!!"
"ขวาค่ะ!" อึ๋ย! ฉันตอบออกไปแบบยังไม่ทันได้คิด แต่ก็นะเป็นไงเป็นกันซิ ฉันไม่อยากโดนเขาประจานต่อ
หน้าคนพวกนี้อีกแล้วนี้นา
"แน่ใจนะ!"
"ค่ะ" ฉันตอบออกไปอย่างมั้นใจ ว่าแล้วเขาก็เลื้อยไปทางขวาอย่างรวดเร็วก่อนที่พวกเราจะคลานตามกันไป
"พี่ปายค่ะ อีกนานไหม" เสียงยัยนั้นดังขึ้นมาระหว่างการเดินทางโดยการคลานไปเรื่อยๆของพวกเรา
"นั้นซิ เราก็มาตามทางที่แผนที่บอก มันก็น่าจะถึงแล้วนะ!"
"เอ่อ..คือในแผนที่มันบอกว่าเราต้องคลานต่อไปอีกสักพักค่ะ" ฉันรีบพูดแทรกขึ้นทันทีก่อนที่เขาจะหันมาหาเรื่องฉัน
และไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา เฮ้อ.. โล่งไปที
โอ๊ยอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว! ฉันถอนหายใจออกมาอย่างดังหรือว่าฉันจะบอกทางผิดไปจริงๆ TOT ไม่น๊าาา พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหนูด้วย
หนูยังไม่อยากตาย เมื่อไหร่จะออกไปจากที่นี้ได้สักที!!!!!!!!
ฉันรู้สึกอยากจะร้องให้ขึ้นมาทันที
"เฮ้ยถึงแล้ว!!" พี่ปายตะโกนขึ้นทำให้ฉันต้องชะโงกคอขึ้นไปดูจนพบว่ามีแสงสว่างรำไรอยู่ตรงหน้าไม่ไกลนัก
พวกเราทุกคนพยายามเร่งจังหวะในการคลานเพื่อไปให้ถึงตรงนั้นให้เร็วที่สุด
"นั้นไงถึงแล้วห้างที่เป็นฐานทัพพวกเรา " พี่ปายพูดขึ้นก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมา "ฮัลโล พวกเรามาถึงฝั่ง
ตรงข้ามแล้วนะอยู่ในท่อระบายน้ำอ่ะ เตรียมตัวออกมารับด้วย" พูดจบเขาก็เก็บโทรศัพท์และโบกมือให้ใครสักคน
ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและแลซ้ายแลขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีพวกมันเดินเพ่นพล่านอยู่แถวนี้ "ทุกคนฟังนะ พอออกจาก
ช่องนี้ได้ปั๊ปก็รีบวิ่งไปยังประตูฉุกเฉินด้านข้างอาคารข้างหน้าเราทันทีเลยนะ มีคนรอรับพวกเราอยู่ เอาหล่ะ
เตรียมตัววิ่งให้พร้อมทุกคน!!" ว่าแล้วเขาก็ผลักตะแกรงเหล็กด้านหน้าออกอย่างแรง แล้วค่อยๆดึงตัวพวกเรา
แต่ละคนให้ออกมายังด้านนอก
แฮ่กกกก แฮ่!!!!!!!!!!!!!!!! เสียงคุ้นๆเหมือนเป็นพวกมันดังมาแต่ไกล
"วิ่งงงงง!!!!!" พี่ปายตะโกนขึ้น พวกเราทุกคนทำตามที่เขาบอกทันทีโดยมีฉันที่วิ่งนำหน้าเพื่อเป็นตัวอย่างใน
การโกยแน็บในครั้งนี้เพื่อไปยังด้านข้างของอาคารเข้าไปในตอกเล็กๆแคบทางที่ไปสู่ประตูฉุกเฉิน!
"วิ่งไปอย่าหยุด!!!" ฉันได้ยินเสียงเขาตะโกนตามหลังมาพร้อมกับเสียงปืนอีกหลายนัด
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
ใช่จริงๆด้วยข้างหน้าเรามีประตูเหล็กสีแดงขนาดใหญ่เปิดรอรับพวกเราอยู่โดยมีลุงเอียนและลุงหวังเป็นคน
ทำหน้าที่นั้นเหมือนเดิม
ปึ้ง! เสียงประตูถูกปิดตัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงหายใจหอบแฮ่กๆของแต่ละคน
"แล้วไอ้ปายหล่ะ ไอ้ปายอยู่ไหน!!!" เป็นเสียงของพี่บอลที่โวยวายขึ้น พลันให้ฉันต้องเหลียวกลับไปดูทันที
พี่ปาย เมื่อกี้เขาวิ่งตามพวกเรามานี้นา แล้วตอนนี้.... ไม่นะ!!!!!!!!
ปึ้ง! เสียงประตูถูกปิดตัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงหายใจหอบแฮ่กๆของแต่ละคน
"แล้วไอ้ปายหล่ะ ไอ้ปายอยู่ไหน!!!" เป็นเสียงของพี่บอลที่โวยวายขึ้น พลันให้ฉันต้องเหลียวกลับไปดูทันที
พี่ปาย เมื่อกี้เขาวิ่งตามพวกเรามานี้นา แล้วตอนนี้.... ไม่นะ!!!!!!!!
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ZOMBIE OUTDISTANCE 16
Chapter 16
กลุ่มของพวกเราพากันเดินลัดเลาะมาทางเก่า ทางที่ฉันกับพี่ปายใช้เดินมาก่อนหน้านี้และตึก!
ฉันชนเข้าจังๆกับหลังของน้องเอ็มอย่างไม่ทันระวังตัว เหมือนเขาจะหยุดเดินกระทันหัน แต่พอชะโงกหน้าออกไปดูก็
พบว่า คนที่หยุดเดินกระทันหันคือไอ้คนหัวแถวซึ่งส่งผลมาให้คนที่เดินตามหลังมาติดๆชนเข้าจังๆโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเป็นทอดๆ
"แจมดูนั่นซิ!" พี่ปายสะกิดยัยแจมนั่นให้ชะโงกออกไปดูอะไรบางอย่าง เจ้าตัวถึงกับทำตามทันทีก่อนจะหลับตาปี้ด้วยท่าทางดัดจริตยิ่งนัก
"อึ๋ย น่ากลัวอะพี่ปาย จะทำไงกันดี" > <"
"ทำใมถึงได้เยอะหมดไม่เป็นสักทีนะ เฮ้ย!!" พี่ปายสบถออกมาพร้อมกับเบิกตากว้างเหมือนเจออะไรบางอย่าง
"ฝาท่อน้ำทิ้งถูกเปิดทิ้งไว้ อะฮืม เหม็นมากกก!!" เขาพูดอีกครั้งหลังวิ่งไปชะโงกมองลงไปยังท่อระบายน้ำที่ถูดเปิดฝาทิ้งเอาไว้ไม่ไกลจากที่
พวกเรายืนอยู่นักและเขาควักมือเรียกพวกเราให้เข้าไปดูทันที
"ไงไหวไหม เราจะลงไปข้างล่างกัน!"
"อึ๋ย เหม็นมากอะพี่ปาย แจมได้ตายก่อนจะถึงฐานทัพพี่แหงๆ"ว่าแล้วสาวเจ้าตัวก็เอามือปิดปากปิดจมูกทันทีซึ่งก็ไม่ได้ต่างไปจากน้องเอ็ม
ก็ไม่แปลกหรอกนะ ฉันเองก็ได้กลิ่นแต่ไม่ได้จะดัดจริตขนาดนั้น ตัวขาวๆผมยาวๆร่างบางๆท่าทางเหมือนลูกคุณหนูขนาดนั้นสงสัยได้
ตายก่อนแหงๆตามที่พูดนั้นแหละ
"เอิงเอย ยังเหลือผ้าปิดจมูกอยู่ไหม!" ก่อนที่ฉันจะคิดอะไรไปเพลินๆก็มีเสียงเรียกฉันดังขึ้น
ฉันทำการค้นหาอยู่ครู่นึงก่อนจะยื่นให้เขา "อ่ะ เหลืออยู่สองผืน" เขารับผ้าจากมือฉันไปผืนนึงทันทีก่อนจะยกมันขึ้นเกี่ยวเข้ากับหู
ทั้งสองข้างของยัยนั้นแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ
หึ๋ยยยยยยย!!!!
"น้องเอ็มจ๋ามาพี่จะใส่ให้น๊า" ^^ ฉันกระชากน้องเอ็มให้หันมาแล้วรีบดึงมือน้องเค้าออกจากปากจมูกที่ถูกปิดไว้ก่อนจะทำ
เหมือนกันกับที่พี่ปายมันทำกับยัยนั้นเมื่อกี้ พอเสร็จแล้วฉันก็ทำเป็นยิ้มแป้นออกไปทันทีจึงได้รู้ว่าไอ้พี่ปายมันก็ทำตาเขียวมาทาง
ฉันอย่างเจ็บแค้นยิ่งนัก ฮาฮ่า
"เอ่อ..หน้าพี่มีอะไรติดหรอ??" ฉันชี้มาที่หน้าตัวเองเมื่อเริ่มรู้สึกว่าน้องเอ็มกำลังจ้องฉันเขม็นแม้จะเห็นเพียงแค่เพียงดวงตา
ฉันก็รับรู้ได้ถึงความสงสัยที่เขามีต่อฉัน..
เขาได้แต่ส่ายหัวไปมาแทนคำตอบก่อนจะเดินจากไปเพื่อชะโงกดูท่อน้ำที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้นี้เอง
+++++++++++++++++++++++++++++++
ฮึ๊บ ฮึ๊บ..
ฉันก้าวเท้าลงมาสู่พื้นเบื้องล่างสุดของเมืองก็ว่าได้ มันเป็นอุโมงท่อน้ำทิ้งที่มืดเอาการอยู่เหมือนกัน ฝั่งซ้ายมือเราเป็นทางเดินยาว
เพื่อไปทะลุที่ไหนก็ไม่รู้ ส่วนฝั่งขวามือเป็นธารน้ำเน่ามั้งเพราะมันโคตะระเหม็นเลย ทั้งชื้นแฉะ อับและอบอ้าว จะตายก่อนไหมเนี้ย..
ฉันพยายามเอามือปิดปากปิดจมูกแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักกะนิด
"ทุกคนโอเคนะ" พี่ปายหันกลับมาถามความพร้อมของพวกเราด้วยใบหน้าหยีๆ
"โอเอ/อ๊า/เออ(โอเค/ค๊า/อืม)" น้องเอ็ม ยัยแจมและฉันตอบรับไปพร้อมกัน
"เธอ! ได้โปรดอย่าทำให้ฉันเป็นห่วงได้ไหม ขอร้อง!" คุณชายปายเดินกลับมากระซิบใส่หน้าฉันด้วยสายตาชวนหาเรื่องอีกแล้ว
เขาพยายามปัดมือฉันที่ปิดปากปิดจมูกอยู่ให้ลงเป็นเป็นปกติ "ปืนหน่ะพยายามถือให้มั่น เธออยู่ท้ายสุดระวังไว้ด้วย!" เขาย้ำอีก
ทีก่อนจะเดินผ่านสองสาวที่กำลังงุนงงเพื่อกลับไปอยู่หน้าแถวอย่างเดิมพร้อมท่าเตรียมอาวุธแล้วออกเดินทาง..
ก้าวทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้านั้น เขาใช้มันอย่างระมัดระวังสุดๆ
"โถ่เอ้ย มืดชะมัด"เขาอุท่านออกมาอย่างหัวเสีย
"เอิงมีไฟฉาย!" ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ก่อนจะทำการค้นหาของสิ่งนั้นในเป้สัมภาระที่น้องเอ็มเป็นคนพายก่อนจะยื่นให้เขาไป มันเป็นไฟฉาย
ขนาดพกพาเล็กๆ แต่มันแปลกตรงที่ฉันใช้งานไม่เป็นเพราะลุงเอียนเป็นคนยัดใส่กระเป๋าให้แล้วบอกว่าเป็นไฟฉายก็แค่นั้น
"เฮ้ย เจ๋งอ่ะ เธอนี้มีประโยชน์กะเค้าเป็นด้วยหรอ ฮ่าฮ่า" เขาพูดอย่างร่าเริงก่อนจะติดมันเข้ากับตัวปืนของเขาแทนแท่งเลเซอร์อันเก่า
"ฮู เจ๋งหว่ะ" ฉันได้แต่อุทานตาโตมองสิ่งมหัศจารรย์ที่เขาพึ่งสร้างเสร็จ
"นี้ของเธอก็ใช้ได้นะ" เขาเดินมาหยิบไฟฉายอีกอันที่ฉันถืออยู่ในมือพร้อมกับติดมันเข้ากับปืนของฉันก่อนจะยื่นแท่งเลเซอร์
อันเก่ามาให้ฉัน "อันนี้ก็สำคัญเก็บไว้ให้ดี" พูดแล้วเค้าก็จับมาที่หัวฉันเบาๆเหมือนพี่หยอกน้องพร้อมรอยยิ้มที่น่ารักชวนให้หลงไหลเหลือเกิน
ฮ่าฮ่า ตอนนี้ปืนฉันกลายเป็นไฟฉายที่ไม่ว่าจะเล็งไปทางให้ทางนั้นก็สว่างเจิดจรัส ฉันกำลังเพลินกับของเล่นใหม่ด้วยอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
นายจะรู้รึป่าวน๊าว่านายคือไอดอลของชั้น....
"อี่เอ่อากเอยอ่า" น้องเอ็มหันมาพูดอะไรก็ไม่รู้ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ฉัน ชมใช่ไหม?.. ฉันจึงได้แต่ทำคิ้วขมวดเพราะงงกับท่าทางของน้องเค้า
และดูเหมือนว่าเขาคงจะรู้ว่าฉันไม่เข้าใจในคำพูดจึงได้แง้มผ้าปิดจมูกขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่จะได้พูดชัดๆแล้วปิดมันลงอย่างเดิม
"พี่เท่ห์มากครับ" ^^~
แหมๆไม่บอกก็รู้ คนมันสวยอ่ะนะ ใครจะมาเฟอเฟคเท่าฉ๊านเป็นทั้งคุณหมอเป็นทั้งมือปืนสาว โฮ๊ะๆ > <
ฉันรู้สึกภูมิใจในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าตัวเองดูภูมิฐานละเท่ห์ม๊ากกกอย่างที่น้องเค้าบอกนั้นแหละ
"เป็นอะไรยัยเน่า ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่!" อยู่ๆพี่ปายก็พูดขึ้นเรียกเอาสติฉันคืนมา
พวกเราหยุดพักระหว่างทางเพื่อผ่อนคลายความล้าหลังจากที่ทนเดินท่ามกลิ่นเหม็นอับในอุโมงท่อระบายน้ำมาได้พักนึง
ฉันได้แต่ทอดสายตามองไปข้างหน้ามันซึ่งมันเป็นทางยาวไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน
"พี่เอิงระวัง!!!!!!" น้องเอ็มกระโจนเข้ามาผลักฉันอย่างจังจนฉันต้องล้มถลาลงก้นกระแทกพื้นทั้งที่ยังไม่ได้ระวังตัว
ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก!
เสียงไม้เบสบอลกระแทกเข้ากับสิ่งมีชีวิตชนิดนึงหลายครั้งจนร่างนั้นแหลกคามือเลือดนองเต็มพื้น
ฉันเองที่ก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้นได้แต่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"พี่เอิงโดนมันกัดรึป่าว!!!" เขาพยายามเขย่าฉันอย่างแรง
"หลบไป!" พี่ปายกรู่เข้ามาทันทีและพยายามยกแขนชูขาของฉันเพื่อหาร่องรอยอะไรบางอย่าง
ฉันที่กำลังจ้องเจ้าสิ่งที่น่าเกลียดที่น้องเอ็มพึ่งทุบมันตายคามือไปเมื่อกี้อยู่อย่างไม่กระพริบตานั้น พยายามพิจารณาว่ามันคือตัวอะไร
"เอิง .. เอิง!!" พี่ปายพยายามเรียกฉันหลายทีโดยใช้สองมือของเขาโอบที่แก้มฉันเบาๆ
"เอ่อ..คือเอิงไม่เป็นไรค่ะ ไม่โดนอะไร ขอบคุณนะค่ะ" ฉันรีบพูดขึ้นเพื่อบอกให้ทุกคนหายห่วงท่ามกลางสายตาของใครอีกคนที่
ฉันรับรู้ได้ว่ากำลังเพ่งมองมาได้รังสีอำมหิตริษยา
ฉันเก็บปืนที่ร่วงลงพื้นอย่างไม่ได้ตั้งใจก่อนน่านี้และรีบลุกขึ้น แต่เอ๊ะ! ฉันรู้สึกเจ็บที่ก้นและลำตัวมากๆ จนทำให้ฉันไม่มีแรงที่จะ
ยืนได้นานๆ
"พี่เอิงไหวไหม" น้องเอ็มยังคงเอ่ยถามฉันอยู่เรื่อยๆ
"เป็นกับปลาด้วยหรอเนี้ย!" อยู่ๆพี่ปายก็เอ่ยขึ้น สายตาเขายังคงจ้องเจ้าสิ่งที่เราพึ่งฆ่าไปนั้น
"อะไรนะพี่" น้องเอ็มเอ่ยถามขึ้นทันที
"ก็ที่นายทุบไปเมื่อกี้มันปลา ปลาอะไรไม่รู้ แต่ขนาดตัวมันใหญ่มาก"
ใช่ ลักษณะลำตัวมันเท่าหมอนใบนึงเลยจากที่ฉันสังเกตุ
"มันเกิดอะไรขึ้นหรอน้องเอ็ม" ฉันพยายามถามเขาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"ก็ตอนที่พี่เอิงเหมออยู่ เอ็มเห็นเหมือนตัวอะไรลอยตามลำน้ำนี้มา แต่ไม่นึกว่ามันจะกระโดดโผล่พ้นน้ำมาเพื่อที่จะงับพี่อ่ะ เอ็มตกใจไม่รู้
จะทำยังไงเลยต้องผลักพี่ให้พ้นตรงนั้น เอ็มขอโทษนะ" ว่าแล้วเขาก็ทำน่าตาน่าสงสารขอโทษฉันใหญ่
"อย่าขอโทษพี่เลยค่ะ พี่เองซิต้องขอบใจเรา" ฉันตอบและมองไปยังไม้เบสบอลที่ตอนนี้มันเปื้อนเลือดไปทั้งด้าม
"เอ็มเป็นห่วงพี่เอิงมากนะ" คำพูดนี้ทำเอาฉันอึ้งไปสักพักเพราะสายตาที่เขามองฉันนั้นมันดูจริงจังจนฉันไม่กล้าพูดอะไรต่อ
"รีบๆไปเถอะ ในนี้ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่" พี่ปายพูดแทรกขึ้นก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อไป
"โอ๊ย! ไม่ไหว" ฉันพยายามจะก้าวเดินแต่ข้อเท้าฉันตึงและมันก็เจ็บเอามากๆ จนน้องเอ็มต้องมาพยุงฉันเอาไหว
"พี่เอิงไหวไหม"
"ไหนดูซิ" พี่ปายเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างเราและประคองฉันให้นั่งลงแล้วนวดเท้าฉันทันที "ข้อเท้าแพลง!" เขาพูดขึ้น
เบาๆและยังคงนวดเท้าฉันต่อ จนฉันรู้สึกเคลิ้มไปเลย
"อ่ะ เอาปืนนี้ไป ส่วนไม้เบสบอลให้แจมถือไว้" เขายื่นปืนพกของตัวเองให้น้องเอ็มแล้วเอื่อมตัวมากระชากปืนลูกซองที่ฉันพาย
ไว้ที่หลังมาตลอดแล้วชักลำเตรียมพร้อม
"ใช้ไม่ยาก เล็งแล้วก็เหนี่ยวไกล หนักหน่อยแต่เดี่ยวก็ชิน" เขายังพูดต่อ
น้องเอ็มรับปืนไปอย่างว่าง่ายในท่าทางเก้ๆกังๆเหมือนไม่ถนัด "นายไปอยู่ข้างหน้าดูต้นทาง ดูแลแจมด้วย ส่วนฉันกับยัยนี้จะอยู่
ระวังหลัง" ว่าแล้วเขาก็หันหลังย่อตัวลงเพื่อให้ฉันขึ้นหลังเขา "เร็วดิ๊ ถ้าเดินไม่ไหวก็ต้องขี่หลังไป สักพักเดี่ยวก็หาย" เขาย้ำอีก
ฉันเองก็ปฎิเสธใครไม่เป็นด้วยซิ เลยต้องจำใจทำให้เขาลำบากเลยแล้วกัน
"โอ้ นมใหญ่ใช่เล่นเลยนิ" คำพูดของเขาทำเอาฉันเขินจนไม่รู้จะมองไปที่ไหน จนต้องตบไปที่ไหล่ของเขาทีนึง
และคิดว่าคนอะไรตัวเล็กๆผอมๆ แต่ถึกชะมัด
"พี่ปายมีคนอยู่ข้างหน้า!!!!" อยู่ดีๆน้องเอ็มร้องลั่นหน้าตาตื่น พี่ปายจึงรีบเร่งฝีเท้าอย่างทุรักทุกเรเพราะแบกฉันอยู่เข้าไปหา
น้องเค้าอย่างรวดเร็ว
"ยิงมันเซ่"
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
สรุปคือไม่โดนคนพวกนั้นเลย วิถีกระสุนพุ่งไปด้านบนบ้างด้านล่างบ้าง
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อจากนี้ไอ้พี่ปายพาฉันจ้ำอ้าววิ่งตรงเข้าไปยังพวกมันทันที
'จะทำอะไรกันเนี้ย ฉันยังไม่อยากตายน๊าาา' >< ฉันได้แต่หลับตาปี้คิดในใจว่าทำใมต้องพาฉันวิ่งเข้าไปใกล้พวกมันได้ขนาดนี้
บึ้ม! เสียงปืนลูกซองดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหวเพียงแค่นัดเดียว...
"โห สุดยอด!!" สิ้นเสียงอุทานของพี่ปายฉันลืมตาขึ้นทันทีภาพที่ปรากฎตรงหน้าทำเอาฉันตะลึงไปเหมือนกัน คือมีบุรุษเน่า
อยู่สามตนยืนจังก้าอยู่แบบไม่มีหัว! ก่อนจะคุกเข่าล้มลงไปนอนกองกับพื้นไปตามๆกัน มองไปรอบๆจะเจอชิ้นส่วนประกอบของ
สมองเกลื่นกลาดติดเต็มพนังและบริเวณแถวนั้นแลดูน่าขยะแขยงชวนให้อยากจะอ้วกยิงนัก
'นี้คือผลจากอนุภาพของปืนลูกซองหรอเนี้ยแรงโคตรๆนัดเดียวระเบิดหัวคนได้ถึงสามคน!'
"ลงก่อนได้ไหม" เขาบอกให้ฉันลงจากหลังก่อนที่เขาจะทำท่าทีเหมือนเจ็บเนื้อเจ็บตัว
จากเหตุการณ์เมื่อกี้มันทำให้สงสัยอยากรู้ว่าพวกนั้นตายจริงรึป่าวฉันจึงได้เดินเข้าไกล้ๆ
"เดินได้แล้วนิ"
"อ๊ะ จะจริงด้วย...แฮ่ะๆ" ฉันยิ้มและยอมรับออกไปตามความเป็นจริง ไม่รู้ตัวเองเหมือนว่าหายตั้งแต่เมื่อไหร่
"โอเคใช่ไหม" ฉันเดินเข้าไปจับไหล่น้องเอ็มเบาๆเพื่อถามความพร้อมเพราะฉันเห็นสีหน้าน้องเค้าซี๊ดมากมือที่ถือปืนอยู่นั้นก็สั่นไม่หยุด
คงจะตกใจตื่นกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้จนทำอะไรถูกละซินะ และทันใดนั้นเองเขาก็รีบตวัดตัวกลับมากอดฉันอย่างรวดเร็ว
"เอ็มไม่เคยเจอพวกมันใกล้ๆขนาดนี้เลยอ่ะ" เขาร้องให้สะอึกสะอื้นยังกับเด็กอนุบาลพรางกอดฉันแน่นเหมือนจะไม่มีวันปล่อย
"ใจเย็นนะ ไม่มีอะไรแล้ว"ฉันลูบหัวเขาด้วยความเห็นใจ ลูกคุณหนูอย่างเขาคงไม่เคยเจอเหตุการณ์ระทึกเฉียดตายแบบนี้มาก่อน
ฉันพยายามผลักเขาออกแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับเลย เขายังคงร้องให้อยู่อย่างนั้นท่ามกลางความรู้สึกของฉันที่เหมือนกำลังโดนใครสักคน
จ้องมองอยู่ด้วยสายตาที่ไม่พอใจนัก และก็จริงอย่างที่คิดฉันหันไปเจอสายตาที่สามารถฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็นได้จากไอ้พี่ปาย เขาจ้อง
มองฉันเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้ก่อนที่เขาจะนั่งลงแล้วพยายามนวดหลังให้ตัวเอง
"ตอนนี้เราหายกันแล้วนะ เมื่อกี้เอ็มก็ช่วยพี่ไว้" ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักเขาจนหลุดออกมาได้และลุกขึ้นทันทีกะจะไป
ช่วยพี่ปายที่ตอนนี้ดูเขาลำบากมากจากการที่ต้องเอี่ยวตัวเพื่อนวดตัวเองซึ่งมีฉันที่เป็นต้นเหตุ
"ม่ะพี่ปาย แจมนวดให้น๊ะ" ว่าแล้วสาวแจมก็รีบจ้ำอ้าวตัดหน้าฉันไปก่อนที่ฉันจะถึงตัวพี่ปายด้วยซ้ำ ทำให้ฉันต้องหยุดชะงักทันที
คราวนี้กลายเป็นสายตาของฉันเองที่จ้องเขาอย่างพิโรธในใจก็เจ็บแค้นยิ่งนักที่โดนยัยนี้ตัดหน้าไปซะได้ เหมือนเขาจะรู้ตัวว่าฉัน
มองอยู่ "เอ้อพอแค่นี้แหละ เรารีบเดินทางต่อดีกว่า" ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นแบกปืนเดินเลี่ยงๆศพพวกนั้นไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉันที่ต้องคอยประคับประคองอาการของน้องเอ็มไม่ให้จิตเตลิดเปิดเปิงไปนั้นได้แต่เก็บอาการและมองตามหลังพวกเขา
"อีกไกลไหมฮะพี่เอิง"น้องเอ็มถามขึ้นระหว่างทาง
"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ๊ะ"ฉันตอบแบบขอไปที
"หน้าตาพี่ไม่สู้ดีเลยนะครับ ยังเจ็บตรงไหนอยู่รึเปล่า"
"พี่ไม่เป็นไรแล้วละจ๊ะ พี่โอเค" ว่าแล้วฉันก็ยิ้มให้เขาไปทีนึง
"มีอะไรเล่าให้เอ็มฟังก็ได้นะเผื่อเอ็มช่วยได้"
".........." ฉันไม่ได้ตอบอะไรออกไปในใจได้แต่คิดถึงแต่ไอ้คนที่เดินอยู่ข้างหน้าสุดที่ไม่เคยแม้แต่จะสนใจหรือพูดดีๆกับฉันเลย
แกร๊ง! เสียงเหมือนใครแตะอะไรเข้าสักอย่างเพราะเราอยู่ในอุโมงเสียงมันเลยก้องและค่อนข้างมืด แม้แต่เสียงกระซิบยังได้ยินได้โดยทั่วกัน
ฉันจึงรีบหันไปดูถึงได้รู้ว่ายัยแจมนั้นดันไปสะดุดแตะเข้ากับท่อนอะไรสักอย่างสีขาวๆ เหมือนกระดูก! และทันใดนั้นเอง!!
จี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!
เสียงเหมือนหนูฝูงใหญ่กำลังตรงเข้ามาทางเรา
"ถอยไป!!!" เสียงพี่ปายตะโกนขึ้นก่อนจะวิ่งมาประชิดตัวฉันอย่างเร็วก่อนจะคว้าระเบิดที่เอวของฉันปลดสลักและคว้างไป
ทางกลุ่มพวกมันทันที!
บึ๊ม! เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนพวกเราต้องปิดหูและหาที่กำบัง เศษซากชิ้นส่วนพวกมันที่กระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วทำให้พื้น
ที่บริเวณนั้นทำให้รกไปด้วยเศษซากหนูตายเกลือนจนไม่มีที่ว่างให้ได้เดิน พี่ปายที่ทำตัวเป็นโล่กำบังพวกเราไว้
และนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่ฉันรู้สึกว่าถูกเขาโอบกอดอยู่..
สิ้นเสียงดังกังวานกลุ่มควันกลุ่มใหญ่เริ่มจะคลายตัวลงแต่ก็ยังไม่วายที่สัตว์ประหลาดพวกนั้นจะหมดไปมันยังคงวิ่งตรงมายัง
พวกเราอย่างไม่คิดชีวิต พี่ปายพยายามแบกปืนลูกซองที่หนักอึ้งอันนี้ขึ้นพยายามชักลำและยิงใส่พวกมันอย่างไม่ลดละ เขาพยายาม
อย่างหนักเพื่อไม่ให้พวกมันเข้ามาใกล้พวกเราไปมากกว่านี้ อีกคนคือน้องเอ็มเขาพยายามเล็งปืนไปที่พวกมันก่อนจะเหนี่ยวไกล
โดนบ้างไม่โดนบ้าง ส่วนยัยแจมก็ได้แต่ยืนง้างไม้เบสบอลขาแข็งทำอะไรไม่ถูก พวกมันมีจำนวนไม่น้อย ขนาดลำตัวของพวกมัน
เท่าแม่ไก่ได้มั้ง ฉันเองก็คงต้องตั้งสติให้มั่นก่อนจะใช้ปืนที่กำอยู่ในมือมาตลอด
เล็งไปทางพวกมันที่กำลังวิ่งเข้ามาและเหนี่ยวไกล เป็นความเหลือเชื่อที่ยากจะเข้าใจ ทุกนัดที่ฉันเหนี่ยวไกลออกไปนั้นไม่เคยพลาดเลยแม้
พวกมันจะมาเป็นสิบๆตัวก็ไม่มีตัวไหนที่รอดจากวิถีกระสุนของฉันไปได้ ฉันเปลี่ยนแมกส์กระสุนปืนอย่างช่ำชองก่อนจะละเลง
กระสุนสาดใส่พวกมัน พวกเราทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างดี จะมีก็แต่ยัยคุณนายแจมนั้นแหละที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ทำได้ก็แค่ยืนปิดหูปิดตาเกาะชายเสื้อของพี่ปายเอาไว้ก็เท่านั้น
ชั่วะ!
ฉันดึงมืดสั้นที่พกติดมากับข้อเท้าของฉันเขวี่ยงไปยังหนูปีศาจตัวหนึ่งที่กำลังจะง้าบเข้าที่ขาของคุณนายนั้นพอดี ซึ่งมันหลุดรอดมา
ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ แรงของมีดที่เขวี่ยงไปนั้นส่งผลให้ปลายมืดแทงทะลุลำตัวมันเข้าอย่างจังและตายคาที่ พอเหมาะกับในตอนนั้นเองที่
สายตาของฉันเหลือบไปเห็นเหมือนเหล็กเส้นเล็กๆบางๆที่ถูกยึดติดเรียงกันกับผนังทอดยาวขึ้นไปทำให้ดูเหมือนเป็นบันได!ขึ้นสู่ด้านบน
"มีบันได มีบันได!" ฉันตะโกนเรียกทุกคนให้หันไปมอง แต่เหมือนจะไม่มีใครเห็น "อยู่ด้านหลังพี่แจมไง!" ใช่ซิ ก็ยัยนั้นยืนบังไว้
ซะมิดเลยนี้นาถ้าฉันไม่ได้ช่วยชีวิตหล่อนไว้ก่อนหน้านี้ก็คงจะไม่ได้เห็นเหมือนกัน ก็ข้างในนี้มันค่อนข้างมืดและอับนี้นา
"งั้นรีบไปเลย!" พี่ปายร้องบอกพวกเราก่อนจะพยายามดันยัยนั้นที่ใส่ชุดนักศึกษาให้ปีนขึ้นไปก่อนอย่างทุรักทุเรพร้อมทั้งรีบหันกลับ
ไปยิงต้านพวกหนูมหาประลัยนั้นไม่ให้เข้ามาใกล้พวกเราไปได้มากกว่านี้ "เอ็ม นายตามขึ้นไป เธอกับฉันต้านไว้ก่อน" เขาส่งสัญญาณ
บอกอย่างเป็นขึ้นเป็นตอน "พอฉันบอก เธอก็รีบปีนตามพวกนั้นขึ้นไปเลยน๊า!" เขาหันมาย้ำกับฉันเสียงดัง
พวกเรากระหน่ำสาดกระสุนใส่พวกมันได้สักพักเขาจึงส่งสัญญาณให้ฉันโดยการพยักหน้า ฉันจึงรีบทำตามที่เขาบอกทันที ฉันยังไม่ลืมที่จะส่ง
กระสุนปืนลูกซองที่อยู่ในปลอกที่ฉันพกติดไว้กับข้อมือให้เขาก่อนจะปีนบันไดตามพวกนั้นไป เขาใส่กระสุนอย่างเร็วพลันพร้อมกับ
ยิงใส่พวกมันอีกสองสามนัดก่อนจะสะพายปืนเก็บให้เข้าที่แล้วรีบปีนตามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว..
แทนที่เราจะได้ออกไปจากท่อน้ำทิ้งนี้เสียตั้งนานแล้ว แต่ไม่เลย..
พวกเรามาติดอยู่อีกชั้นของอุโมงน้ำเน่าแห่งนี้ ช่างเป็นเวรของกรรม กรรมของเวรแท้ๆ ห้องที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ได้ตอนนี้คือห้อง
สำหรับเปิดปิดวาล์วน้ำหรือเปล่า ที่คิดอย่างนั้นเพราะมันมีอย่างนึงที่ดูคล้ายพวกมาลัยรถยนต์มากเลยแต่บางและเล็กสีแดงประมาณ
สามถึงสี่ตัวเรียงกันอยู่อย่างสวยงาม มันเป็นห้องขนาดเล็กกระทัดรัดมืดๆอับๆบนโต๊ะไม้มีเอกสารวางอยู่ดูรกตาสุดๆ
ฉันเห็นพี่ปายเดินลูบๆคลำๆจนไปเจอกล่องอะไรสักอย่างที่อยู่ติดกับผนังห้องก่อนจะมีเสียง แกร๊ก! พร้อมทั้งไฟที่สว่างขึ้นทั่ว
ทั้งบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นในห้องที่เราติดอยู่หรือทั้งอุโมง เขาพยายามมองลอดหน้าต่างที่กั้นด้วยเหล็กหนาหลายแท่งลงไปยังเบื้องล่าง
อย่างให้ความสนใจสุดๆกับภาพที่เห็น ฉันที่เฝ้าสังเกตุอยู่จึงได้แต่เอะใจ
"มองอะไรอยู่หรอค่ะ" ฉันเดินเข้าไปหาและพยายามคุยกับเขา แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลยสายตายังคงมองลงไปข้างล่างอย่างตั้งอกตั้งใจ
จนมันทำให้ฉันอยากรู้จึงได้ชะเงื้อออกไปดูบ้าง และสิ่งที่เห็นคือ..!!
มีหนูผีหลายสิบตัวหรืออาจเป็นร้อยได้ พวกมันเดินวนเวียนกันไปมาเพื่อแทะเลมศพและทุกอย่างที่สนองความหื่นกระหายของมันได้
มันเป็นภาพที่ชวนให้หน้าขยะแขยงที่สุด พวกมันมีเยอะมากอีกทั้งยังอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนยั่วแยะเต็มไปหมดเหมือนฝูงมด เล่น
เอาฉันขนลุกขนตั้งในความขยะแขยงของพวกมันทันที
สรุปคือเราติดอยู่ที่นี้จริงๆ..
"พี่ปาย เอิงของดูแผลได้ไหม" ฉันพูดขึ้นพร้อมทั้งเปิดแขนเสื้อข้างที่เขาได้รับบาดเจ็บ
"นี้เธอเป็นหมอรึไง" เขาพูดขึ้นอย่างสงสัย
"ตอนนี้ยังไม่ใช่ค่ะ พี่อยู่เฉยๆนะ" ว่าแล้วก็วิ่งตรงไปยังเป้ที่น้องเอ็มพายอยู่แล้วหยิบกระปุกปฐมพยาบาลออกมา
จัดการล้างแผลให้เขาเสร็จสรรพก่อนจะยื่นขวดน้ำให้เขา เขายกมันดื่มอย่างหื่นกระหายหมดไปภายในชั่วพริบตา
จากนั้นฉันก็นำขวดน้ำดื่มไปยื่นให้กับน้องเอ็ม เขายิ้มและรับขวดน้ำนั้นไปอย่างรวดเร็ว
"อ๊ะ ของพี่" ฉันยื่นขวดน้ำให้ยัยพี่แจม
"ขอบจัยนะที่ช่วยพี่ไว้" หล่อนพูดออกมาก่อนจะรับขวดน้ำจากมือฉันไป "แต่ขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้ไหมค่ะ"
ว่าแล้วหล่อนก็จูงแขนฉันไปยังอีกมุมนึงของห้อง
"เราชอบพี่ปายใช่ไหม" คำถามนี้วิ่งเข้าชนหัวใจฉันอย่างจังจนทำให้ฉันเกิดอาการจุกขึ้นมาทันที
"ปะ ป่าวนี้ค่ะ" ฉันโกหกออกไปอย่างกระตุกกระตักราวกับเหมือนมีคนมาล่วงรู้ความลับระดับชาติของฉัน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ติดตามต่อไปนะ
กลุ่มของพวกเราพากันเดินลัดเลาะมาทางเก่า ทางที่ฉันกับพี่ปายใช้เดินมาก่อนหน้านี้และตึก!
ฉันชนเข้าจังๆกับหลังของน้องเอ็มอย่างไม่ทันระวังตัว เหมือนเขาจะหยุดเดินกระทันหัน แต่พอชะโงกหน้าออกไปดูก็
พบว่า คนที่หยุดเดินกระทันหันคือไอ้คนหัวแถวซึ่งส่งผลมาให้คนที่เดินตามหลังมาติดๆชนเข้าจังๆโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเป็นทอดๆ
"แจมดูนั่นซิ!" พี่ปายสะกิดยัยแจมนั่นให้ชะโงกออกไปดูอะไรบางอย่าง เจ้าตัวถึงกับทำตามทันทีก่อนจะหลับตาปี้ด้วยท่าทางดัดจริตยิ่งนัก
"อึ๋ย น่ากลัวอะพี่ปาย จะทำไงกันดี" > <"
"ทำใมถึงได้เยอะหมดไม่เป็นสักทีนะ เฮ้ย!!" พี่ปายสบถออกมาพร้อมกับเบิกตากว้างเหมือนเจออะไรบางอย่าง
"ฝาท่อน้ำทิ้งถูกเปิดทิ้งไว้ อะฮืม เหม็นมากกก!!" เขาพูดอีกครั้งหลังวิ่งไปชะโงกมองลงไปยังท่อระบายน้ำที่ถูดเปิดฝาทิ้งเอาไว้ไม่ไกลจากที่
พวกเรายืนอยู่นักและเขาควักมือเรียกพวกเราให้เข้าไปดูทันที
"ไงไหวไหม เราจะลงไปข้างล่างกัน!"
"อึ๋ย เหม็นมากอะพี่ปาย แจมได้ตายก่อนจะถึงฐานทัพพี่แหงๆ"ว่าแล้วสาวเจ้าตัวก็เอามือปิดปากปิดจมูกทันทีซึ่งก็ไม่ได้ต่างไปจากน้องเอ็ม
ก็ไม่แปลกหรอกนะ ฉันเองก็ได้กลิ่นแต่ไม่ได้จะดัดจริตขนาดนั้น ตัวขาวๆผมยาวๆร่างบางๆท่าทางเหมือนลูกคุณหนูขนาดนั้นสงสัยได้
ตายก่อนแหงๆตามที่พูดนั้นแหละ
"เอิงเอย ยังเหลือผ้าปิดจมูกอยู่ไหม!" ก่อนที่ฉันจะคิดอะไรไปเพลินๆก็มีเสียงเรียกฉันดังขึ้น
ฉันทำการค้นหาอยู่ครู่นึงก่อนจะยื่นให้เขา "อ่ะ เหลืออยู่สองผืน" เขารับผ้าจากมือฉันไปผืนนึงทันทีก่อนจะยกมันขึ้นเกี่ยวเข้ากับหู
ทั้งสองข้างของยัยนั้นแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ
หึ๋ยยยยยยย!!!!
"น้องเอ็มจ๋ามาพี่จะใส่ให้น๊า" ^^ ฉันกระชากน้องเอ็มให้หันมาแล้วรีบดึงมือน้องเค้าออกจากปากจมูกที่ถูกปิดไว้ก่อนจะทำ
เหมือนกันกับที่พี่ปายมันทำกับยัยนั้นเมื่อกี้ พอเสร็จแล้วฉันก็ทำเป็นยิ้มแป้นออกไปทันทีจึงได้รู้ว่าไอ้พี่ปายมันก็ทำตาเขียวมาทาง
ฉันอย่างเจ็บแค้นยิ่งนัก ฮาฮ่า
"เอ่อ..หน้าพี่มีอะไรติดหรอ??" ฉันชี้มาที่หน้าตัวเองเมื่อเริ่มรู้สึกว่าน้องเอ็มกำลังจ้องฉันเขม็นแม้จะเห็นเพียงแค่เพียงดวงตา
ฉันก็รับรู้ได้ถึงความสงสัยที่เขามีต่อฉัน..
เขาได้แต่ส่ายหัวไปมาแทนคำตอบก่อนจะเดินจากไปเพื่อชะโงกดูท่อน้ำที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้นี้เอง
+++++++++++++++++++++++++++++++
ฮึ๊บ ฮึ๊บ..
ฉันก้าวเท้าลงมาสู่พื้นเบื้องล่างสุดของเมืองก็ว่าได้ มันเป็นอุโมงท่อน้ำทิ้งที่มืดเอาการอยู่เหมือนกัน ฝั่งซ้ายมือเราเป็นทางเดินยาว
เพื่อไปทะลุที่ไหนก็ไม่รู้ ส่วนฝั่งขวามือเป็นธารน้ำเน่ามั้งเพราะมันโคตะระเหม็นเลย ทั้งชื้นแฉะ อับและอบอ้าว จะตายก่อนไหมเนี้ย..
ฉันพยายามเอามือปิดปากปิดจมูกแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักกะนิด
"ทุกคนโอเคนะ" พี่ปายหันกลับมาถามความพร้อมของพวกเราด้วยใบหน้าหยีๆ
"โอเอ/อ๊า/เออ(โอเค/ค๊า/อืม)" น้องเอ็ม ยัยแจมและฉันตอบรับไปพร้อมกัน
"เธอ! ได้โปรดอย่าทำให้ฉันเป็นห่วงได้ไหม ขอร้อง!" คุณชายปายเดินกลับมากระซิบใส่หน้าฉันด้วยสายตาชวนหาเรื่องอีกแล้ว
เขาพยายามปัดมือฉันที่ปิดปากปิดจมูกอยู่ให้ลงเป็นเป็นปกติ "ปืนหน่ะพยายามถือให้มั่น เธออยู่ท้ายสุดระวังไว้ด้วย!" เขาย้ำอีก
ทีก่อนจะเดินผ่านสองสาวที่กำลังงุนงงเพื่อกลับไปอยู่หน้าแถวอย่างเดิมพร้อมท่าเตรียมอาวุธแล้วออกเดินทาง..
ก้าวทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้านั้น เขาใช้มันอย่างระมัดระวังสุดๆ
"โถ่เอ้ย มืดชะมัด"เขาอุท่านออกมาอย่างหัวเสีย
"เอิงมีไฟฉาย!" ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ก่อนจะทำการค้นหาของสิ่งนั้นในเป้สัมภาระที่น้องเอ็มเป็นคนพายก่อนจะยื่นให้เขาไป มันเป็นไฟฉาย
ขนาดพกพาเล็กๆ แต่มันแปลกตรงที่ฉันใช้งานไม่เป็นเพราะลุงเอียนเป็นคนยัดใส่กระเป๋าให้แล้วบอกว่าเป็นไฟฉายก็แค่นั้น
"เฮ้ย เจ๋งอ่ะ เธอนี้มีประโยชน์กะเค้าเป็นด้วยหรอ ฮ่าฮ่า" เขาพูดอย่างร่าเริงก่อนจะติดมันเข้ากับตัวปืนของเขาแทนแท่งเลเซอร์อันเก่า
"ฮู เจ๋งหว่ะ" ฉันได้แต่อุทานตาโตมองสิ่งมหัศจารรย์ที่เขาพึ่งสร้างเสร็จ
"นี้ของเธอก็ใช้ได้นะ" เขาเดินมาหยิบไฟฉายอีกอันที่ฉันถืออยู่ในมือพร้อมกับติดมันเข้ากับปืนของฉันก่อนจะยื่นแท่งเลเซอร์
อันเก่ามาให้ฉัน "อันนี้ก็สำคัญเก็บไว้ให้ดี" พูดแล้วเค้าก็จับมาที่หัวฉันเบาๆเหมือนพี่หยอกน้องพร้อมรอยยิ้มที่น่ารักชวนให้หลงไหลเหลือเกิน
ฮ่าฮ่า ตอนนี้ปืนฉันกลายเป็นไฟฉายที่ไม่ว่าจะเล็งไปทางให้ทางนั้นก็สว่างเจิดจรัส ฉันกำลังเพลินกับของเล่นใหม่ด้วยอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
นายจะรู้รึป่าวน๊าว่านายคือไอดอลของชั้น....
"อี่เอ่อากเอยอ่า" น้องเอ็มหันมาพูดอะไรก็ไม่รู้ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ฉัน ชมใช่ไหม?.. ฉันจึงได้แต่ทำคิ้วขมวดเพราะงงกับท่าทางของน้องเค้า
และดูเหมือนว่าเขาคงจะรู้ว่าฉันไม่เข้าใจในคำพูดจึงได้แง้มผ้าปิดจมูกขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่จะได้พูดชัดๆแล้วปิดมันลงอย่างเดิม
"พี่เท่ห์มากครับ" ^^~
แหมๆไม่บอกก็รู้ คนมันสวยอ่ะนะ ใครจะมาเฟอเฟคเท่าฉ๊านเป็นทั้งคุณหมอเป็นทั้งมือปืนสาว โฮ๊ะๆ > <
ฉันรู้สึกภูมิใจในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าตัวเองดูภูมิฐานละเท่ห์ม๊ากกกอย่างที่น้องเค้าบอกนั้นแหละ
"เป็นอะไรยัยเน่า ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่!" อยู่ๆพี่ปายก็พูดขึ้นเรียกเอาสติฉันคืนมา
พวกเราหยุดพักระหว่างทางเพื่อผ่อนคลายความล้าหลังจากที่ทนเดินท่ามกลิ่นเหม็นอับในอุโมงท่อระบายน้ำมาได้พักนึง
ฉันได้แต่ทอดสายตามองไปข้างหน้ามันซึ่งมันเป็นทางยาวไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน
"พี่เอิงระวัง!!!!!!" น้องเอ็มกระโจนเข้ามาผลักฉันอย่างจังจนฉันต้องล้มถลาลงก้นกระแทกพื้นทั้งที่ยังไม่ได้ระวังตัว
ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก!
เสียงไม้เบสบอลกระแทกเข้ากับสิ่งมีชีวิตชนิดนึงหลายครั้งจนร่างนั้นแหลกคามือเลือดนองเต็มพื้น
ฉันเองที่ก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้นได้แต่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"พี่เอิงโดนมันกัดรึป่าว!!!" เขาพยายามเขย่าฉันอย่างแรง
"หลบไป!" พี่ปายกรู่เข้ามาทันทีและพยายามยกแขนชูขาของฉันเพื่อหาร่องรอยอะไรบางอย่าง
ฉันที่กำลังจ้องเจ้าสิ่งที่น่าเกลียดที่น้องเอ็มพึ่งทุบมันตายคามือไปเมื่อกี้อยู่อย่างไม่กระพริบตานั้น พยายามพิจารณาว่ามันคือตัวอะไร
"เอิง .. เอิง!!" พี่ปายพยายามเรียกฉันหลายทีโดยใช้สองมือของเขาโอบที่แก้มฉันเบาๆ
"เอ่อ..คือเอิงไม่เป็นไรค่ะ ไม่โดนอะไร ขอบคุณนะค่ะ" ฉันรีบพูดขึ้นเพื่อบอกให้ทุกคนหายห่วงท่ามกลางสายตาของใครอีกคนที่
ฉันรับรู้ได้ว่ากำลังเพ่งมองมาได้รังสีอำมหิตริษยา
ฉันเก็บปืนที่ร่วงลงพื้นอย่างไม่ได้ตั้งใจก่อนน่านี้และรีบลุกขึ้น แต่เอ๊ะ! ฉันรู้สึกเจ็บที่ก้นและลำตัวมากๆ จนทำให้ฉันไม่มีแรงที่จะ
ยืนได้นานๆ
"พี่เอิงไหวไหม" น้องเอ็มยังคงเอ่ยถามฉันอยู่เรื่อยๆ
"เป็นกับปลาด้วยหรอเนี้ย!" อยู่ๆพี่ปายก็เอ่ยขึ้น สายตาเขายังคงจ้องเจ้าสิ่งที่เราพึ่งฆ่าไปนั้น
"อะไรนะพี่" น้องเอ็มเอ่ยถามขึ้นทันที
"ก็ที่นายทุบไปเมื่อกี้มันปลา ปลาอะไรไม่รู้ แต่ขนาดตัวมันใหญ่มาก"
ใช่ ลักษณะลำตัวมันเท่าหมอนใบนึงเลยจากที่ฉันสังเกตุ
"มันเกิดอะไรขึ้นหรอน้องเอ็ม" ฉันพยายามถามเขาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"ก็ตอนที่พี่เอิงเหมออยู่ เอ็มเห็นเหมือนตัวอะไรลอยตามลำน้ำนี้มา แต่ไม่นึกว่ามันจะกระโดดโผล่พ้นน้ำมาเพื่อที่จะงับพี่อ่ะ เอ็มตกใจไม่รู้
จะทำยังไงเลยต้องผลักพี่ให้พ้นตรงนั้น เอ็มขอโทษนะ" ว่าแล้วเขาก็ทำน่าตาน่าสงสารขอโทษฉันใหญ่
"อย่าขอโทษพี่เลยค่ะ พี่เองซิต้องขอบใจเรา" ฉันตอบและมองไปยังไม้เบสบอลที่ตอนนี้มันเปื้อนเลือดไปทั้งด้าม
"เอ็มเป็นห่วงพี่เอิงมากนะ" คำพูดนี้ทำเอาฉันอึ้งไปสักพักเพราะสายตาที่เขามองฉันนั้นมันดูจริงจังจนฉันไม่กล้าพูดอะไรต่อ
"รีบๆไปเถอะ ในนี้ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่" พี่ปายพูดแทรกขึ้นก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อไป
"โอ๊ย! ไม่ไหว" ฉันพยายามจะก้าวเดินแต่ข้อเท้าฉันตึงและมันก็เจ็บเอามากๆ จนน้องเอ็มต้องมาพยุงฉันเอาไหว
"พี่เอิงไหวไหม"
"ไหนดูซิ" พี่ปายเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างเราและประคองฉันให้นั่งลงแล้วนวดเท้าฉันทันที "ข้อเท้าแพลง!" เขาพูดขึ้น
เบาๆและยังคงนวดเท้าฉันต่อ จนฉันรู้สึกเคลิ้มไปเลย
"อ่ะ เอาปืนนี้ไป ส่วนไม้เบสบอลให้แจมถือไว้" เขายื่นปืนพกของตัวเองให้น้องเอ็มแล้วเอื่อมตัวมากระชากปืนลูกซองที่ฉันพาย
ไว้ที่หลังมาตลอดแล้วชักลำเตรียมพร้อม
"ใช้ไม่ยาก เล็งแล้วก็เหนี่ยวไกล หนักหน่อยแต่เดี่ยวก็ชิน" เขายังพูดต่อ
น้องเอ็มรับปืนไปอย่างว่าง่ายในท่าทางเก้ๆกังๆเหมือนไม่ถนัด "นายไปอยู่ข้างหน้าดูต้นทาง ดูแลแจมด้วย ส่วนฉันกับยัยนี้จะอยู่
ระวังหลัง" ว่าแล้วเขาก็หันหลังย่อตัวลงเพื่อให้ฉันขึ้นหลังเขา "เร็วดิ๊ ถ้าเดินไม่ไหวก็ต้องขี่หลังไป สักพักเดี่ยวก็หาย" เขาย้ำอีก
ฉันเองก็ปฎิเสธใครไม่เป็นด้วยซิ เลยต้องจำใจทำให้เขาลำบากเลยแล้วกัน
"โอ้ นมใหญ่ใช่เล่นเลยนิ" คำพูดของเขาทำเอาฉันเขินจนไม่รู้จะมองไปที่ไหน จนต้องตบไปที่ไหล่ของเขาทีนึง
และคิดว่าคนอะไรตัวเล็กๆผอมๆ แต่ถึกชะมัด
"พี่ปายมีคนอยู่ข้างหน้า!!!!" อยู่ดีๆน้องเอ็มร้องลั่นหน้าตาตื่น พี่ปายจึงรีบเร่งฝีเท้าอย่างทุรักทุกเรเพราะแบกฉันอยู่เข้าไปหา
น้องเค้าอย่างรวดเร็ว
"ยิงมันเซ่"
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
สรุปคือไม่โดนคนพวกนั้นเลย วิถีกระสุนพุ่งไปด้านบนบ้างด้านล่างบ้าง
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อจากนี้ไอ้พี่ปายพาฉันจ้ำอ้าววิ่งตรงเข้าไปยังพวกมันทันที
'จะทำอะไรกันเนี้ย ฉันยังไม่อยากตายน๊าาา' >< ฉันได้แต่หลับตาปี้คิดในใจว่าทำใมต้องพาฉันวิ่งเข้าไปใกล้พวกมันได้ขนาดนี้
บึ้ม! เสียงปืนลูกซองดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหวเพียงแค่นัดเดียว...
"โห สุดยอด!!" สิ้นเสียงอุทานของพี่ปายฉันลืมตาขึ้นทันทีภาพที่ปรากฎตรงหน้าทำเอาฉันตะลึงไปเหมือนกัน คือมีบุรุษเน่า
อยู่สามตนยืนจังก้าอยู่แบบไม่มีหัว! ก่อนจะคุกเข่าล้มลงไปนอนกองกับพื้นไปตามๆกัน มองไปรอบๆจะเจอชิ้นส่วนประกอบของ
สมองเกลื่นกลาดติดเต็มพนังและบริเวณแถวนั้นแลดูน่าขยะแขยงชวนให้อยากจะอ้วกยิงนัก
'นี้คือผลจากอนุภาพของปืนลูกซองหรอเนี้ยแรงโคตรๆนัดเดียวระเบิดหัวคนได้ถึงสามคน!'
"ลงก่อนได้ไหม" เขาบอกให้ฉันลงจากหลังก่อนที่เขาจะทำท่าทีเหมือนเจ็บเนื้อเจ็บตัว
จากเหตุการณ์เมื่อกี้มันทำให้สงสัยอยากรู้ว่าพวกนั้นตายจริงรึป่าวฉันจึงได้เดินเข้าไกล้ๆ
"เดินได้แล้วนิ"
"อ๊ะ จะจริงด้วย...แฮ่ะๆ" ฉันยิ้มและยอมรับออกไปตามความเป็นจริง ไม่รู้ตัวเองเหมือนว่าหายตั้งแต่เมื่อไหร่
"โอเคใช่ไหม" ฉันเดินเข้าไปจับไหล่น้องเอ็มเบาๆเพื่อถามความพร้อมเพราะฉันเห็นสีหน้าน้องเค้าซี๊ดมากมือที่ถือปืนอยู่นั้นก็สั่นไม่หยุด
คงจะตกใจตื่นกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้จนทำอะไรถูกละซินะ และทันใดนั้นเองเขาก็รีบตวัดตัวกลับมากอดฉันอย่างรวดเร็ว
"เอ็มไม่เคยเจอพวกมันใกล้ๆขนาดนี้เลยอ่ะ" เขาร้องให้สะอึกสะอื้นยังกับเด็กอนุบาลพรางกอดฉันแน่นเหมือนจะไม่มีวันปล่อย
"ใจเย็นนะ ไม่มีอะไรแล้ว"ฉันลูบหัวเขาด้วยความเห็นใจ ลูกคุณหนูอย่างเขาคงไม่เคยเจอเหตุการณ์ระทึกเฉียดตายแบบนี้มาก่อน
ฉันพยายามผลักเขาออกแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับเลย เขายังคงร้องให้อยู่อย่างนั้นท่ามกลางความรู้สึกของฉันที่เหมือนกำลังโดนใครสักคน
จ้องมองอยู่ด้วยสายตาที่ไม่พอใจนัก และก็จริงอย่างที่คิดฉันหันไปเจอสายตาที่สามารถฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็นได้จากไอ้พี่ปาย เขาจ้อง
มองฉันเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้ก่อนที่เขาจะนั่งลงแล้วพยายามนวดหลังให้ตัวเอง
"ตอนนี้เราหายกันแล้วนะ เมื่อกี้เอ็มก็ช่วยพี่ไว้" ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักเขาจนหลุดออกมาได้และลุกขึ้นทันทีกะจะไป
ช่วยพี่ปายที่ตอนนี้ดูเขาลำบากมากจากการที่ต้องเอี่ยวตัวเพื่อนวดตัวเองซึ่งมีฉันที่เป็นต้นเหตุ
"ม่ะพี่ปาย แจมนวดให้น๊ะ" ว่าแล้วสาวแจมก็รีบจ้ำอ้าวตัดหน้าฉันไปก่อนที่ฉันจะถึงตัวพี่ปายด้วยซ้ำ ทำให้ฉันต้องหยุดชะงักทันที
คราวนี้กลายเป็นสายตาของฉันเองที่จ้องเขาอย่างพิโรธในใจก็เจ็บแค้นยิ่งนักที่โดนยัยนี้ตัดหน้าไปซะได้ เหมือนเขาจะรู้ตัวว่าฉัน
มองอยู่ "เอ้อพอแค่นี้แหละ เรารีบเดินทางต่อดีกว่า" ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นแบกปืนเดินเลี่ยงๆศพพวกนั้นไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉันที่ต้องคอยประคับประคองอาการของน้องเอ็มไม่ให้จิตเตลิดเปิดเปิงไปนั้นได้แต่เก็บอาการและมองตามหลังพวกเขา
"อีกไกลไหมฮะพี่เอิง"น้องเอ็มถามขึ้นระหว่างทาง
"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ๊ะ"ฉันตอบแบบขอไปที
"หน้าตาพี่ไม่สู้ดีเลยนะครับ ยังเจ็บตรงไหนอยู่รึเปล่า"
"พี่ไม่เป็นไรแล้วละจ๊ะ พี่โอเค" ว่าแล้วฉันก็ยิ้มให้เขาไปทีนึง
"มีอะไรเล่าให้เอ็มฟังก็ได้นะเผื่อเอ็มช่วยได้"
".........." ฉันไม่ได้ตอบอะไรออกไปในใจได้แต่คิดถึงแต่ไอ้คนที่เดินอยู่ข้างหน้าสุดที่ไม่เคยแม้แต่จะสนใจหรือพูดดีๆกับฉันเลย
แกร๊ง! เสียงเหมือนใครแตะอะไรเข้าสักอย่างเพราะเราอยู่ในอุโมงเสียงมันเลยก้องและค่อนข้างมืด แม้แต่เสียงกระซิบยังได้ยินได้โดยทั่วกัน
ฉันจึงรีบหันไปดูถึงได้รู้ว่ายัยแจมนั้นดันไปสะดุดแตะเข้ากับท่อนอะไรสักอย่างสีขาวๆ เหมือนกระดูก! และทันใดนั้นเอง!!
จี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!
เสียงเหมือนหนูฝูงใหญ่กำลังตรงเข้ามาทางเรา
"ถอยไป!!!" เสียงพี่ปายตะโกนขึ้นก่อนจะวิ่งมาประชิดตัวฉันอย่างเร็วก่อนจะคว้าระเบิดที่เอวของฉันปลดสลักและคว้างไป
ทางกลุ่มพวกมันทันที!
บึ๊ม! เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนพวกเราต้องปิดหูและหาที่กำบัง เศษซากชิ้นส่วนพวกมันที่กระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วทำให้พื้น
ที่บริเวณนั้นทำให้รกไปด้วยเศษซากหนูตายเกลือนจนไม่มีที่ว่างให้ได้เดิน พี่ปายที่ทำตัวเป็นโล่กำบังพวกเราไว้
และนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่ฉันรู้สึกว่าถูกเขาโอบกอดอยู่..
สิ้นเสียงดังกังวานกลุ่มควันกลุ่มใหญ่เริ่มจะคลายตัวลงแต่ก็ยังไม่วายที่สัตว์ประหลาดพวกนั้นจะหมดไปมันยังคงวิ่งตรงมายัง
พวกเราอย่างไม่คิดชีวิต พี่ปายพยายามแบกปืนลูกซองที่หนักอึ้งอันนี้ขึ้นพยายามชักลำและยิงใส่พวกมันอย่างไม่ลดละ เขาพยายาม
อย่างหนักเพื่อไม่ให้พวกมันเข้ามาใกล้พวกเราไปมากกว่านี้ อีกคนคือน้องเอ็มเขาพยายามเล็งปืนไปที่พวกมันก่อนจะเหนี่ยวไกล
โดนบ้างไม่โดนบ้าง ส่วนยัยแจมก็ได้แต่ยืนง้างไม้เบสบอลขาแข็งทำอะไรไม่ถูก พวกมันมีจำนวนไม่น้อย ขนาดลำตัวของพวกมัน
เท่าแม่ไก่ได้มั้ง ฉันเองก็คงต้องตั้งสติให้มั่นก่อนจะใช้ปืนที่กำอยู่ในมือมาตลอด
เล็งไปทางพวกมันที่กำลังวิ่งเข้ามาและเหนี่ยวไกล เป็นความเหลือเชื่อที่ยากจะเข้าใจ ทุกนัดที่ฉันเหนี่ยวไกลออกไปนั้นไม่เคยพลาดเลยแม้
พวกมันจะมาเป็นสิบๆตัวก็ไม่มีตัวไหนที่รอดจากวิถีกระสุนของฉันไปได้ ฉันเปลี่ยนแมกส์กระสุนปืนอย่างช่ำชองก่อนจะละเลง
กระสุนสาดใส่พวกมัน พวกเราทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างดี จะมีก็แต่ยัยคุณนายแจมนั้นแหละที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ทำได้ก็แค่ยืนปิดหูปิดตาเกาะชายเสื้อของพี่ปายเอาไว้ก็เท่านั้น
ชั่วะ!
ฉันดึงมืดสั้นที่พกติดมากับข้อเท้าของฉันเขวี่ยงไปยังหนูปีศาจตัวหนึ่งที่กำลังจะง้าบเข้าที่ขาของคุณนายนั้นพอดี ซึ่งมันหลุดรอดมา
ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ แรงของมีดที่เขวี่ยงไปนั้นส่งผลให้ปลายมืดแทงทะลุลำตัวมันเข้าอย่างจังและตายคาที่ พอเหมาะกับในตอนนั้นเองที่
สายตาของฉันเหลือบไปเห็นเหมือนเหล็กเส้นเล็กๆบางๆที่ถูกยึดติดเรียงกันกับผนังทอดยาวขึ้นไปทำให้ดูเหมือนเป็นบันได!ขึ้นสู่ด้านบน
"มีบันได มีบันได!" ฉันตะโกนเรียกทุกคนให้หันไปมอง แต่เหมือนจะไม่มีใครเห็น "อยู่ด้านหลังพี่แจมไง!" ใช่ซิ ก็ยัยนั้นยืนบังไว้
ซะมิดเลยนี้นาถ้าฉันไม่ได้ช่วยชีวิตหล่อนไว้ก่อนหน้านี้ก็คงจะไม่ได้เห็นเหมือนกัน ก็ข้างในนี้มันค่อนข้างมืดและอับนี้นา
"งั้นรีบไปเลย!" พี่ปายร้องบอกพวกเราก่อนจะพยายามดันยัยนั้นที่ใส่ชุดนักศึกษาให้ปีนขึ้นไปก่อนอย่างทุรักทุเรพร้อมทั้งรีบหันกลับ
ไปยิงต้านพวกหนูมหาประลัยนั้นไม่ให้เข้ามาใกล้พวกเราไปได้มากกว่านี้ "เอ็ม นายตามขึ้นไป เธอกับฉันต้านไว้ก่อน" เขาส่งสัญญาณ
บอกอย่างเป็นขึ้นเป็นตอน "พอฉันบอก เธอก็รีบปีนตามพวกนั้นขึ้นไปเลยน๊า!" เขาหันมาย้ำกับฉันเสียงดัง
พวกเรากระหน่ำสาดกระสุนใส่พวกมันได้สักพักเขาจึงส่งสัญญาณให้ฉันโดยการพยักหน้า ฉันจึงรีบทำตามที่เขาบอกทันที ฉันยังไม่ลืมที่จะส่ง
กระสุนปืนลูกซองที่อยู่ในปลอกที่ฉันพกติดไว้กับข้อมือให้เขาก่อนจะปีนบันไดตามพวกนั้นไป เขาใส่กระสุนอย่างเร็วพลันพร้อมกับ
ยิงใส่พวกมันอีกสองสามนัดก่อนจะสะพายปืนเก็บให้เข้าที่แล้วรีบปีนตามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว..
แทนที่เราจะได้ออกไปจากท่อน้ำทิ้งนี้เสียตั้งนานแล้ว แต่ไม่เลย..
พวกเรามาติดอยู่อีกชั้นของอุโมงน้ำเน่าแห่งนี้ ช่างเป็นเวรของกรรม กรรมของเวรแท้ๆ ห้องที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ได้ตอนนี้คือห้อง
สำหรับเปิดปิดวาล์วน้ำหรือเปล่า ที่คิดอย่างนั้นเพราะมันมีอย่างนึงที่ดูคล้ายพวกมาลัยรถยนต์มากเลยแต่บางและเล็กสีแดงประมาณ
สามถึงสี่ตัวเรียงกันอยู่อย่างสวยงาม มันเป็นห้องขนาดเล็กกระทัดรัดมืดๆอับๆบนโต๊ะไม้มีเอกสารวางอยู่ดูรกตาสุดๆ
ฉันเห็นพี่ปายเดินลูบๆคลำๆจนไปเจอกล่องอะไรสักอย่างที่อยู่ติดกับผนังห้องก่อนจะมีเสียง แกร๊ก! พร้อมทั้งไฟที่สว่างขึ้นทั่ว
ทั้งบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นในห้องที่เราติดอยู่หรือทั้งอุโมง เขาพยายามมองลอดหน้าต่างที่กั้นด้วยเหล็กหนาหลายแท่งลงไปยังเบื้องล่าง
อย่างให้ความสนใจสุดๆกับภาพที่เห็น ฉันที่เฝ้าสังเกตุอยู่จึงได้แต่เอะใจ
"มองอะไรอยู่หรอค่ะ" ฉันเดินเข้าไปหาและพยายามคุยกับเขา แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลยสายตายังคงมองลงไปข้างล่างอย่างตั้งอกตั้งใจ
จนมันทำให้ฉันอยากรู้จึงได้ชะเงื้อออกไปดูบ้าง และสิ่งที่เห็นคือ..!!
มีหนูผีหลายสิบตัวหรืออาจเป็นร้อยได้ พวกมันเดินวนเวียนกันไปมาเพื่อแทะเลมศพและทุกอย่างที่สนองความหื่นกระหายของมันได้
มันเป็นภาพที่ชวนให้หน้าขยะแขยงที่สุด พวกมันมีเยอะมากอีกทั้งยังอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนยั่วแยะเต็มไปหมดเหมือนฝูงมด เล่น
เอาฉันขนลุกขนตั้งในความขยะแขยงของพวกมันทันที
สรุปคือเราติดอยู่ที่นี้จริงๆ..
"พี่ปาย เอิงของดูแผลได้ไหม" ฉันพูดขึ้นพร้อมทั้งเปิดแขนเสื้อข้างที่เขาได้รับบาดเจ็บ
"นี้เธอเป็นหมอรึไง" เขาพูดขึ้นอย่างสงสัย
"ตอนนี้ยังไม่ใช่ค่ะ พี่อยู่เฉยๆนะ" ว่าแล้วก็วิ่งตรงไปยังเป้ที่น้องเอ็มพายอยู่แล้วหยิบกระปุกปฐมพยาบาลออกมา
จัดการล้างแผลให้เขาเสร็จสรรพก่อนจะยื่นขวดน้ำให้เขา เขายกมันดื่มอย่างหื่นกระหายหมดไปภายในชั่วพริบตา
จากนั้นฉันก็นำขวดน้ำดื่มไปยื่นให้กับน้องเอ็ม เขายิ้มและรับขวดน้ำนั้นไปอย่างรวดเร็ว
"อ๊ะ ของพี่" ฉันยื่นขวดน้ำให้ยัยพี่แจม
"ขอบจัยนะที่ช่วยพี่ไว้" หล่อนพูดออกมาก่อนจะรับขวดน้ำจากมือฉันไป "แต่ขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้ไหมค่ะ"
ว่าแล้วหล่อนก็จูงแขนฉันไปยังอีกมุมนึงของห้อง
"เราชอบพี่ปายใช่ไหม" คำถามนี้วิ่งเข้าชนหัวใจฉันอย่างจังจนทำให้ฉันเกิดอาการจุกขึ้นมาทันที
"ปะ ป่าวนี้ค่ะ" ฉันโกหกออกไปอย่างกระตุกกระตักราวกับเหมือนมีคนมาล่วงรู้ความลับระดับชาติของฉัน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ติดตามต่อไปนะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)